งานฌาปนกิจของแม่ริตาจบลงในค่ำคืนที่อากาศเย็นจัด แสงจากเปลวเทียนและควันธูปลอยคลุ้งในอากาศ
เสียงสวดสุดท้ายของพระสงฆ์จางหายไปพร้อมกับน้ำตาของลูกสาวคนเดียว
ริตาคุกเข่าลงหน้ารูปถ่ายของแม่ มือสั่นเทา พนมไหว้ด้วยหัวใจที่แทบสลาย
ข้างกายมีปรินทร์ อิงอร วิว และมาร์ตินยืนอยู่ไม่ห่าง
แต่สำหรับเธอแล้ว โลกทั้งใบในตอนนั้นเหลือเพียง “แม่” เพียงคนเดียว
“แม่ค่ะ...” เสียงเธอสั่นไหวจนแทบขาดใจ
“อย่าห่วงนะคะ ลูกสาวแม่คนนี้เก่งมาก... หนูจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด
ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน ขอให้แม่รู้ว่าริตารักแม่ที่สุดในโลก สักวัน... เราคงได้พบกันอีกนะคะแม่”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงลงบนพื้นตรงหน้า
วิวกับมาร์ตินต่างมองริตาด้วยความสงสารจับใจ
แม้แต่ปรินทร์เองก็หลุบตาลง ไม่กล้ามองภาพตรงหน้า
ภาพของหญิงสาวผู้สูญเสียทุกอย่างในเวลาเพียงไม่กี่วัน
เมื่อพิธีสิ้นสุด แสงไฟในศาลาค่อย ๆ หรี่ลง อิงอรเดินเข้ามากอดริตาไว้แน่น
“คืนนี้กลับบ้านแม่นะลูก...”
เสียงท่านนุ่มนวลแผ่วเบา
“ตั้งแต่แต่งงานมา ยังไม่ได้มาค้างบ้านใหญ่เลยสักคืน แม่อยากให้มาอยู่ด้วยกันนะ”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจริตาอ่อนลงทันที เธอกอดอิงอรตอบ น้ำตาไหลอีกระลอก
น้ำตาแห่งความอบอุ่นที่แทรกอยู่กลางความเศร้า
“ขอบคุณค่ะแม่ ขอบคุณที่เมตตาริตาค่ะ”
เสียงของเธอเบาจนแทบเป็นกระซิบ
ปรินทร์มองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกประหลาดทำไมเขาเห็นเธอกับแม่ของเขาอยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกอบอุ่น
อิงอรลูบผมเธอเบา ๆ เหมือนแม่ปลอบลูกในวันที่โลกทั้งใบถล่มลง
“ไม่ต้องเกรงใจนะลูก บ้านหลังนั้นคือบ้านของลูกด้วยเหมือนกัน”
ท่านหันไปมองลูกชาย
“ปรินทร์ พาริตากลับพร้อมกันนะ อย่าปล่อยให้น้องอยู่คนเดียว”
“ครับแม่” เขาตอบสั้น ๆ เสียงเรียบแต่ดวงตาเต็มไปด้วยสิ่งที่พูดไม่ได้
ริตาเงยหน้ามองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนก้มลงอีกครั้ง
ไม่อยากให้ใครเห็นแววตาอ่อนแอที่เธอยังซ่อนเอาไว้
คืนนี้... เธอจะกลับ “บ้านใหญ่” เป็นครั้งแรกในฐานะภรรยา
บ้านอิงอรเงียบสงัด
ริตานั่งอยู่บนเตียง ผมฟูเล็กน้อย ดวงตาแดงช้ำจากการร้องไห้มาตลอดวัน
มือเล็ก ๆ กำโทรศัพท์แน่น มืออีกข้างไถผ่านรูปภาพของแม่ที่บันทึกไว้เต็มเครื่อง
ทุกภาพ ทุกรอยยิ้ม ทุกความทรงจำที่เคยมี ทำให้หัวใจของเธอเหมือนถูกฉีกออกทีละชิ้น
เธอไม่แม้แต่จะสนใจเสียงก้าวเท้าของใคร
เพราะในโลกของเธอ ณ ตอนนี้ มีเพียง “แม่” และความว่างเปล่าที่เหลืออยู่
ปรินทร์ยืนอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่ได้เข้ามา
เขารู้ดีว่าตอนนี้เธอไม่พร้อมจะพูดคุย
เพราะสายตาของเธอที่จ้องรูปแม่ เหมือนกำลังก้าวข้ามความเจ็บปวดของตัวเองไปทีละขั้น
และหากเขาเข้าไปตอนนี้... อาจทำให้แผลใจนั้นฉีกกว้างขึ้น
เขานั่งเงียบ ๆ บนเก้าอี้ใกล้เตียง ยกมือขึ้นวางบนตัก
แต่ไม่แตะต้องเธอ ไม่พูดอะไร
เพียงแค่จ้องมองจากระยะไกล สายตาของเขาพูดได้ทั้งหมด:
เขารู้สึกผิด เขารู้สึกเจ็บปวด ที่เห็นเธอเป็นแบบนี้
ริตาก้มหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม
เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“แม่ค่ะ... หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน”
ปรินทร์เพียงพ่นลมหายใจเบา ๆ
ราวกับคำพูดเดียวของเธอทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก
เขาอยากเข้าไปกอดเธอ อยากบอกว่าเขาอยู่ตรงนี้
แต่เขาก็ข่มใจไม่เข้าไปหาเธอ เกรงว่าตัวเขาเองจะใจอ่อน
ริตานั่งนิ่งอยู่กับความทรงจำ
ปรินทร์นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ
แต่ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า... แม้ไม่พูดอะไร แต่หัวใจของพวกเขากำลังสื่อสารกันด้วยความเจ็บปวดที่ลึกที่สุด
เวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืน
