ลันแทบจะหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินคำว่า ‘คุณนายคนใหม่’ จากปากของหนูนิด เพื่อนใหม่ช่างเจรจาที่เจอระหว่างทาง แต่เธอก็ต้องฝืนเกร็งกล้ามเนื้อใบหน้าไว้สุดฤทธิ์ พลางคิดในใจว่า ‘คนสนิทท่านประธานเหรอ แล้วที่ยืนกอดชั้นเมื่อเช้านี้คือใครกันนะ’
“เหรอคะ... ลันจะระวังตัวนะคะ ขอบคุณนิดมากนะจ๊ะที่เตือน” ลันตอบนิ่ง ๆ
“แล้วท่านประธานเขาดูเป็นคนยังไงเหรอคะ นิดพอจะรู้ไหม”
“โอ๊ย ลัน... ท่านประธานวินน่ะเหรอคะ เขาคือเทพบุตรเดินดินเลยค่ะ"
"หล่อ รวย สุขุม แต่เห็นเขาว่ากันว่าเขาดุเรื่องงานมาก"
"แล้วก็รักความเป็นส่วนตัวสุด ๆ ไม่ค่อยมีใครเห็นเขาออกงานกับผู้หญิงคนไหน"
"นอกจากพี่พะแพงที่ชอบโพสต์รูปติดเงาประธานบ่อย ๆ จนคนเขาเดากันไปทั้งตึก”
หนูนิดจีบปากจีบคอเล่าอย่างออกรส โดยหารู้ไม่ว่าพนักงานใหม่แผนกออกแบบที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่แหละ คือเจ้าของตำแหน่ง ‘คุณนาย’ ตัวจริงที่หนูนิดกำลังพูดถึง
“โพสต์ติดเงาด้วยเหรอคะ” ลันถามย้ำ พลางนึกสนุก
“ใช่ค่ะ แบบถ่ายรูปแก้วกาแฟแต่ติดแขนเสื้อท่านประธานบ้าง"
"ถ่ายวิวหน้าต่างออฟฟิศแต่ติดเงาสะท้อนในกระจกบ้าง"
"แผนสูงจะตาย ใคร ๆ ก็ดูออกว่าจองที่” หนูนิดทำท่าขนลุก
“แผนกออกแบบลันต้องเจอพี่เขาแน่ ๆ เพราะงานอาร์ตเวิร์กทุกอย่างต้องผ่านตาพี่พะแพงก่อนส่งประธาน"
"นิดเอาใจช่วยนะ”
“ขอบคุณมากนะนิดที่บอกข้อมูลสำคัญ”
ลันเอ่ยด้วยความจริงใจ พลางแอบอมยิ้มเมื่อนึกถึง ท่านประธานที่บ้าน... คนที่เมื่อเช้ายังบ่นออดอ้อนว่าไม่อยากให้เธอมาลำบากทำงานข้างนอกเลย
ตลอดการเดินทางที่สั้นลงในความรู้สึก ลันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากหนูนิด ทั้งเรื่องร้านอาหารลับใต้ตึก วิธีการกดกาแฟสวัสดิการให้คุ้มค่า และข่าวลือต่าง ๆ ที่เธอไม่เคยรู้จากปากสามีของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อรถไฟฟ้าเคลื่อนเข้าสู่สถานีที่เป็นจุดหมายปลายทาง หนูนิดหันมาคว้าแขนลันไว้เบา ๆ
“ไปกัน สมรภูมิวันแรกเริ่มขึ้นแล้ว"
"เดี๋ยวเราเดินไปตึกพร้อมกันนะ นิดรู้ทางลัดที่จะไม่ต้องเดินตากแดดนาน ผิวสวย ๆ ของลันจะได้ไม่เสีย”
“ไปกันเถอะนิด ลันพร้อมแล้วค่ะ”
ลันกระชับสายกระเป๋าผ้าใบเรียบ ๆ ของเธอ ก้าวออกจากขบวนรถไปพร้อมกับเพื่อนใหม่ เดินไปตามทางระหว่างตึกจนทะลุมายัง Pawin Jewelry ระยะทางย่นเวลาได้ดี เดินไม่ไกลเหมือนวันที่เธอมาสัมภาษณ์ด้วย
[ หน้าลิฟต์ ]
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังรัวเร็วมาแต่ไกล ในขณะที่ลันกำลังก้าวเข้าไปในลิฟต์ที่เพิ่งเปิดออกพอดิบพอดี ปึก! แรงกระแทกจากด้านหลังทำให้ลันเซไปข้างหน้าจนเกือบเสียหลัก เธอรีบจับราวเหล็กในลิฟต์ไว้ทัน พลางหันไปมองต้นเหตุที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาชนเธอเข้าอย่างจัง
