หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาลูกพีชต้องเรียนอย่างหนักเพราะอีกไม่นานก็จะถึงช่วงสอบแล้ว เธอจึงเรียนอย่างหนัก อ่านหนังสืออย่างหนัก และฝึกทำแบบฝึกหัดอย่างหนัก เมื่อพอมีเวลาลูกพีชก็จะหาที่หลบมุมไปอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวเพราะมันจะทำให้เธอมีสมาธิมากขึ้น เช่นวันนี้ เธอกำลังคิดว่าจะหาที่เงียบ ๆ สักที่ไปหลบมุมอ่านหนังสือสักหน่อย ลูกพีชลุกขึ้นจากเก้าอี้นักเรียนเมื่อคุณครูปล่อยจบคาบแล้ว เธอเก็บข้าวของจำเป็น เช่น ไอแพด หนังสือ สมุด ปากกาไปด้วย
“พีชไปกินข้าวกัน”
“ฉันว่าจะไปหาที่อ่านหนังสือสักหน่อยอะ”
“อ้าว แล้วไม่หิวข้าวเหรอ” นาราถามด้วยความสงสัยแต่พอเห็นว่าลูกพีชส่ายหน้านาราก็พยักหน้ารับไม่ตื๊อให้เพื่อนรำคาญใจ อีกอย่างเธอเข้าใจได้เพราะว่าลูกพีชขาดเรียนไปเป็นเดือน เพื่อนของเธอคนนี้เป็นคนที่ตั้งใจเรียนอย่างมากลูกพีชพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่อยากทำให้พ่อกับแม่ของเธอผิดหวัง อย่างน้อย ๆ ถ้าเธอเรียนจบไปได้เกรดที่ดีขึ้นมาหน่อย พ่อกับแม่ของเธอจะได้ไม่ต้องห่วง ท่านทั้งสองคนจะได้รับรู้ได้ว่าเธอสามารถเอาตัวรอดได้
“งั้นค่อยเจอกันนะ” อิงอิงบอกลูกพีชพลางออกมาพร้อมกับนารา แล้วบังเอิญเจอกับดีน จั้มพ์ที่หน้าห้องเรียน จึงได้เดินไปพร้อมกันปล่อยความคับแค้นใจทิ้งไว้ให้กับนาดา และนิต้า จนเผลอแสดงอาการกระฟัดกระเฟียดออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“ทำไมดีนทำแบบนี้ล่ะ”
“จั้มพ์ก็ด้วย ไม่หันมามองเลย!” ในตอนนั้นเองก็มีใครอีกคนเดินผ่านหน้าห้องเรียนของพวกเธอไป ได๋ได๋ได้เห็นก็รีบก้าวขาตามด้วยความรวดเร็ว
“แอล!” คนที่ถูกเรียกไม่เพียงไม่หันมา แต่กลับรีบเดินไปราวกับไม่ได้ยินเสียงแหลมสูงที่เรียกเพื่อรั้งตัวเขาไว้
“ไปห้องสมุดดีกว่า” ลูกพีชหอบเอาหนังสือของเธอตั้งใจเดินไปที่ห้องสมุดซึ่งต้องเดินผ่านอาคารชั้นมัธยมต้น เธออดไม่ได้ที่จะมองหาชาลีน้องชายของเธอ แต่หายังไงก็หาไม่เจอลูกพีชเลยเลือกที่จะตรงดิ่งไปยังห้องสมุดซึ่งอยู่ที่ตึกห้องพักอาจารย์ และที่ตึกนี้ยังมีห้องประชุมขนาดต่าง ๆ อยู่ด้วย
