เสียงฮัมเพลงดังออกมาจากห้องน้ำในห้องพักผู้ป่วย คนที่นอนฟุบหลับอยู่ที่เตียงผู้ป่วยขมวดคิ้วอย่างรำคาญ เขาค่อย ๆ เปิดตาขึ้นเพราะทนเสียงฮัมเพลงเพี้ยน ๆ ในลำคอของเพื่อนไม่ได้ วาโยหยัดกายนั่งหลังตรงเปิดปากหาวหวอด ๆ จนน้ำตาไหลก่อนหันไปมองทางคนป่วยที่ตอนนี้กำลังมองเขาด้วยดวงตากลมโตเมื่อสองสายตาสบกันแล้วใบหน้าน่ารักก็ฉีกยิ้มให้เขาอย่างสดใส
“ตื่นแล้วเหรอครับ”
“อืม” ดะ เดี๋ยวนะ!
“เฮ้ย พะ พะ พีช!” หญิงสาววัย 18 ปี ที่นอนมองเขาอยู่บนเตียงผู้ป่วยขมวดคิ้วยุ่ง ก่อนส่งเสียงแหบแห้งออกมาเตือนสติเด็กปีนเกลียว
“นายเรียกชื่อพี่เฉย ๆ อีกแล้วนะ!”
“เป็นไรวะไอ้วา เสียงดังลั่นโรงบาลเลย คนไข้ตื่นหมดแล้ว มะ มั้ง”
ชาลีชะงักไปชั่วครู่เขาวิ่งออกมาด้วยสภาพที่มีผ้าขนหนูพันอยู่รอบเอว ใบหน้าหล่อของน้องชายตกใจแทบหมดสติ ก็ตอนที่เขาตื่นมาเห็นเพื่อนนอนฟุบอยู่ข้างเตียงพี่สาว เขาเลยเอาผ้าห่มไปคลุมตัวเพื่อน แล้วตัวเองก็เดินไปเปิดประตูเพราะได้ยินเสียงคนเคาะประตู คนที่เคาะคือลุงเกื้อเพราะหม่ามี้ของเขาบอกให้ลุงเกื้อเอาเสื้อผ้ามาให้เขาเปลี่ยน แถมยังมีของวาโยเพื่อนเขาด้วยเพราะแม่นมของวาโยเอามาฝากไว้ให้ที่บ้านเมื่อคืนนี้ หลังจากที่เขารับกระเป๋ามาแล้วชาลีมองไปที่เตียงคนป่วยก็เห็นว่าพี่สาวของเขายังไม่ได้สติเขาจึงเข้าไปอาบน้ำอาบท่า แต่ที่วิ่งทะเล่อทะล่าออกมาทั้ง ๆ ที่บนตัวเขายังมีฟองของครีมอาบน้ำอยู่เพราะได้ยินเสียงโวยวายของวาโยดังขึ้นมาเลยรีบวิ่งออกมาดู
“พะ พะ พี่พีช”
“อือ พี่เอง เข้าไปล้างตัวแล้วใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเลย” ในตอนที่ลูกพีชกำลังดุน้องชายตั้งแต่ลืมตาตื่น คนที่เสียงดังลั่นก่อนหน้านี้ก็รีบกดปุ่มเรียกพยาบาลทันทีเพราะคนไข้ฟื้นขึ้นมาแล้ว ใช้เวลาไม่นานพยาบาลก็เข้ามาส่วนชาลีนั้นออกมาจากห้องน้ำแถมยังแต่งตัวเรียบร้อยแล้วด้วย
“สวัสดีครับ รู้สึกยังไงบ้างครับคนไข้” หมอวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมกับพยาบาลเพื่อเยี่ยมไข้ และถามอาการ ประจวบเหมาะกับประตูห้องพักคนไข้ถูกเปิดออกด้วยมือของชายวัยกลางคนย่างเข้าวัยสูงอายุรูปร่างกำยำ ใบหน้าแม้จะมีริ้วรอยตามวัยแต่ก็ยังคงความหล่อเหลาเอาไว้ซึ่งดูก็รู้ว่าเขาดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดีมากแค่ไหน
หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ผละสายตาไปเห็น สองสายตาประสานกันดวงตากลมโตของคนเจ็บก็มีน้ำตาคลอหน่วย ยิ่งชายคนที่มาใหม่เดินเข้าใกล้เธอมากเท่าไหร่ ใบหูของลูกพีชก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินเข้าหาเธอดังเป็นจังหวะอย่างมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น เธอยิ่งน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ปะ ปะป๊า~” หญิงสาวเบะปากบ่อน้ำตาแตกก็พอดีกับตอนที่ชานนท์ถึงตัวลูกสาวแล้วโน้มตัวลงไปกอดลูกสาวของเขาพอดี