“นี่ เดินประสาอะไรน่ะ ไม่เห็นเหรอว่าคนเขารีบ” น้ำเสียงแหลมสูงตวาดขึ้นก่อนที่ลันจะได้อ้าปากขอโทษเสียด้วยซ้ำ
หญิงสาวตรงหน้าลันอยู่ในชุดเดรสแบรนด์เนมเข้ารูปสีแดงเพลิง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจัดจ้าน ดูโฉบเฉี่ยวและถือตัวในที เธอคนนั้นก้มลงมองกระเป๋าถือราคาแพงของตัวเองพลางปัดมันเบา ๆ เหมือนกลัวว่าเสนียดจากใครก็ไม่รู้จะติดไป
“เอ่อ... ขอโทษนะคะ แต่เมื่อกี้ลันเดินเข้ามาก่อน แล้วคุณเป็นฝ่ายเดินมาชน...”
“แล้วไง จะบอกว่าฉันผิดเหรอ” อีกฝ่ายปรายตามองลันตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน พะแพงมองป้ายพนักงานใหม่
“พนักงานใหม่ล่ะสิ "
"ถึงได้กล้าเถียงคนในตึกนี้แบบไม่มีหัวนอนปลายเท้า"
"เธอรู้ไหมว่าเวลาของฉันมันมีค่ามากกว่าเงินเดือนทั้งปีของเธออีก”
ลันนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางหันไปมองหนูนิดที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างนอกลิฟต์ หนูนิดทำปากขมุบขมิบแบบไม่มีเสียงว่า
‘พี่พะแพง’ อ๋อ... คนนี้สินะ นางพญาโพสต์ติดเงา ลันคิดในใจ ความรู้สึกโกรธเปลี่ยนเป็นความนึกสนุกขึ้นมาทันที
“ขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ พอดีลันเพิ่งมาวันแรก"
"เลยไม่ทราบว่าที่นี่เขาให้สิทธิ์คนรีบเดินชนคนอื่นก่อน” ลันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงไปด้วยความนัยจนคนฟังชะงัก
“นี่เธอ” พะแพงหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
เธอเอื้อมมือไปกดปุ่มปิดลิฟต์ทันทีโดยไม่รอลันที่กำลังจะก้าวเข้าไปในนั้นพร้อมหนูนิด
“ไม่ต้องขึ้นมา ลิฟต์ตัวนี้ฉันรีบ เธอรอตัวถัดไปแล้วกันนะ... แม่พนักงานใหม่ อย่าเข้างานสายละ”
ประตูลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนปิดลง พร้อมกับใบหน้าเชิดรั้นของพะแพงที่หายวับไปหลังบานสเตนเลส ทิ้งให้ลันยืนกะพริบตาปริบ ๆ อยู่หน้าลิฟต์กับหนูนิดที่รีบวิ่งเข้ามากุมมือเธอไว้
“ลัน เป็นอะไรไหม นั่นแหละพี่พะแพงตัวจริงเสียงจริงเลย” หนูนิดกระซิบเสียงสั่น
“ตายแล้ววันแรกก็เปิดศึกกับเบอร์หนึ่งของท่านประธานเลย ลันจะรอดไหมเนี่ย”
ลันมองตัวเลขดิจิทัลบนหน้าปัดลิฟต์ที่ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปชั้นบนสุด... ชั้นที่เป็นห้องทำงานของ ‘สามี’ เธอเอง
“รอดสิคะนิด” ลันคลี่ยิ้มบางๆ ที่ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร
“สมรภูมิมันเพิ่งเริ่มเองค่ะ”
{ แผนกออกแบบ }
พะแพงเดินฟัดเหวี่ยงเข้ามาในแผนกออกแบบด้วยอารมณ์ที่ยังค้างคามาจากเหตุการณ์ที่ลิฟต์ เสียงส้นสูงกระแทกพื้นดังปัง ๆ ราวกับจะระเบิดอารมณ์ใส่ทุกสรรพสิ่ง เธอหยุดกึกอยู่กลางแผนก สายตากวาดมองไปทั่วห้องที่พนักงานเริ่มทยอยกันมาจนเกือบเต็มพื้นที่
