แว่นสายตากรองแสงถูกถอดออกจากกรอบหน้าหล่อเหลา ก่อนนิ้วหนาจะยกขึ้นนวดคลึงขมับสองข้างเบาๆ หวังขับไล่ความเหนื่อยล้า ด้วยช่วงนี้โหมงานหนักจนเกินไป
ทว่าท่าทางอย่างเป็นธรรมชาติไร้การปั้นแต่งพวกนั้นกลับดูดีมากในสายตาสาวน้อยสาวใหญ่ภายในร้านอาหารที่ไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวมากสักเท่าไรนักร้านนี้
เพราะเป็นร้านอาหารขึ้นชื่อภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และวันนี้ดันเป็นวันหยุด ผู้คนจึงเยอะเป็นพิเศษ ยิ่งเลี่ยงไม่ได้ที่ชายหนุ่มในชุดสูทสง่าดูดีจะตกเป็นเป้าสายตาของสาวๆ ทว่าเขากลับมองผ่านไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น ในสมองกำลังคิดแค่เรื่องงาน
วันนี้เขามีนัดคุยกับหุ้นส่วนธุรกิจอย่างไม่เป็นทางการ ฝ่ายนั้นจึงนัดมาที่ร้านนี้ วิศรุตจิบกาแฟรอพลางทอดมองผู้คนมากมายรายรอบตั้งแต่ในร้านยันนอกร้าน เป็นการมองพักสายตา เปลี่ยนจุดโฟกัสจากตัวหนังสือและตัวเลข เป็นมองหาสาวๆสวยๆให้ผ่อนคลายบ้างตามนิสัย
วันนี้มันยังไงกัน คนในห้องเยอะเสียเปล่า แต่ไม่มีใครที่ดูสวยต้องตาสะดุดใจเขาเลยสักคน
ชีวิตในแต่ละวันของวิศรุตไม่ค่อยมีเวลามานั่งหายใจทิ้งเท่าไรนัก ทุกนาทีมีค่า ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตราวกับคนเป็นหนี้พันล้าน ทั้งที่ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้อดอยากยากจน
แต่ละวันกว่าจะได้พักจริงๆปาไปสี่ห้าทุ่ม บางวันเลยเที่ยงคืนด้วยซ้ำ ชีวิตแสนยุ่งวุ่นวายทั้งงานหลักงานเสริม ไหนจะมีหุ้นในธุรกิจเล็กใหญ่ที่ไปลงทุนเอาไว้แล้วต้องคอยตามดูแลผลประโยชน์ของตนเองไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้กำไรและส่วนแบ่งที่ตนควรจะได้เล็ดลอดตกหล่นไปให้ใครที่ไหนชุบมือเปิบได้ง่ายๆ
ทว่าคนที่เป็นฝ่ายนัดเขาเพิ่งส่งข้อความบอกว่าขอมาสายอีกสิบห้านาที วิศรุตจึงได้มีเวลานั่งพักสายตา มีเวลาให้หายใจ นั่งจิบกาแฟใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์...
แต่มันดันเป็นการพักที่น่าหงุดหงิดฉิบหาย!
เขาไม่ได้ต้องการพัก ตอนนี้ควรเป็นเวลาทำงาน อยากคุยงานให้เสร็จ เพราะอีกสองชั่วโมงถัดไปมีนัดคุยกับลูกความคนสำคัญที่กระเป๋าหนักมาก ฝั่งนั้นซีเรียสเรื่องเวลา เขาไปสายไม่ได้
ผ่านเลยเวลานัดจริงไม่ถึงห้านาทีเสียงถอนหายใจหนักๆก็ดังขึ้นอย่างหงุดหงิด วิศรุตคว้าเครื่องมือสื่อสารหมายจะกดโทรหาหุ้นส่วน แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน
“สวัสดีครับ คุณวิศรุต” เสียงทุ้มหนักของชายหนุ่มเอ่ยทักทายวิศรุตที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่จนเจ้าของชื่อต้องแหงนหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น
“กว่าจะมาได้นะครับ คุณซารีฟ[1]” วิศรุตตอบกลับอย่างสุภาพทว่าลงท้ายด้วยการพ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นัก ไม่สนว่าจะเป็นหุ้นส่วนใหญ่แค่ไหน เพราะเป็นเพื่อนสนิทกัน และที่สำคัญคือซารีฟเป็นฝ่ายมาสาย!
