“…จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,84 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี
จำเลยให้การปฏิเสธ ...ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินแก่นายทรงพลผู้เสียหายที่หนึ่ง จำนวน 18,267,210 บาท นายเอกราชผู้เสียหายที่สอง 5,884,021 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น...ฯ”
สิ้นเสียงฎีกาตัดสิน ร่างของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจำเลยคดีนี้ถึงกับทรุดตัวลงนั่ง ชายวัยกลางคนปล่อยโฮร้องไห้อย่างไม่คิดอายสายตาใคร หมดสิ้นแล้วอนาคต หมดสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความหวัง ทั้งความฝัน แล้วต่อจากนี้ลูกทั้งสองคนเล่าจะอยู่ต่อไปอย่างไร...
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวย่างออกจากศาลมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเล็กน้อยอย่างคนสบายอกและโล่งใจ คดีที่ต่อสู้กันมาแรมปีวันนี้ฝ่ายลูกความของเขารอดมาอย่างหวุดหวิด ส่วนเขาก็ได้รับค่าตอบแทนก้อนใหญ่ นอกเหนือจากเม็ดเงินนั่นคือชื่อเสียงที่เลื่องลือขึ้นกว่าเก่าว่าทนายหนุ่มอย่างเขาทั้งไฟแรงและเก่งกาจ เป็นที่รู้จักวงกว้างในวงการกฎหมาย
และทันใดนั้นเองที่สายตาคมได้ปะทะเข้ากับเด็กสาวที่อยู่ในชุดมัธยมปลายพร้อมกับน้องชายที่ใส่ชุดมัธยมต้นยืนชะโงกหน้าราวกับกำลังรอใครอยู่ใต้ต้นไม้หน้าศาล
ใบหน้าไร้เดียงสาทว่าภายในดวงตาของเด็กสาวกำลังสะท้อนความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด จนทนายความชื่อดังที่เพิ่งได้รับชัยชนะมาหมาดๆอดชะงักไม่ได้ เขาหยุดยืนทอดมองสองพี่น้องคู่นั้น
“เป็นอะไรไปไอ้รุต หยุดทำไมวะ?” เสียงภานุ ทนายที่ปรึกษาของวิศรุตเอ่ยถามแล้วมองตามสายตาของรุ่นน้องไป
“นั่นมันลูกของ...” พูดไม่ทันจบวิศรุตก็ตอบรับสั้นๆ
“อืม”
“สงสารอยู่นะ แม่ก็ตาย ตอนนี้พ่อยังต้องมาติดคุกยาวอีก” ภานุนึกเวทนาเด็กทั้งสอง ไม่รู้ว่าทั้งคู่จะรับรู้หรือยังว่าพ่อตัวเองโดนคุมตัวไปส่งให้ราชทัณฑ์แล้ว
“ก็ช่วยไม่ได้” วิศรุตกล่าวขึ้นทั้งที่สายตายังไม่อาจละจากใบหน้าสวยของเด็กสาววัยสดใสในชุดนักเรียนมัธยมปลาย
“ถ้าคิดถึงลูกสักนิดก็ไม่ควรไปทำเรื่องโง่ๆให้ใครจับได้” เขาเอ่ยถึงพ่อของเด็กสองคนนั้น จะรู้ไหมว่าลูกมายืนชะโงกคอรอคอยตนอยู่
“หยุดเสือกเรื่องชาวบ้านได้ละ” วิศรุตบอกปัดตัดรำคาญแล้วทำท่าจะเดินกลับไปที่รถ แต่ทันใดก็มีเสียงใสๆของเด็กสาวดังใกล้เข้ามา
“เอ่อ ขอโทษนะคะคุณน้า หนูรบกวนถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ” เสียงหวานสั่นเครือแว่วดังตามหลังมา
วิศรุตและภานุพร้อมใจกันหันกลับไปมองเด็กสองพี่น้องที่จับจูงมือกันเดินตรงเข้ามาหาเขาทั้งคู่ มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอยู่ใกล้กว่าตนแล้ว
“คุยกับพี่?” วิศรุตชี้นิ้วเข้าหาตัว ย้ำเสียงดังฟังชัดตรงคำว่า 'พี่' หล่อขนาดนี้มาเรียกว่าน้าได้ยังไง อายุเขาเพิ่งยี่สิบห้า!