“ทำไมมันวุ่นวายแบบนี้เนี่ย แล้วนี่โต๊ะใคร ทำไมป่านนี้เจ้าของยังไม่โผล่หัวมาอีก” พะแพงแผดเสียงดังลั่นพลางชี้ไปที่โต๊ะทำงานมุมหนึ่งที่ยังว่างเปล่า ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดเพราะติดริมหน้าต่างและมีความเป็นส่วนตัว
“เหลืออีกแค่ที่เดียวที่ยังว่าง คนอื่นเขามากันพร้อมหน้าเพื่อรอรับท่านประธาน แต่แม่นี่เป็นใครถึงกล้ามาสายตั้งแต่วันแรก”
พนักงานในแผนกต่างพากันก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีใครกล้าสบตานางพญาที่กำลังองค์ลง ยกเว้นแต่เพียงความเงียบที่ตอบกลับมา ยิ่งทำให้พะแพงเดือดดาลกว่าเดิม
“ถามก็ตอบสิ หรือว่าแผนกเราเดี๋ยวนี้รับแต่พวกไม่มีวินัยเข้ามาทำงาน”
“มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ เสียงดังไปถึงข้างนอกเลย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้พะแพงที่กำลังจะอ้าปากด่าต่อถึงกับชะงัก เธอรีบปรับเปลี่ยนสีหน้ากลายเป็นหญิงสาวผู้อ่อนหวานทันทีที่หันไปเห็นร่างสูงในชุดสูทเทาเข้มที่เดินเข้ามา ‘ติณภพ’ เลขาคนสนิทและมือขวาของภวินทร์ที่พนักงานทั้งตึกต่างเกรงใจไม่แพ้ท่านประธาน
“อุ๊ย คุณติณภพมาพอดีเลยค่ะ” พะแพงรีบถลันเข้าไปหาพลางทำหน้าเศร้าสร้อย
“พะแพงกำลังอบรมพนักงาน... "
"อ้อ ไม่ใช่สิคะ ต้องเรียกว่ากำลังตามหาพนักงานใหม่ที่ยังไม่มามากกว่าเนี่ยค่ะ"
"โต๊ะนี้ยังว่างอยู่เลย พะแพงละหนักใจแทนท่านประธานจริง ๆ ค่ะ"
"ที่รับคนประเภทนี้เข้ามา นี่ถ้าท่านประธานลงมาเห็นโต๊ะว่าง ๆ ในเวลาทำงานแบบนี้ ท่านคงไม่พอใจแน่ ๆ”
ติณภพมองตามนิ้วของพะแพงไปที่โต๊ะว่างตัวนั้น เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก ก่อนจะก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ
“พนักงานใหม่ที่ชื่อ ลัลลลิน ใช่ไหมครับ” ติณภพถามเรียบ ๆ
“ใช่ค่ะคุณติณภพ เมื่อกี้พะแพงยังเจอที่หน้าลิฟต์อยู่เลย"
"ท่าทางหยิ่งยโสมาก ชนพะแพงแล้วยังไม่คิดจะขอโทษสักคำ"
"แถมยังเดินทอดน่องไม่รีบไม่ร้อน พะแพงว่าคนแบบนี้ปล่อยไว้จะเป็นภาระของบริษัทเรานะคะ"
"คุณติณภพช่วยบอกท่านประธานให้พิจารณาเรื่องนี้ด่วนเลยค่ะ”
พะแพงใส่ไฟอย่างออกรส โดยไม่ทันสังเกตเห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเลขาหนุ่ม
“ผมว่าคุณพะแพงใจเย็น ๆ ก่อนดีกว่าครับ บางทีเธออาจจะกำลัง... ทำธุระสำคัญอยู่” ติณภพตอบพลางปรายตาไปทางประตูทางเข้า
“นั่นไงครับ มาพอดีเลย”
พะแพงหันขวับไปตามสายตาของติณภพ เตรียมจะอ้าปากด่าซ้ำให้จมดิน แต่แล้วเธอก็ต้องยืนอึ้งเมื่อเห็นแม่คนในลิฟต์ดินเข้ามาพร้อมกับหนูนิด โดยที่ในมือของลันถือแก้วกาแฟที่ดูเรียบง่ายแต่กลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งห้อง ลันเดินตรงมาที่โต๊ะว่างตัวนั้นอย่างใจเย็น ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นติณภพยืนอยู่