“สายนิดสายหน่อยไม่ได้เลยนะมึง จะเป๊ะไปไหนวะ” ร่างสูงใหญ่ของผู้ที่มาใหม่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับวิศรุตพลางแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายคนเป็นเพื่อนกับความตรงเวลาจนเกินเหตุเช่นกัน
“เรื่องงานเรื่องการ หัดจริงจังหน่อยไอ้ห่า”
“ก็แค่คุยสบายๆ ต้องจริงจังอะไรวะ” เพราะถ้าจริงจังเขาคงไม่นัดมากลางห้างแบบนี้ และวิศรุตเองก็รู้ดีว่าวันนี้ซารีฟแค่อยากมานัดเจอหน้ากันในรอบหลายปีเสียมากกว่า เพราะถ้าไม่อ้างเรื่องงาน คนอย่างทนายวิศรุตคงไม่เสียเวลาปลีกตัวมาให้เพื่อนเจอหน้าเป็นแน่ มัวแต่ทำงาน
ช่างตรงกันข้ามกับสมัยเรียนมหาวิทยาลัย วิศรุตที่ทั้งเกเรและไม่เอาไหน ถึงจะเป็นคนฉลาดมาก ทว่าเรื่องมาสายทุกคนต้องยกให้วิศรุตคือที่หนึ่งของรุ่นเลยทีเดียว ไหนจะเรื่องควงสาวไม่ซ้ำหน้าแถมยังเปย์เก่ง ใช้เงินเป็นใบไม้อีกต่างหาก ซึ่งต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง
เวลาเปลี่ยนคนเราก็ต้องโตขึ้น ประสบการณ์ที่พบเจอมันทำให้วิศรุตปรับปรุงตัว และปรับเปลี่ยนนิสัยใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ล้วนแล้วแต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นและอย่างที่ควรจะเป็น
“มึงก็รู้ว่ากูสายไม่ได้ ไอ้เวรนี่” เขาบอกซารีฟไปก่อนหน้าแล้วว่ามีนัดสำคัญอีกที่ จะเลื่อนไปคุยวันอื่นก็ไม่ได้ เนื่องจากเวลาของทั้งคู่หายากเหลือเกินที่จะว่างตรงกัน ซารีฟปักหลักอยู่ภาคใต้ กว่าจะได้ขึ้นกรุงเทพฯมาอีกทีเมื่อไหร่ก็บอกไม่ได้ด้วย
“เออๆ กูก็มาแล้วเนี่ย แม่งบ่นเป็นคนแก่เลย”
ปึก! เมื่อโดนคำว่าแก่กระแทกใจ วิศรุตยืดเท้าไปเตะหน้าแข้งซารีฟจนอีกฝ่ายร้องโอดโอยพลางบ่นต่ออีกนิดหน่อย “กูเพิ่งบ่นไปนิดเดียวเองไอ้เวร!”
จากที่คิดว่าวันนี้เป็นเพียงการเจรจากันแบบสบายๆ ที่ไหนได้ ด้วยความรอบคอบต่างฝ่ายต่างเตรียมเอกสารมาพร้อมแล้วเลยเข้าสู่การพูดคุยกันแบบเกือบจริงจัง เหลือแค่เพียงลงรายละเอียดเชิงลึก รวมทั้งเรื่องที่เป็นความลับทางธุรกิจ และขั้นตอนการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างก็จะเสร็จสิ้นแล้ว
“จบ เนี่ย! จบก่อนเวลาอีกเห็นป๊ะ จะรีบทำห่าไรนักหนา” เมื่อคุยทุกอย่างจบก่อนเวลาเกือบสามสิบนาทีซารีฟจึงอดก่นด่าวิศรุตไม่ได้
ด้วยความสนิทกัน รู้จักรู้ใจกันดีทุกอย่างจึงราบรื่นลงตัวอย่างง่ายดาย ธุรกิจเทาๆเป็นงานถนัดของทางซารีฟอยู่แล้ววิศรุตจึงค่อนข้างวางใจ
“เสร็จก่อนก็ดี กูได้มีเวลาจิบกาแฟหน่อย แม่งง่วงเป็นบ้าเลย” วิศรุตบ่นพลางยกถ้วยกาแฟขึ้นมาละเลียดชิม คราวนี้สามารถลิ้มรสทุกอย่างได้แบบสบายใจขึ้นมาหน่อย เหลือเวลาพอให้นั่งหายใจทิ้งจริงๆสักที
ซารีฟไหวไหล่แล้วจิบกาแฟบ้าง สองหนุ่มที่อยู่กันคนละภูมิภาคหลังแยกย้ายกันเติบโตไปใช้ชีวิตในแบบฉบับของผู้ใหญ่ นานๆถึงได้พบปะกันที นั่งคุยสารทุกข์สุกดิบกันไปตามประสา
“นี่สรุปมึงจะเป็นทนายหรือจะเป็นนักลงทุนกันแน่วะ เอาแม่งทุกอย่างเลย” ซารีฟว่าให้ เมื่อได้ฟังว่าช่วงนี้วิศรุตลงทุนธุรกิจอะไรไปบ้าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เล่นเอาแทบทุกอย่าง
“ทำทุกอย่างนั่นแหละ ถ้ามันได้เงิน” วิศรุตชอบลองอะไรใหม่ๆ ชอบการลงทุนพอๆกับการเป็นทนายซึ่งเป็นอาชีพหลักของเขา แต่พักหลังแทบไม่รับว่าความแล้วเพราะถ้ารับเมื่อไหร่เวลาทั้งหมดของเขาก็จะต้องเอาไปลงกับคดีจนแทบไม่มีเวลาปลีกตัวไปทำอย่างอื่นได้เลย
ถึงจะเปิดสำนักกฎหมาย แต่คดีเล็กคดีน้อยวิศรุตส่งต่อให้ลูกน้องในสำนักงานรับผิดชอบ จะรับว่าความเองก็ต่อเมื่อคดีเป็นที่น่าสนใจและใหญ่พอเท่านั้น
“เป็นหมอดีๆไม่ชอบ มึงมันนอกคอก” ซารีฟแซะต่ออย่างไม่จริงจัง อย่างเดียวที่วิศรุตไม่ทำคือการเป็นหมอเหมือนที่บ้าน เขาจบแพทย์แล้ว แต่ไม่เรียนต่อเฉพาะทาง เรียนหมอเพราะเป็นอาชีพหลักของที่บ้านเท่านั้น ตั้งแต่พ่อ แม่ และพี่ชายทั้งสองเป็นหมอหมด
[1] จากเรื่อง ผิดที่(ไม่)รัก และ เคหาสน์ผีหื่น