ร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปยังสำนักกฎหมายโชติภิวรรธ ซึ่งเป็นสำนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงโด่งและตัวเขาเองเป็นเจ้าของที่นี่ พอเขาก้าวขาเข้าบริษัทลูกน้องใต้ปกครองต่างก็เอ่ยทักทายและน้อมหัวให้ เพราะมาดที่ดูสงบนิ่ง น่านับถือ และดุดัน วิศรุตค่อนข้างวางตัวไม่สนิทและไม่คลุกคลีกับลูกน้อง นอกจากคนที่ไว้ใจกันมากเท่านั้น
เพื่อขีดเส้นแบ่งระยะ ไม่ใช่เพราะหยิ่งผยองหรือแบ่งชนชั้นวรรณะ แต่เพราะจะเป็นผลดีต่อการปกครองคนหมู่มาก ทว่าเรื่องผลประโยชน์เขาตอบแทนทุกคนเป็นอย่างดี ยุติธรรมในทุกด้าน เวลางานไม่เล่น แต่เสร็จงานเมื่อไหร่วิศรุตจ่ายไม่อั้น ใจถึงจนคนปกครองต่างพากันเกรงใจ
“ทำไมวันนี้เข้าออฟฟิศได้ล่ะ” ภานุทักตอนที่เอาเอกสารคดีความสำคัญเข้ามาปรึกษาวิศรุตในช่วงสาย เจ้าของห้องพยักหน้ารับอย่างขอไปทีแล้วจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ
ภานุคือทนายมือดีขององค์กร เป็นรุ่นพี่ที่สนิท จบมาจากสถาบันเดียวกัน สนิทและรู้ใจกันถึงขั้นที่วิศรุตไว้ใจให้ดูแลงานสำคัญ รู้กันยันไส้พุง เปรียบเสมือนมือขวาที่คอยทำหน้าที่แทนวิศรุตได้
“คดีนี้ ฝั่งนั้นมันสู้ยิบว่ะรุต สายบอกมาว่าลูกความจ่ายหนักใช้ได้”
“อืม ก็สมควรจ่ายหนักอยู่หรอก ผิดเต็มๆจนหาทางดิ้นแทบไม่หลุดขนาดนั้น”
“นี่หลักฐานที่ฝั่งเราหามาได้ พี่ว่าพร้อมอยู่นะถ้าจะเสี่ยงดวงดู” ภานุว่าพร้อมทั้งยื่นหลักฐานที่จะสามารถสู้กันในชั้นศาลให้วิศรุตรับไปพิจารณา “อยากเอาชัวร์กว่านี้ แต่หาหลักฐานเพิ่มยากแล้วว่ะ พยานบุคคลไม่ให้ความร่วมมือเลย โดนเงินอุดปากหมด”
“เงินกูก็มี จะกลัวจะอะไร” วิศรุตเอ่ยเสียงเรียบและนั่นก็เป็นอันรู้กัน ไม่ใช่แค่ทางธนาคนเดียวเสียเมื่อไหร่ที่ใช้เงินแก้ปัญหาและทำขาวให้เป็นดำได้ ตัวเขาจะทำดำให้เป็นขาวเอง ง่ายจะตายไป
“เห็นว่ามันมียื่นหลักฐานเพิ่ม สืบมารึยังว่าอะไร”
“ไม่แน่ใจ เดี๋ยวสืบเพิ่มให้” ภานุไม่รู้ว่าวิศรุตรู้ได้ยังไงเรื่องที่ฝั่งของธนาจะขอยื่นหลักฐานใหม่มาสู้คดี แต่ไม่คิดซักไซ้ถามเพราะเป็นปกติของวิศรุตที่มักจะสืบได้ข้อมูลลับจากคนในธุรกิจเทามาเสมอ
วิศรุตและธนาเป็นปฏิปักษ์กัน เป็นดั่งเจ้ากรรมนายเวรกันตั้งแต่ไหนแต่ไร ธนาไม่สนใจทั้งนั้นว่าคดีที่ตนรับมาลูกความจะผิดหรือถูก อัตราความเป็นไปได้ในการชนะคดีจะมากน้อยแค่ไหน เพราะทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่ลูกความเสนอให้ แค่มีเงินมากพอ ธนาก็พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนผิดให้เป็นถูก เปลี่ยนดำเป็นขาว ใช้พลังของเงินและอิทธิพลที่มีทุกช่องทาง ไม่สนใจผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งนั้น