เขาเห็นริตายังคงนั่งก้มมองโทรศัพท์อยู่
สุดท้ายปรินทร์ตัดสินใจนอนลงบนเตียงเบา ๆ
“ริตา… นอนได้แล้ว ดึกมากแล้วนะ
ถ้าเกิดอะไรขึ้น แม่อิงอรคงเป็นห่วงไปด้วย
ช่วงนี้สุขภาพแม่พี่ก็ไม่ค่อยดีอยู่ด้วย”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย
ริตาก้มหน้าพูดตอบเสียงสั่น
“อย่าห่วงเลยค่ะ… ริตาแข็งแรงอยู่
ไม่ทำให้พี่ต้องเป็นห่วงแน่
ริตารู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ พี่นอนเถอะค่ะ”
“พี่พูดก็ฟังบ้างนะ... อย่าดื้อ”
เขายื่นมือมา ดึงแขนเธอให้นอนลงข้าง ๆ
ริตาพยายามดื้อ แต่ท้ายที่สุดก็ยอมนอนลง
ปรินทร์ค่อย ๆ หมุนตัวหันหลังให้
นอนข้างเธออย่างเงียบ ๆ
ทั้งสองอยู่ร่วมกันในความเงียบ
เสียงหัวใจและลมหายใจของกันและกัน... เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงดังอยู่ในห้องเงียบงัน
ริตากำมือแน่น ทั้งคู่ต่างนอนหันหลังให้กัน ระยะห่างเพียงแค่ฝ่ามือ แต่กลับไกลเหลือเกิน
น้ำตาอุ่น ๆ ไหลผ่านหางตาลงบนหมอนอย่างเงียบงัน
เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้ในลำคอ ไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอยังร้องไห้อยู่
ตั้งแต่วันแต่งงาน... จนกระทั่งงานของแม่จบลง
ริตายังไม่สามารถหลับได้เต็มตาเลยสักคืน
หัวใจที่เหนื่อยล้าทั้งจากความสูญเสีย และความสับสนในความรัก เธอหลับตาลงช้า ๆ
เมื่อริตาหลับตาลง ความเงียบค่อย ๆ เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง
เพียงเสียงลมหายใจของเธอที่แผ่วเบาอยู่ข้างกาย
ปรินทร์ค่อย ๆ หันมามองใบหน้าของหญิงสาว
ใบหน้าที่เปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตา — น้ำตาที่เขาเองก็เป็นต้นเหตุ
เขาเอื้อมมือไปลูบผมเธอเบา ๆ ปลายนิ้วสัมผัสอย่างแผ่วราวกลัวจะปลุกเธอให้ตื่น
แววตาเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรักที่ยังอุ่นอยู่ในอก
แต่ถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงของอดีตที่ยากจะลืม
เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับกลัวว่าแม้แต่ลมหายใจก็อาจทำลายช่วงเวลานี้
“ใจพี่... อยากจะรักริตานะ แต่หัวใจพี่มันเจ็บ... เจ็บมากเหลือเกิน
ทุกครั้งที่พี่มองหน้าเธอ พี่ก็เห็นภาพพ่อของเธอ... คนที่ทำร้ายพ่อของพี่ไม่รู้จบ”
คำพูดนั้นถูกกลืนหายไปในอากาศ
เขาหลับตาลงช้า ๆ ซ่อนความปวดร้าวไว้หลังเปลือกตา
ก่อนจะหลับตาลงข้างเธอ ในระยะห่างที่ทั้งอบอุ่นและหนาวเหน็บในเวลาเดียวกัน
จนรุ่งเช้า...
แสงแดดแรกของวันลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาในห้อง
ความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์แตะผิวริตาเบา ๆ พร้อมกับสัมผัสแน่นจากอ้อมแขนของปรินทร์
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
หัวใจสะดุดจังหวะเมื่อเห็นว่าเขากำลังกอดเธอไว้แน่นจากด้านหลัง
ลมหายใจของเขาอุ่นรดอยู่ที่ต้นคอ ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้
ริตาเพ่งมองใบหน้าของผู้ชายที่เคยเป็นทั้งความรัก ความฝัน และตอนนี้... กลายเป็นปมแห่งความเจ็บปวด
ในห้วงหนึ่งของความคิด เธอถามตัวเองเบา ๆ ว่า—
ระหว่างเธอกับเขา... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ไม่นาน ปรินทร์ก็ขยับตัวเล็กน้อย
เปลือกตาเขาค่อย ๆ เปิดขึ้น และทันทีที่สายตาทั้งคู่สบกัน — ความเงียบก็กลายเป็นเสียงที่ดังที่สุดในห้อง
ริตารีบหลบสายตาเขาแทบจะในทันที
เธอผลักอ้อมแขนของเขาออกจากตัว ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
“ขอโทษค่ะ... ที่ทำให้พี่ต้องลำบาก”
เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามพูดให้มั่นคง
พูดจบ เธอเดินเงียบ ๆ เข้าห้องน้ำ
ประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา เหลือเพียงปรินทร์ที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียง
มองตามแผ่นหลังของเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน