สองวันต่อมา อาการของริตาดีขึ้นอย่างชัดเจน
ตลอดเวลาที่เธอนอนพักในโรงพยาบาล ปรินทร์เข้าออกห้องผู้ป่วยอยู่ตลอด แม้จะต้องรับผิดชอบงานบริหารโรงพยาบาล และบางครั้งจะต้องลงมือทำเคสผ่าตัดที่จำเป็นจริง ๆ แต่เขาก็พยายามจะหาเวลามาดูริตาตลอด
และวันนี้ ก่อนกลับบ้าน หมอพลอยและหมอวุฒิก็มีโอกาสมาเยี่ยมเธอ
“ต้องขอโทษนะจ๊ะริตา พี่ไม่ได้มาเยี่ยมเลย”
หมอพลอยเอ่ยตามมารยาท
“ไม่เป็นไรค่ะพี่พลอย เป็นหมองานยุ่งมาก ต้องดูแลคนไข้เคสอื่นอีกมาก”
ริตาตอบด้วยน้ำเสียงเข้าใจ
“วันนี้ริตากลับบ้านได้แล้วนะ ปรินทร์ต้องดูแลริตาดี ๆ ละ”
หมอพลอยพูดพร้อมจงใจจับแขนของปรินทร์ให้ริตาหวง
แต่ปรินทร์กลับยิ้มบาง ๆ
ริตาเหลือบมองมือของหมอพลอยที่จับแขนของปรินทร์แน่น แต่เธอข่มใจไม่แสดงออก เธอยังคงยิ้มหวาน
ริตาคิดในใจ เมียยืนอยู่ตรงนี้ให้คนอื่นจับมือถือแขนอยู่ได้ ไม่รู้จักหวงตัวเอาเสียเลย
“กลับไปพักฟื้นที่บ้านให้หายดีก่อนนะริตา อย่าโหมงานหนักนะ”
หมอวุฒิเข้ามาพูด พร้อมตบไหล่ปรินทร์เบา ๆ
“มึงก็ไปดูแลริตา เดี๋ยวงานมึงกูเคลียร์เองไอ้ปรินทร์”
“ขอบคุณมากค่ะพี่วุฒิ แต่ให้พี่ปรินทร์ทำเถอะ ริตาไม่ได้เป็นอะไรมากจริง ๆ”
ริตาตอบด้วยรอยยิ้ม
ปรินทร์ฟังอยู่ แต่ไม่ได้พูดตอบ เงียบไว้ก่อน แล้วหันไปบอกลาเพื่อน ๆ
“เออ งั้นกูฝากมึงสักสองสามวัน เดี๋ยวกูพาริตากลับบ้านก่อน ไปครับริตากลับบ้านกัน”
“สวัสดีค่ะพี่วุฒิ พี่พลอย”
ริตากล่าวลาอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินตามเขาออกจากห้องไป
ภายในรถหรูสีดำ ทั้งสองนั่งอยู่บนเบาะหลัง เพราะมีคนขับรถบริการอยู่ด้านหน้า ริตานั่งนิ่ง มือวางบนตัก สายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เอ่ยคำใด ปรินทร์สังเกตได้ทันทีว่าเธอไม่พอใจ
ตอนเห็นพลอยเข้าใกล้เขาจนถึงขั้นจับแขนเขาอย่างสนิทสนม
“เมื่อครู่ที่พลอยจับแขนพี่ อย่าคิดมากนะ เราเป็นเพื่อนสมัยเรียนกัน มันเลยสนิทกันเฉย ๆ”
ปรินทร์เอ่ยพร้อมมองหน้าเธออย่างตั้งใจ แต่ริตาไม่ได้สนใจ เขาเพียงรับรู้จากสายตาแววตาที่เย็นเฉียบของเธอ
“ริตาฟังพี่อยู่ไหม?”