“คราวนี้มันจะมาไม้ไหนอีกวะ หวังว่าเกลือคงไม่เป็นหนอนอีกนะ” ภานุเอ่ยในขณะที่วิศรุตอ่านเอกสารบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด วิศรุตชะงักกับคำพูดนั้น ความทรงจำในอดีตย้อนกลับขึ้นมาแทงหัวใจให้จุกเสียดอีกครั้ง
“ฉิบหาย... ขอโทษทีว่ะ ไม่ได้ตั้งใจ” ภานุเพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป เขาเหลือบมองเห็นหน้าวิศรุตแล้วรีบขอโทษ”
มือหนากำเข้าหากันจนข้อนิ้วลั่นดังกึก ใบหน้าหล่อคมนั่งนิ่งกัดกรามแน่นราวกับคิดอะไรอยู่ ภานุอดรู้สึกผิดไม่ได้ แค่มองดวงตาลึกล้ำคู่นั้นแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่ารุ่นน้องของเขายังคงฝังใจและลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น รวมถึงลืมใครบางคนไปยังไม่ได้สนิทใจ
“ไอ้รุต...” ภานุเรียกเสียงอ่อน รู้สึกผิดแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมากเกินกว่านี้ ถึงเวลาทำงานวิศรุตจะวางตัวดี แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ควบคุมอารมณ์เก่ง แต่เพราะสนิทกันจึงรู้ดีว่าเวลาวิศรุตระเบิดขึ้นมาแล้วจะพินาศขนาดไหน หากไม่ใช่พี่ชายอย่างหมอรามก็ไม่มีใครเอาวิศรุตอยู่
วิศรุตเงยหน้าขึ้นมองภานุที่แทบหยุดหายใจ ยังไม่อยากหางานใหม่ตอนนี้ และที่ที่เงินดีเท่าที่นี่ก็คงไม่มีอีกแล้ว สวัสดิการต่างๆอีก สำคัญคือวิศรุตมือหนักตีนหนักมาก ภานุยังไม่พร้อมซี่โครงหักหรือกระอักเลือดตาย เมียยังไม่มีจะตายไม่ได้!
“อืม ทำงานต่อเถอะ” เขาพูดเสียงราบเรียบแล้วดูเอกสารต่อ ภานุถึงกับผ่อนลมหายใจโล่งอก บางทีเวลาอาจช่วยให้วิศรุตเริ่มลืมเรื่องแย่ๆครั้งนั้นได้บ้างแล้ว ถึงยังไม่สนิทแต่อย่างน้อยก็จางกว่าเดิมไปมาก
“เรียกประชุมทีม” วิศรุตลุกออกจากห้องทำงานไปยังห้องประชุม เข้าสู่โหมดจริงจัง
ทีมงานทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดีนี้โดนเรียกเข้าห้องประชุมเล็ก ใช้เวลากว่าค่อนวันในการปรึกษาหารือกัน คดีที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ มรดกพันล้านและการตายอย่างมีเงื่อนงำเข้ามาเกี่ยวข้อง มีผู้มีอิทธิพลได้รับผลประโยชน์ และเป็นคดีความที่ดูท่าแล้วไม่น่าจะจบลงง่ายๆ
นัดขึ้นศาลสืบพยานมาแล้วหลายครั้ง และอีกเดือนกว่าก็เป็นการสืบพยานครั้งต่อไป วันนี้ทีมงานนำหลักฐานชิ้นใหม่ที่น่าสนใจมากมาเสนอ เลยต้องคุยกันยาว
“อืม พอแค่นี้ก่อน แยกย้ายกันไปพักผ่อนได้” วิศรุตบอกกับลูกน้องในทีมจบก็เตรียมตัวลุกออกจากห้องประชุมไป ทุกคนขานรับอย่างรู้กันว่าพักผ่อนของวิศรุตคือครั้งถัดไปงานต้องคืบหน้าด้วย
ภานุเดินคู่กันมากับวิศรุตเพราะมีเรื่องที่ยังต้องคุยกันต่อแค่สองคน ระหว่างทางก็คุยเรื่องสัพเพเหระกันไป ไม่ทันที่วิศรุตจะเปิดประตูห้องทำงานส่วนตัวก็โดนเสียงของหญิงวัยสี่สิบต้นๆเรียกดักไว้
“บอสคะ” ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับ ราณีจึงพูดต่อ “มีคนมาสมัครฝึกงานค่ะ”