ลูกพีชเดินเข้าไปที่ตึกตรงทางเข้าไปข้างในตึกชั้นล่างนักเรียนจะต้องสแกนบัตรนักเรียนก่อนเพื่อเข้าไปด้านใน เมื่อเข้ามาได้ลูกพีชเดินตรงไปที่หน้าลิฟต์ เธอกดปุ่มตรงเสาที่อยู่บริเวณเดียวกันรอไม่นานนักประตูลิฟต์ก็เปิดออก ลูกพีชจึงก้าวขาเดินเข้าไปด้านในกดที่ชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นห้องสมุดส่วนชั้นสี่จะเป็นห้องพักครู ลงมาที่ชั้นสองจะเป็นชั้นห้องประชุมมีจำแนกตั้งแต่ห้องประชุมขนาดเล็ก ห้องประชุมขนาดกลาง ห้องประชุมขนาดใหญ่รวมถึงเป็นห้องประชุมของคณะครูอาจารย์ด้วย
การเข้าห้องสมุดก็ต้องสแกนบัตรนักเรียนที่หน้าประตูทางเข้า เมื่อสแกนแล้วประตูบานเลื่อนที่เป็นประตูกระจกจะเลื่อนออกทั้งสองฝั่ง จากนั้นนักเรียนจึงสามารถเดินเข้าไปในห้องสมุดได้ ซึ่งห้องสมุดที่นี่เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่เหมาทั้งชั้นสาม แถมยังมีสถานที่ให้นักเรียนได้นั่งอ่านหนังสือมากมายอีกด้วย แต่ถึงจะมากมายแค่ไหนก็ยังคงไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน เช่นเดียวกันกับตอนนี้ที่ลูกพีชกำลังมองหาที่นั่งสำหรับเข้าไปอ่านหนังสือแต่ก็ไม่เหลือที่นั่งให้เธอเลยสักที่
“สวัสดีค่ะคุณครู ตอนนี้ไม่มีโต๊ะเหลือว่างเลยเหรอคะ”
คุณครูประจำห้องสมุดเงยหน้าขึ้นแล้วฉีกยิ้มต้อนรับนักเรียน จากนั้นเธอใช้เมาส์เลื่อนคลิกที่หน้าจอซึ่งที่หน้าจอของเธอจะมีโปรแกรมแจ้งว่ามีโต๊ะตรงไหนบ้าง แล้วว่างหรือไม่ว่าง หากว่างที่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะขึ้นเป็นสีเขียว หากไม่ว่างก็จะขึ้นเป็นสีแดง คุณครูที่ดูแลห้องสมุดหมุนหน้าจอให้ลูกพีชดูที่หน้าจอของครูขึ้นสีแดงทุกจุด นั่นหมายถึงว่าไม่มีที่ว่างเหลือให้นักเรียนคนไหนนั่งแล้ว
“ตอนนี้ไม่มีเลยเสียใจด้วยนะ”
“ขอบคุณค่ะ” ลูกพีชเดินคอตกออกมาจากตึกนั้น เธอเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าเพื่อดูสภาพอากาศ ในตอนนี้เป็นตอนเที่ยงวันแดดค่อนข้างแรงมาก ลูกพีชจึงคิดเอาไว้ว่าเธอจะไปอ่านหนังสือบนดาดฟ้าตึกมัธยมปลายซึ่งจะมีจุดที่ร่มรื่นอยู่เพราะที่ดาดฟ้ามีสวนเล็ก ๆ อยู่ด้วย อีกทั้งอาจเพราะเป็นดาดฟ้าด้วยหรือเปล่าเลยทำให้มีสายลมอ่อน ๆ พัดอยู่ตลอดจึงไม่ร้อนแต่กลับรู้สึกเย็นสบาย และการที่จะขึ้นไปบนดาดฟ้านั้น จะต้องสแกนบัตรนักเรียนหน้าประตูที่ชั้นดาดฟ้า ทุกการสแกนบัตรของนักเรียนจะขึ้นประวัติที่ห้องธุรการด้วยว่ามีนักเรียนคนไหนใช้บัตรสแกนแล้วอยู่จุดไหนบ้างเพื่อป้องกันนักเรียนตกหล่นในตอนที่โรงเรียนปิดไปแล้ว แถมยังป้องกันคนนอกได้ระดับนึงด้วย
ติ๊ด...
แกร๊ก...