เขาถามเสียงเรียบ แต่แฝงความอ้อนวอน
ริตาหันมองตรงไปยังนอกหน้าต่าง ยังคงนิ่ง เสียงเธอเรียบเย็นแต่หนักแน่น
“จะสนิทกันแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ริตาฟังค่ะ ริตาไม่ได้รู้สึกอะไร และไม่ได้มีผลอะไรกับริตาอยู่แล้ว”
ปรินทร์พยายามกลั้นใจ ไม่ให้สีหน้าบอกออกมา แต่รู้สึกถึงความเย็นชาในคำพูดของเธอ
“ก็ที่ริตาโกรธพี่อยู่ตอนนี้ไง... แน่ใจหรือว่าไม่ได้หึงหวง...ถามจริง ๆ”
ริตาเบือนหน้าจากเขาช้า ๆ แววตายังคงเรียบเย็น
“อย่ามั่นใจให้มากนะคะ ว่าริตารักพี่มากขนาดนั้น”
เสียงของเธอแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่สะท้อนจากอดีต
“เพราะสิ่งที่พี่ทำ มันทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งจะมีชีวิตแต่งงานที่มีความสุข แต่ทุกอย่าง... มันถูกพี่ทำลายจนหมดสิ้น ต่อจากนี้ เรื่องของเราก็คงจะจบแบบไม่ค้างคา”
ปรินทร์ถอนหายใจยาว พยายามระงับความโกรธและความห่วงใยที่ปะปนกันอยู่ในใจ
“เลิกพูดเถอะ พูดไปก็มีแต่ทะเลาะกัน”
เขาพูดเบา ๆ ก่อนจะสั่งคนขับรถด้วยน้ำเสียงมั่น
“นพไปบ้านริมน้ำ”
“ครับคุณปรินทร์”
รถแล่นไปตามถนนเงียบ ๆ สายตาของริตายังคงจับจ้องไปที่วิวด้านนอก แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรง ท่ามกลางความเงียบที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยอารมณ์หน่วง
ปรินทร์สูดลมหายใจลึกอีกครั้ง พยายามระงับความรู้สึกที่ผุดขึ้นในอก
เขารู้ดีว่าต้องอดทน ปล่อยให้ริตาค่อย ๆ ปรับอารมณ์ในแบบของเธอเอง
ตอนนี้เขาเลือกที่จะเลี่ยงการเถียงหรือทะเลาะ เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญ แม่ของเขานัดครอบครัวมาจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกสะใภ้ที่บ้านริมน้ำ ซึ่งเป็นเรือนหอของเขาเอง
เขาไม่อยากทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียด ไม่อยากให้ริตาโกรธหรืออารมณ์เสียตั้งแต่เข้าบ้านวันแรก ทุกการกระทำของเขาตอนนี้จึงต้องระมัดระวัง ทั้งในแง่คำพูด น้ำเสียง และสายตา
ปรินทร์ชำเลืองมองริตาที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอยังคงนิ่ง มือวางอยู่บนตัก ราวกับไม่สนใจสิ่งรอบตัว แต่เขารู้ดีว่าแม้เธอจะเงียบ เธอก็จับทุกความเคลื่อนไหวของเขาอยู่เหมือนกัน
บ้านริมน้ำ
รถจอดเทียบหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ริตามองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาสงสัย บ้านหลังนี้ไม่คุ้นตาเลย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาที่นี่
“พามาที่นี่ทำไม… เรามาเยี่ยมใครเหรอคะ?”
เธอถามเสียงเบา ๆ แอบมีความลังเล
ปรินทร์หันไปยิ้มเล็ก ๆ ให้เธอ
“นี่บ้านของเรา… เรือนหอของเรา”
ริตาหรี่ตามองเขาอย่างไม่เชื่อ
“เรือนหอเหรอ… กล้าเรียกว่าเรือนหอเลยนะคะ”
น้ำเสียงฟังเหมือนเย้ยหยัน
“ใช่พี่ซื้อที่นี่ไว้พักใหญ่แล้วหวังว่าริตาจะชอบ”
"ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะ ริตาอยู่ที่ไหนได้ทั้งนั้น ไม่ยึดติด"
เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น
"มาครับพี่จะพาเข้าบ้าน"
เขายื่นมือให้เธอจับเมื่อก้าวลงจากรถ แต่ริตาเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย เดินลงเองอย่างมั่นคง ไม่สนใจมือที่ยื่นมาด้วยความห่วงใยของเขา
ปรินทร์ถอนหายใจเงียบ ๆ รู้ดีว่าเธอแสดงความเข้มแข็งและความตั้งใจไม่อยากพึ่งพาเขาอีกต่อไป
ทันใดนั้น ประตูบ้านเปิดออก และมีเสียงสดใสแฝงความตื่นเต้นดังมา
“เซอร์ไพรส์! ลูกสาวอีกคนของแม่… ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ้า!”