“ฮือ~ ปะ ป๊าขา~ ฮือ~”
“ป๊าอยู่นี่ครับ ไม่เป็นไรแล้วนะ ป๊าอยู่ตรงนี้” รอสักพักใหญ่คนเจ็บถึงได้หยุดร้องไห้ ส่วนคุณหมอก็เริ่มที่จะตรวจเช็กอาการคนไข้อีกครั้ง ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายมีใครบางคนแอบมุดไปยืนข้าง ๆ คนที่นอนเจ็บอยู่เขาหันมองเธอที่ตอนนี้กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน ดวงตากลมโตจ้องเด็กหนุ่มอย่างสงสัยว่าเขาจะมองเธอทำไมนักหนา
“นี่ แอบขำพี่อยู่ในใจใช่ไหม” เธอส่งเสียงไม่พอใจออกมาตอนที่เห็นสายตาของเด็กหนุ่มที่กำลังจ้องมองเธอตามรอยแผลที่เกิดขึ้นบนร่างกาย ทว่าตอนที่วาโยได้ยินน้ำเสียงของเธอก็ทำให้เขาอดที่จะขำออกมาไม่ได้จริง ๆ
“ผมเป็นห่วงพี่พีชหรอกนะครับ ทำไมชอบมองผมในแง่ร้ายตลอดเลย” เขาเป็นห่วงเธอจะตายไปแต่เธอกลับ... เข้าใจเขาผิด
วาโยกระซิบเสียงแผ่วพลางทำหน้าตาบูดบึ้ง เขาเป็นห่วงจะแย่แต่เธอกลับคิดว่าเขามองเพราะเธอมีรอยแผล ดูสิ เขาห่วงเธอจนไม่ได้อาบน้ำมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว แต่ก็ช่างเถอะ เขาไม่สนใจหรอกว่าเธอจะมองยังไง วาโยกวาดสายตามองดูโดยรอบ ทุกคนตอนนี้กำลังสนใจสิ่งที่หมอกำลังจะพูด เขาจึงใช้โอกาสนี้ย่อตัวลงให้ใบหน้าสูงกว่าเธอหน่อยนึง แล้วถามเธอด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง
“พีช เจ็บไหมครับ”
“เจ็บสิ คิดว่าจะไม่ได้ตื่นมาเจอครอบครัว แล้วก็หน้าตากวน ๆ ของนายแล้วล่ะ” เธอตอบใจจริงอยากจะลูบศีรษะวาโยอย่างที่เคยทำแต่ก็ยกแขนไม่ไหวจริง ๆ ทว่าในตอนที่เด็กหนุ่มกำลังยิ้มอย่างพอใจเธอก็เอะใจขึ้น
“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เราเรียกชื่อพี่เฉย ๆ อีกแล้วเหรอ!” ก็ไม่อยากเรียกพี่นี่นา ใบหน้าหล่อบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแก้ไขคำพูดเพื่อไม่ให้ลูกพีชไม่พอใจไปมากกว่านี้ เดี๋ยวเถอะ รอเขาโตกว่านี้ก่อนเถอะ!
“พี่พีชครับ” ใบหน้าน่ารักยิ้มอย่างพอใจ “ดีมาก อย่าปีนเกลียวเข้าใจไหม”
“เฮ้ย ไอ้วาไปอาบน้ำได้แล้วเดี๋ยวไปเรียนสาย” วาโยหันไปตามเสียงเรียกของชาลีก่อนพยักหน้าแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ในห้องพักของผู้ป่วย
“วาโยนี่เป็นเด็กน่ารักจริง ๆ นะคะ” พลอยไพลินกำลังจัดโบให้ใบพายอยู่ ก่อนจะหันมาหาลูกชายคนกลางแล้วจัดเนกไทให้ลูกชายของเธอ
“ทำไมยังแต่งตัวไม่เรียบร้อยอยู่อีก เนกไทเนี่ยต้องดึงให้ติดคอเสื้อสิ”