ลูกพีชเดินตรงไปที่สวนเล็ก ๆ ซึ่งมีโต๊ะม้าหินสีขาว วางเอาไว้อยู่สองสามชุด จากนั้นเธอก็เตรียมหนังสือ และสมุดขึ้นมาเพื่อฝึกทำแบบฝึกหัดเพราะอีกไม่นานก็จะถึงช่วงเวลาของการสอบปลายภาคแล้ว ในตอนที่ลูกพีชหยิบปากกาน้ำเงินหัวแหลมขึ้นมาจากกระเป๋าใส่ปากกา สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนที่ริมรั้วสองแขนของเขาวางอยู่บนรั้วสเตนเลสที่ปากเขากำลังอมอมยิ้มจนแก้มป่องไปข้างหนึ่งส่วนมือหนาสองข้างจับโทรศัพท์มือถือราวกับว่ากำลังเล่นเกมอยู่เลยไม่ได้สนใจว่าใครจะมา ทันทีที่ลูกพีชได้เห็น มุมปากของเธอก็กดยิ้มอย่างสดใส ผู้ชายตรงนั้นทรงผมแปลกประหลาด แถมยังตัวสูงยาวราวกับเปรตวัดสุทัศน์ เธอก็จำได้ทันทีว่าผู้ชายคนนั้นก็คือวาโยเพื่อนของน้องชาย
ว่าแต่ มาทำอะไรที่ตึกมัธยมปลาย?
ลูกพีชลืมไปว่าชั้นดาดฟ้านี้เชื่อมสองตึกเข้าไว้ด้วยกัน หมายความว่านักเรียนชั้นมัธยมต้น และมัธยมปลายใช้ดาดฟ้าเดียวกัน หญิงสาวตั้งใจว่าจะแกล้งวาโยเสียหน่อย เธอทิ้งของไว้ที่โต๊ะม้าหินอ่อนจากนั้นก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปเซอร์ไพรส์เพื่อนน้องชายที่กำลังขมวดคิ้วยุ่งราวกับว่าแข่งขันเกมแพ้จนหงุดหงิด ลูกพีชค่อย ๆ ย่องเข้าไปทางด้านหลังของวาโย ในตอนที่เธอจะทำให้วาโยตกใจเธอกลับต้องเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง เมื่อวาโยหันหน้ามา และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เธอสะดุดขาตัวเองเซไปด้านหน้าอย่างทรงตัวไม่อยู่ ลูกพีชหลับตาแน่นพลางคิดไปว่าเธอต้องล้มแน่แล้ว แต่วาโยก็สามารถคว้าตัวลูกพีชเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิดไม่อย่างนั้นลูกพีชอาจจะล้มหัวคะมำไปแล้วก็ได้
“โห่ หัวใจผมเกือบวาย” ถ้าเขาคว้าตัวเธอไว้ไม่ทันจะเป็นยังไงเนี่ยทำไมถึงเดินไม่ระวังเลย วาโยไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือนลูกพีชออกไปเขาเพียงแค่คิดในใจก็เท่านั้น
“ขะ ขอบใจจ้ะ” ลูกพีชที่กำลังตกอยู่ในอ้อมแขนของเพื่อนน้องชายเธอรู้สึกเขินอายนิดหน่อยเพราะว่าเธอโตขนาดนี้แล้วแต่กลับยังเดินสะดุดขาตัวเองแถมยังเกือบล้มคะมำจนทำให้คนที่อายุน้อยกว่าอย่างวาโยต้องรีบคว้าตัวเธอเอาไว้ เธอรู้สึกอายมากเพราะเธอคิดว่าตอนนี้เธอเหมือนเด็กสามสี่ขวบเสียมากกว่าที่เดินไม่ระวัง
“ขึ้นมาทำอะไรคนเดียวครับ” วาโยปล่อยตัวลูกพีชให้เป็นอิสระหลังจากที่เขาแน่ใจแล้วว่าลูกพีชยืนได้อย่างมั่นคง เขาจึงถามเธอขึ้นเพราะปกติแล้วเขาไม่เคยเจอเธอบนดาดฟ้าเลย
“...อ่า พี่ขึ้นมาอ่านหนังสือน่ะ” ลูกพีชรู้สึกว่าใบหน้าของเธอกำลังร้อนผ่าวน่าจะเป็นเพราะถูกแสงของแดดตอนเที่ยงวันส่องลงมาจนรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าเหมือนกับว่าเมื่อครู่นี้เธอสัมผัสถูกแผงอกของวาโยเข้าให้แล้ว