ริตาแทบอุทานด้วยความตกใจ น้ำตาแห่งความประหลาดใจและความดีใจผสมกัน เธอยืนตะลึงอยู่กับบรรยากาศอบอุ่นรอบตัว
“คุณแม่…”
ริตาเอ่ยทั้งน้ำตา
“ไม่ร้องลูก วันนี้วันดี หนูได้กลับบ้านแล้ว แม่และน้อง ๆ เตรียมอาหารไว้รอหนูโดยเฉพาะเลยนะ”
อิงอรเอ่ยพร้อมกอดริตาแน่น ดั่งลูกสาวแท้ ๆ
ปรินทร์ยิ้มมุมปาก เห็นรอยยิ้มและสายตาประหลาดใจของเธอเต็มไปด้วยความสุข
“ขอบคุณมาก ๆ ค่ะแม่ แม่ทำให้ริตารู้สึกว่าโลกใบนี้ ริตาไม่ได้อยู่คนเดียว”
ริตาพูดทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม
อิงอรปาดน้ำตาให้เธอเบา ๆ
“ไม่ร้องนะลูก เดี๋ยวไม่สวย ไป ๆ เข้าบ้านกันเถอะ”
ริตายังคงมองไปรอบ ๆ บ้านใหญ่ สีหน้าผสมระหว่างความตื่นเต้นและความลังเล
“บ้าน… ใหญ่และสวย ถูกใจริตาไหมลูก…”
อิงอรถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
ริตายิ้มบาง ๆ ให้แม่สามีและพยักหน้า
“บ้านหลังนี้ พี่ปรินทร์ตั้งใจซื้อรับขวัญหนูเลยนะ”
“ไหนพี่ปรินทร์บอกซื้อไว้นานแล้วนี่นา”
ริตาเอ่ยพลางหันไปมองปรินทร์ เขากลับยิ้มบาง ๆ มุมปาก แววตาอบอุ่นไม่เย็นชาเหมือนครั้งก่อน
เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้าน เธอสังเกตเห็นมีอาร์ท้องโตนั่งบนโซฟาและมีสามีคือคิมหันต์นั่งนวดเท้าให้เธอเบา ๆ
“มีอาร์มากับด้วยหรือนี่”
ริตาตั้งใจทักทาย เธอรู้สึกดีใจที่ครอบครัวของปรินทร์ห่วงใยและรักเธอ
“ก็ต้องมาสิคะ พี่สะใภ้หายป่วย ใครจะไม่ดีใจล่ะ”
อาร์เอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ขอบใจมาก มีอาร์… คิม”
ริตาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พลางยิ้ม
อิงอรเรียกลูก ๆ ให้มารวมตัวกัน
“มาลูก มาทางนี้ โต๊ะอาหารพร้อมแล้วนะ มาทานมื้อเที่ยงร่วมกันเถอะ”
ริตายิ้มบาง ๆ แอบมองปรินทร์ที่อยู่ข้าง ๆ
แม้หัวใจยังมีความระแวงอยู่บ้าง แต่เธอเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นและความรักที่ครอบครัวของเขามอบให้ ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เธอเคยมีเริ่มจางลงไปทีละน้อย
บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทำให้ริตาเริ่มผ่อนคลาย เธอรู้สึกเหมือนกลับมาบ้านจริง ๆ บ้านที่มีทั้งความรัก ความห่วงใย และความอบอุ่นรอบตัว จะดีกว่านี้หากสามีของเธอเลิกเย็นชาและรักเธอจริง ๆ