“ลุงไทก้าไม่ว่าหรอกน่าหม่ามี๊” เพราะเป็นธุรกิจของเพื่อนพ่อชาลีจึงคิดว่าไม่เห็นจะต้องทำตามระเบียบขนาดนั้นเลย หากมีปัญหาอะไรเดี๋ยวปะป๊าของเขาก็จัดการเองนั่นแหละ
“โอ๊ย! มะ หม่ามี๊ เจ็บนะครับ” พลอยไพลินเขกศีรษะลูกชายคนกลางพลางบ่นลูกไปด้วย ส่วนชานนท์ก็เดินไปโอ๋ลูกสาวคนโตที่ตอนนี้กำลังอ้อนคนเป็นพ่อ
“ปะป๊าจะอยู่กับพีชใช่ไหมคะ”
“แน่นอน ป๊าจะอยู่กับลูกพีชทั้งวันเลย”
ส่วนทางด้านคนเป็นแม่อย่างพลอยไพลินก็ยังคงบ่นลูกชายของเธออยู่ “ยิ่งเป็นเพื่อนปะป๊าชาลีก็ต้องยิ่งเกรงใจไม่ใช่เหรอครับ” เด็กหนุ่มบุ้ยปากอย่างไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ลุงไทก้าใจดีจะตายไปแถมพี่พ้อยต์ก็ยิ่งใจดีเข้าไปใหญ่ไม่เห็นต้องซีเรียสเหมือนอย่างที่หม่ามี๊ของเขาเป็นกังวลเลย เขาน่ะอายุ 15 แล้วนะ อีกแค่ 3 ปี ก็จะ 18 แล้วด้วย มีเวลาใช้ชีวิตอีกแค่ไม่เท่าไหร่เดี๋ยวพอเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นปีสองก็ต้องเริ่มเข้าไปเรียนรู้งานกับปะป๊าแล้ว
“อย่าบ่นลูกนักเลยน้องลิน นี่ชาลี ป๊าได้ยินมาว่าปีหน้าลุงไทก้าจะปรับยูนิฟอร์มด้วยล่ะ” ดวงตาของชาลีเป็นประกายยูนิฟอร์มอย่างไรก็ได้แต่ไม่อยากได้เนกไทอีกแล้วมันยุ่งยาก เอ๊ะ! หรือว่าเขาควรจะไปเป่าหูพี่พ้อยต์ดี
“ปะป๊าเอาแต่เข้าข้างลูก คอยดูเถอะถ้าลูกเสียคนขึ้นมาเมื่อไหร่ลินจะตีปะป๊าแทนลูก” บ่นสามีแต่ก็หยิกแก้มของลูกชาย ใครใช้ให้ลูกชายของเธอน่ารักขนาดนี้กันล่ะ
“พอพีชเรียนจบลุงไทก้าก็จะเปลี่ยนฟอร์มเลยเหรอคะเนี่ย พีชก็อยากใส่ฟอร์มใหม่เหมือนกันนะ”
แกร๊ก!
“ถ้าพี่พีชอยากใส่ เดี๋ยวปีหน้าผมเอามาให้ใส่ก็ได้ครับ” วาโยออกมาจากห้องน้ำแล้วพูดสวนขึ้นมา ตอนที่เขาอาบน้ำอยู่เขาได้ยินเสียงพูดคุยกันเรื่องชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียน
“แต่พี่พีชเป็นผู้หญิงนะ พี่วาโยจะเอาชุดของสาวคนไหนมาให้พี่พีชใส่ล่ะคะ” ใบพายในวัย 12 ปี พูดแทรกขึ้นมา
“ก็ขอยืมน้องพายไง ดีไหมครับ” วาโยยิ้มจนตาปิดพลางเลื่อนสายตาไปมองพี่สาวเพื่อนที่กำลังทำตัวออดอ้อนพ่อของเธอ
“ไม่เอา ตอนนั้นพี่พีชน่าจะโตกว่านี้ได้ทำชุดพายขาดพอดี”
“เอาล่ะ ๆ เด็ก ๆ ลุงเกื้อรอนานแล้ว”
“พี่พีชเจอกันตอนเย็นนะ” ชาลีจับข้อมือเล็กของใบพายชูขึ้นแล้วโบกไปมา ลูกพีชก็ยิ้มรับน้องชายกับน้องสาวพลางเลื่อนสายตาของเธอมองไปที่เพื่อนของน้องชายที่เปรียบเสมือนน้องชายของเธออีกคน เจ้าเด็กนั่นก็ฉีกยิ้มอวดฟันขาวเรียงตัวสวยแล้วชูมือโบกไปมาอย่างกวนประสาท
“เดี๋ยวเลิกเรียนผมมาใหม่นะพี่พีช”
✩✩✩
“คุณหนูถึงแล้วครับ”
“ขอบคุณครับลุงเกื้อ”