“ค่ะ หนูถามคุณน้าค่ะ” เด็กสาวพยักหน้า คำว่าน้าชัดถ้อยชัดคำ ทว่าสีหน้าและดวงตาสวยใสคู่นั้นดูราวกับไม่ได้ตั้งใจ มันน่า...นัก!
วิศรุตขมวดคิ้วยุ่งในขณะที่ภานุกลั้นหัวเราะจนโดนทนายรุ่นน้องส่งสายตาถมึงทึงใส่แล้วหันกลับไปเลิกคิ้วถามเด็กสาวด้วยสายตาดุกว่าเก่าเป็นเท่าตัวว่า ‘มีอะไร’
“คือว่าพ่อหนูมาขึ้นศาลที่นี่ค่ะ หนูอยากเข้าไปหาพ่อข้างในต้องทำยังไงเหรอคะ” คำถามของเด็กสาวนั้นทำเอาทนายหนุ่มทั้งสองปากหนักอ้าไม่ค่อยจะออก
จะบอกยังไงดีว่าพ่อเธอโดนนำตัวส่งราชทัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ยิ่งเขาที่มีส่วนเป็นคนส่งพ่อเด็กน้อยไปยิ่งหนักใจเข้าไปใหญ่ มองแววตาใสซื่อที่กำลังรอคอยคำตอบอย่างมีความหวังและตั้งใจฟังวิศรุตถึงกับต้องผ่อนลมหายใจคลายอึดอัด
“ไม่รู้” และนั่นคือสิ่งที่วิศรุตเลือกตอบออกไป
“อ้าว... ทำไมไม่รู้ล่ะคะ ก็หนูเห็นว่าน้าเพิ่งออกมาจากในนั้นนี่นา” เด็กสาวเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา สายตาราวกับคนสิ้นหวัง เธอไม่รู้จะติดต่อพ่ออย่างไร ถามใครก็ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ถามยามมาแล้ว เขาให้รอข้างนอกห้ามเข้าไป มีคนออกมาก็เจอเอง
สองพี่น้องรอมานานเป็นชั่วโมงก็ไม่เห็นว่าใครจะออกมา ทนายของพ่อเธอก็ไม่รู้ว่าเป็นคนไหน ไม่เคยเห็นหน้า เห็นน้าสองคนนี้ยืนมองมาทางเธอและน้องชายอยู่นานจึงเข้ามาทักดูเผื่อบังเอิญจะเป็นทนายที่ว่าความให้พ่อ แต่ที่ไหนได้..
“ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ฉันไม่รู้จักพ่อเธอ” พูดจบวิศรุตก็รีบเดินแยกตัวออกไปโดยมีภานุรีบเดินตามมาด้วยเช่นกัน ปล่อยสองพี่น้องทิ้งไว้อย่างนั้นไม่หันกลับไปมองอีก
ชายหนุ่มทะยานรถออกไปพลางผ่อนลมหายใจคลายความอึดอัดในอก จนใกล้ถึงจุดหมายข้างหน้าวิศรุตจึงเอ่ยออกมาหลังจากที่เงียบไปหลายนาที..
“ช่วยสืบเรื่องเด็กสองคนนี้ต่อให้หน่อย” ใบหน้าหวานของเด็กสาวมันเอาแต่ลอยเด่นอยู่ในจิตสำนึกของเขาไม่หยุด นัยน์ตาหม่นแสงที่รอคอยอย่างมีความหวังนั่นสลัดอย่างไรก็ไม่ยอมหลุดออกไป
“ทำไมวะ?” ภานุถาม คดีก็จบลงไปแล้ว แล้ววิศรุตจะยังอยากรู้เรื่องเด็กสองคนนั้นไปเพื่ออะไร ไม่เห็นจะมีประโยชน์ หรือว่า...
“สั่งอะไรก็ไปทำเถอะน่า” โวะ! ไอ้ห่า…
“เออ!”