“สวัสดีค่ะคุณติณภพ” ลันยกมือไหว้ด้วยท่าทีปกติ ราวกับรู้จักกันมานาน
“ขอโทษที่มาช้านะคะ พอดีไปจัดการธุระส่วนตัวมานิดหน่อยค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับคุณลัน"
"คราวหน้าเข้างานตรงตามเวลาเพื่อน ๆ แล้วกันนะ " ติณภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งดุเล็กน้อย
"ผมเพิ่งคุยกับคุณพะแพงเรื่องคุณอยู่พอดีเลย” ติณภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นพิเศษจนพนักงานแถวนั้นเริ่มขมวดคิ้ว พะแพงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแทรกขึ้น
“จัดการธุระเหรอคะ วันแรกก็ใช้เวลางานไปทำธุระส่วนตัวซะแล้ว คุณติณภพคะ แบบนี้มันเกินไปนะคะ” ลันหันไปยิ้มให้พะแพง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
“ธุระของลันคือการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดสำหรับท่านประธานไงคะคุณพะแพง...เห็นว่าท่านจะลงมาตรวจงาน ลันเลยอยากให้ทุกอย่างออกมาประทับใจท่านที่สุด เหมือนที่คุณพะแพงบอกไงคะ จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้แผนก"
พะแพงที่ได้ยินคำว่าประทับใจถึงกับแค่นยิ้มเยาะออกมา สายตากวาดมองชุดกระโปรงเรียบ ๆ ของลัลลลินอย่างดูแคลน
"เตรียมตัวให้ประทับใจท่านประธาน เหอะ พนักงานใหม่ที่ยังไม่เห็นฝีมืออย่างเธอ สิ่งเดียวที่จะทำให้ท่านประธานประทับใจได้คือการทำงาน ไม่ใช่การทำตัวประจบด้วยคำพูดสวยหรู... จำใส่หัวไว้ด้วยนะลัลลลิน ว่าที่นี่เขาวัดกันที่ฝีมือ ไม่ใช่แค่หน้าตาหรือความมั่นอกมั่นใจแบบผิดของเธอ"
ลัลลลินไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง เธอเพียงแค่ยิ้มรับอย่างใจเย็น มือบางลูบขอบแก้วกาแฟที่ถือมาเบา ๆ ก่อนจะสบตาคู่กรณีกลับอย่างไม่ลดละ
"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะคุณพะแพง ลันจะจำไว้ค่ะว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับฝีมือมากที่สุด... ลันเองก็อยากรู้เหมือนกันค่ะ ว่างานที่ต้องผ่านสายตาคุณพะแพงก่อนส่งถึงมือท่านประธานเนี่ย จะต้องดีเด่นขนาดไหน ท่านถึงได้ไว้วางใจให้คุณพะแพงดูแลมานานขนาดนี้"
ติณภพลอบมองใบหน้าที่นิ่งสนิทของลัลลลิน สลับกับใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธของพะแพง ก่อนจะกระแอมไอเบา ๆ เพื่อตัดบท
"ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้วว่าที่นี่วัดกันที่ 'ฝีมือ' ผมก็หวังว่าจะได้เห็นงานที่ดีที่สุดจากทั้งพนักงานเก่าและพนักงานใหม่นะครับ... แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว"
พูดจบ ติณภพก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้พะแพงยืนกำหมัดแน่นจ้องมองแผ่นหลังของลัลลลินที่เดินไปนั่งที่โต๊ะอย่างไม่ทุกข์ร้อน... สงครามที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นแล้ว