“ผมรอที่รถตลอดนะครับ” ลุงเกื้อก็เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่เพราะตั้งแต่จำความได้ก็รู้จักลุงเกื้อแล้ว ทั้งสามคนลงมาจากรถโรลส์-รอยซ์คันหรู ชาลีกับวาโยเดินไปส่งใบพายที่ตึกประถมศึกษา ซึ่งเป็นแบบนี้มาตลอดอยู่แล้วหลังจากนั้นทั้งสองคนก็พากันเดินกลับไปที่ตึกมัธยมศึกษาซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองตึกตั้งอยู่ข้างกันนั้นก็คือตึกมัธยมต้น และตึกมัธยมปลาย โดยมีดาดฟ้าที่เชื่อมระหว่างสองตึกเอาไว้
“ชาลีอีกไม่กี่เดือนพวกเราก็ต้องย้ายไปตึก มอ.ปลายแล้วดิ”
“อืม ว่าจะทักไปหาพี่พ้อยต์สักหน่อย อยากรู้ว่าฟอร์มใหม่ปีหน้ายังต้องผูกเนกไทอยู่รึเปล่า” มันน่าเบื่อมากเลย ผูกยากมาก เขาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลยอาศัยการคลายเอาไว้หลวม ๆ จะได้ไม่ต้องผูกใหม่หลายครั้ง แต่ถ้าครั้งไหนหลุดออกเขาก็ให้พี่สาว กับเพื่อนเขาผูกให้ และเพื่อนเขาเพียงคนเดียวที่ผูกเป็นก็คือวาโยนี่แหละ ชาลีหันมองหน้าเพื่อนด้วยความภูมิใจที่เขารู้สึกว่าเพื่อนของเขาพึ่งพาได้จริง ๆ
“แล้วพี่พีชจะไปเรียนมหา’ ลัยไหนเหรอ”
“ก็คงมหา’ ลัยลุงไทก้านั่นแหละ” อยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เองเยื้องกันไปนิดหน่อย จะว่าไปลุงไทก้านี่ก็สุดยอดเลยเหมือนกันนะเนี่ยมีสาขาโรงเรียน และมหาวิทยาลัยเกือบทุกที่เลยไม่รู้เป้าหมายไปถึงไหนแต่เขารู้สึกสุดยอดมาก ๆ
“ถ้าเป็นงั้นก็ดี ไม่ห่างกันมาก”
“ก็ดีสิ จะได้ไม่ต้องนั่งเบียดกันแล้วไม่ดีเหรอ”
“ทำไมละ” วาโยรู้สึกว่าทุกวันนี้ก็ไม่ได้เบียดอะไรนะรถกว้างขวางสลับกันเป็นรถของบ้านเขาบ้าง บ้านชาลีบ้าง
“ถ้าพี่พีชขึ้นมหา’ ลัยปะป๊าก็จะซื้อรถให้น่ะสิ พี่พีชเคยขอเอาไว้น่ะน่าอิจฉาชะมัด เดี๋ยวกูขึ้น มอ.6 เมื่อไหร่กูจะขอบิ๊กไบค์บ้าง” วาโยได้แต่ก้มหน้าอมยิ้มกับคำพูดของเพื่อนพลางเดินเข้าไปในห้องเรียนพร้อมกัน
“มากันแล้ว”
“พี่พีชเป็นไงบ้างวะ” ไลก้าลุกพรวดขึ้นมา วินเนอร์เองก็เช่นกัน ทั้งสองคนเห็นว่าชาลีกับวาโยเข้ามาในห้องแล้ว ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเลยรีบถามออกมา เดิมทีตั้งใจจะไปเยี่ยมตั้งแต่เมื่อวานแต่คิดไปคิดมาเมื่อวานน่าจะเกิดเรื่องยุ่งน่าดูพวกเขาเลยรอก่อนดีกว่า ตอนแรกก็กังวลใจแต่เพราะเห็นว่าชาลีโพสต์รูปของตัวเองกับวาโยในห้องพักผู้ป่วย พวกเขาก็สบายใจขึ้นมา
“ปลอดภัยแล้ว”
“เย็นนี้ก็ต้องไปหาพี่พีชที่โรงบาลใช่ปะ” ชาลีพยักหน้าตอบ
“ให้กูกับไอ้วินไปด้วยดิ พวกกูก็เป็นห่วงพี่พีชเหมือนกันนะเว้ย” วาโยได้ยินก็ส่งเสียง ‘จิ๊’ ออกมาแล้วเดินไปนั่งในที่ของตัวเอง
“ไอ้วามันเป็นไรวะ”
“ไม่รู้ดิ” ชาลีเดินไปนั่งข้างวาโย ก่อนหันไปเล่นกับเพื่อนคนอื่น เพราะเขารู้ว่าวาโยตอนนี้เดี๋ยวก็คงจะฟุบหน้ากับโต๊ะแล้วนอนอีกเหมือนอย่างเคย