“วะ วาโยขึ้นมาทำอะไรเหรอนี่มันตึกมอปลายนะ” วาโยเอียงหน้าเล็กน้อยพลางขมวดคิ้ว แล้วฉีกยิ้มเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้
“อีกไม่กี่เดือนผมก็ต้องมาเรียนตึกมอปลายแล้วนะ อีกอย่างมอต้นกับมอปลายก็ใช้ดาดฟ้าร่วมกันนะครับ” เด็กทะเล้นโน้มตัวมาด้านหน้าส่งผลให้ใบหน้าของเขาอยู่เหนือใบหน้าของเธอเพียงแค่คืบ ดวงตากลมโตของลูกพีชมองขึ้นตามความสูงของวาโย แพขนตางอนสวยกะพริบปริบด้วยความไม่ทันได้ตั้งตัว จนเธอได้เห็นไฝสองจุดใต้ตาเขาเรียงกันเป็นแนวตรง หญิงสาวเม้มปากแน่นเธอเผลอกลั้นลมหายใจไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับวาโยรู้ว่าใบหน้าของเขาทำให้เธอหยุดหายใจ วาโยยิ่งนึกคึกขยับใบหน้าเข้าใกล้ใบหน้าเธออีกนิด
“เดี๋ยวผมก็โตแล้วนะ” พูดจบแล้วก็ยิ้มอย่างทะเล้นอยู่ ๆ ลูกพีชก็รู้สึกเหมือนกับว่าหน้าเธอเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อครู่นี้ก็เหมือนว่ามันจะดีขึ้นแล้ว เธอเขย่งปลายเท้ายกแขนเรียวขึ้นลูบศีรษะของเขาแต่เพราะเธอตัวเล็กกว่าเขามากนักทำให้วาโยต้องก้มตัวลงอีกหน่อยให้เธอลูบศีรษะของเขาได้อย่างถนัด
“ไม่ว่าจะโตขนาดไหน นายก็ยังเป็นน้องพี่อยู่ดี” วาโยกลอกตามองบนพลางถอนหายใจ ไม่เอา เขาไม่อยากติดอยู่ในพี่น้องโซน เขาอยากเป็นแฟนโซนมากกว่า
“รอผมโตก่อน พีชต้องเปลี่ยนใจแน่ อ่ะ โอ๊ย!” แก้มวาโยถูกลูกพีชดึงจนแดงไปหมดเขาใช้โอกาสนี้กุมมือนุ่มที่กำลังดึงแก้มของเขาอย่างแนบเนียนโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“หยิกแก้มผมทำไม เจ็บนะครับ”
“เรียกชื่อพี่เฉย ๆ อีกแล้วนะ เป็นเด็กสามขวบเหรอต้องให้พี่สอนพูดน่ะ” พูดแล้วก็หยิกแก้มวาโยอีกครั้ง ราวกับว่ากำลังเค้นให้เขาเรียกเธอใหม่
“โอ๊ย ๆ ละ แล้วผมต้องเรียกว่าอะไร สอนหน่อยสิคร้าบ~” ถึงจะเจ็บแต่เขาก็อยากอ้อนเธอมากกว่าอยู่ดี
“พูดตามลูกพีชนะคะ”
“พี่ พีช”
“ฟังอีกครั้งนะคะ พี่ พีช” ลูกพีชชี้นิ้วมือไปที่ปากเล็กของตัวเอง พูดจาอย่างน่ารักน่าฟังจนคนที่ถูกสอนถึงกับเหม่อไปเลย
“เอ้า พูดสิ”
“เรียกที่รักไม่ได้เหรอ” วาโยเผลอพูดความในใจออกมาจนลูกพีชตาโต ไม่ใช่แค่ลูกพีชเขาเองก็ด้วย เพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกมา อ่า... บ้าเอ๊ย บ้าไปแล้ว ไอ้วาโย ไอ้บ้า!
“ยะ ยังจะเล่นอีกนะ” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่เธอคิดว่าเขาพูดเล่น
“ก็ได้ ๆ พี่พีช พี่พีชครับ พี่พีชคร้าบ~” ลูกพีชปล่อยมือจากแก้มเขา เธอปัดมือไปมาแล้วทำหน้าภูมิใจที่สามารถสอนเจ้าเด็กนี่ได้
“จะอยู่บนนี้นานไหมครับ”
“อีกพักนึงแหละ ทำไมเหรอ?” ลูกพีชเอียงคอมองอย่างสงสัย
“ก็ผมจะอยู่เป็นเพื่อนไง ไม่ดีเหรอ” พูดแล้วเดินนำลูกพีชมาที่โต๊ะม้าหินสีขาวซึ่งมีของของลูกพีชวางเอาไว้อยู่บนโต๊ะ