เวลา 05.45 น. เสียงเครื่องปรับอากาศดังแผ่ว ๆ
แสงอาทิตย์แรกของวันค่อย ๆ ส่องลอดผ้าม่านเข้ามา
ห้องหอที่ควรเต็มไปด้วยความอบอุ่นกลับเย็นเฉียบเหมือนห้องร้าง
โทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโต๊ะหัวเตียงสั่นขึ้น
เธอสะดุ้ง ก่อนคว้าเครื่องนั้นขึ้นมาด้วยความหวัง
ชื่อบนหน้าจอคือ “แม่”
ริตารีบกดรับทันที
“แม่ค่ะ... แม่ถึงบ้านแล้วเหรอคะ?”
เสียงเธอสั่น รอยยิ้มบางแทรกขึ้นบนใบหน้า
แต่สิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของแม่...
“คุณเป็นญาติของคุณนพมาศใช่ไหมครับ?”
เป็นเสียงผู้ชายแปลกหน้า น้ำเสียงหนักแน่น แฝงความเร่งรีบ
“เอ่อ... คือผมเจ้าหน้าที่กู้ภัยนะครับคุณต้องทำใจดีๆ ไว้นะครับ”
หัวใจของริตาหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“คุณแม่ของคุณ... ประสบอุบัติเหตุ รถเสียหลักตกข้างทางระหว่างทางจังหวัดลำปาง ตอนนี้ท่านเสียชีวิตแล้วครับ ส่วนอีกสองท่านบาดเจ็บสาหัส”
โทรศัพท์ร่วงหล่นจากมือ เสียงกระแทกพื้นดังในความเงียบ
เธอตัวสั่น หัวใจบีบรัดแน่นจนหายใจไม่ออก
“ไม่... ไม่จริงใช่ไหมคะ!? แม่หนู... แม่ยังคุยกับหนูเมื่อคืนเลย!”
ปลายสายยังคงพูดต่อ
“ตอนที่เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลแต่... อาการค่อนข้างสาหัส ท่านหยุดหายใจระหว่างทางครับ”
“ไม่... ไม่!!”
ริตาตะโกนสุดเสียง ร่างทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก
เธอคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเขา “ปรินทร์”
แต่ก็เหมือนเมื่อคืน... ไม่มีสัญญาณตอบรับ
“เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...”
หัวใจของเธอแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ชายคนเดียวที่เธออยากเจอที่สุด... กลับหายไป
แม่ที่เธอรักที่สุด... ได้จากไปไม่มีวันกลับ
เธอคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับชุดลวก ๆ อย่างลนลาน ก่อนรีบลากกระเป๋าออกจากห้อง
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อนก้องไปทั่วทางเดินของโรงแรม
ริตากดโทรศัพท์หา วิว เพื่อนสนิทด้วยมือที่สั่นเทา
“ว่าไงจ๊ะริตา โทรมาแต่เช้าเลยนะ เจ้าสาวคนสวยไม่พักอีกสักหน่อยเหรอ?”
วิวพูดแซวด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทว่าเสียงสะอื้นจากปลายสายกลับทำให้หัวใจเธอหายวาบ
“ริตา… เป็นอะไร บอกวิวมาเร็วสิ เกิดอะไรขึ้น?”
“วิว… เมื่อเช้าแม่ริตาเกิดอุบัติเหตุ... แม่เสียแล้ว ริตากำลังไปรับแม่”
น้ำเสียงของริตาสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ
“โธ่ ริตา…” เสียงวิวสั่นตาม
“เดี๋ยววิวไปหาริตาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ไม่ต้องหรอกวิว เดี๋ยวริตาไปรับแม่เอง ริตาฝากวิวช่วยจองศาลาที่วัดให้หน่อยนะ
เรื่องดอกไม้ เรื่องพิธี… ฝากวิวจัดการให้ที เดี๋ยวริตาจะพาแม่ไปวัด”
เสียงสะอื้นหนักดังลอดผ่านโทรศัพท์จนวิวแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่
“ได้เลย ริตาไม่ต้องห่วงนะ วิวจะจัดการให้ทุกอย่างเอง… ริตาสู้ ๆ นะ วิวเสียใจด้วยจริง ๆ”
“ขอบใจมากนะวิว…”
ริตาพูดแผ่วเบา ก่อนวางสายด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
ริตานั่งแท็กซี่กลับไปที่คอนโดอย่างเงียบงัน
เธอแทบไม่ได้ยินเสียงคนขับถามทางหรือเสียงวิทยุที่เปิดคลออยู่ในรถ
ในหัวมีเพียงความว่างเปล่ากับภาพเหตุการณ์ที่ยังไม่อยากเชื่อว่าเป็นจริง
เมื่อถึงคอนโด เธอรีบขึ้นไปหยิบกุญแจรถกับกระเป๋าเอกสาร จากนั้นจึงตรงลงมาที่ลานจอด ก้าวขึ้นรถด้วยมือที่ยังสั่น
ถนนเส้นยาวทอดตรงไปข้างหน้า ริตาจับพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว สายตาเหม่อมองทาง แต่หัวใจกลับล่องลอยอยู่ไกลเหลือเกิน
เสียงลมจากช่องแอร์พัดเบา ๆ แทรกไปกับเสียงเพลงคลอในรถ
เพลงเดียวกับที่แม่ชอบเปิดทุกครั้งเวลาเดินทางกลับบ้านด้วยกัน
เธอยังจำได้ดี… แม่จะชี้ให้ดูสองข้างทาง
บางครั้งเป็นทุ่งดอกหญ้าที่ไหวตามลม บางครั้งเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่แม่มักบอกว่า
“วันหลังเราต้องแวะนะลูก”
แต่วันนี้ เส้นทางเดียวกันกลับว่างเปล่าอย่างน่าหวาดหวั่น
ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีบทสนทนา มีเพียงความเงียบที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจ
ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงลำปางกว่าเจ็ดร้อยกิโลเมตร
ริตาขับรถทั้งน้ำตา ทั้งความเงียบที่กรีดแทงหัวใจ
หลายครั้งเธอต้องจอดรถข้างทาง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยออกช้า ๆ
เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น เธอคงไม่มีแรงจะขับต่อไป
เธอมองกระจกมองหลัง เห็นเงาของตัวเองสะท้อนในความมืด
ใบหน้าซีดเซียวกับดวงตาที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตา
เธอสูดลมหายใจอีกครั้ง พยายามบอกตัวเองว่า
“ริตาต้องเข้มแข็ง... แม่รออยู่ที่ลำปางนะ”
แล้วรถคันนั้นก็เคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง ช้า ๆ แต่มั่นคง
แม้ตอนนี้จิตใจเธอจะบอบช้ำเพียงใด ก็ยังมีแรงจะไปถึงจุดหมายสุดท้ายของคนที่เธอรักที่สุด
แสงอาทิตย์ยามเย็นคล้อยต่ำเมื่อริตาขับรถเข้าสู่ตัวเมืองลำปาง
ท้องฟ้าสีส้มปนเทากระจายทั่วขอบฟ้า เหมือนจะรับรู้ถึงความเศร้าที่อบอวลอยู่ในใจของเธอ
เธอเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง และลงรถอย่างรีบเร่ง
ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านโถงตึก ดูเหมือนจะช้าลงเรื่อย ๆ
เสียงรองเท้ากระทบพื้นสะท้อนก้องในความเงียบ
เจ้าหน้าที่หญิงในห้องเวรรับศพเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเธอ
“คุณคือญาติของคุณแม่นพมาศใช่ไหมคะ”
ริตาพยักหน้าเบา ๆ
“ค่ะ... ฉันเป็นลูกสาวค่ะ”
เจ้าหน้าที่พยักหน้าด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนยื่นเอกสารมาให้เซ็น
เธอพยายามถือปากกาให้มั่น แม้มือจะสั่นจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่นำทางเธอไปยังห้องพักร่างผู้เสียชีวิต
กลิ่นยาฆ่าเชื้อและความเย็นในห้องทำให้ริตาหายใจติดขัด
แต่เธอยังคงเดินต่อไปอย่างช้า ๆ จนถึงเตียงที่มีผ้าขาวคลุมอยู่
“แม่...” เสียงเธอเรียกแผ่วเบา ก่อนยกมือขึ้นลูบแขนแม่อย่างอ่อนโยน
น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด แม้เธอพยายามกลั้นไว้เต็มที่
“แม่... ริตามารับแม่กลับบ้านแล้วนะ...”
เสียงเธอสั่นระริกแทบกลืนหายไปกับลมหายใจ
มือที่ลูบแขนแม่เบา ๆ เย็นเฉียบ แต่ยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม
“แม่ได้ยินริตาไหมคะ...”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงบนปลายผ้าขาวที่คลุมร่างผู้เป็นแม่
“ริตารู้... แม่เหนื่อยมามากแล้ว แม่ต่อสู้มาตลอดชีวิต”
เธอสูดลมหายใจเข้าอย่างยากลำบาก
“ตอนนี้... แม่ได้พักแล้วนะคะ ไม่ต้องห่วงริตานะ ริตาอยู่ได้”
เสียงนั้นสั่นเครือเหมือนแตกออกเป็นพันชิ้น
“แม่ไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้วนะ... กลับบ้านกันเถอะค่ะ แม่...”
คำพูดสุดท้ายพรั่งพรูออกมาพร้อมเสียงสะอื้นที่กลั้นไว้ไม่อยู่
เธอก้มหน้าลงแนบหน้าผากกับร่างแม่ น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย
เสียงเงียบงันในห้องเย็นสะท้อนก้องอยู่ในใจ
เป็นเสียงแห่งการบอกลา ที่อ่อนโยนที่สุด
เจ้าหน้าที่ขออนุญาตจัดเตรียมร่างแม่เพื่อเคลื่อนย้าย
ริตายืนมองอยู่เงียบ ๆ จนทุกขั้นตอนเสร็จ เธอค้อมศีรษะขอบคุณทีมแพทย์และพยาบาล
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ที่ดูแลแม่ของริตาอย่างดี”
ไม่นาน รถพยาบาลของโรงพยาบาลก็มารับร่างแม่เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
ริตาขับรถตามไปข้างหลัง ไฟท้ายของรถพยาบาลสีแดงเรื่อรางอยู่ไกล ๆ
เธอมองมันไม่วางตา เหมือนกลัวจะคลาดสายตาแม้เพียงวินาทีเดียว
ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท เมื่อดาวดวงแรกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า
ริตาเปิดกระจกรถ ลมเย็นยามค่ำพัดเข้ามาแตะใบหน้าอย่างแผ่วเบา
กลิ่นลมเหนือปะปนกลิ่นดินชื้นหลังฝน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังขับผ่านความทรงจำของตัวเอง
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วพูดเบา ๆ
“แม่... ริตากำลังพาแม่กลับบ้านนะคะ บ้านที่กรุงเทพฯ — บ้านที่แม่รัก”
เธอสูดลมหายใจเข้าอย่างแผ่วเบา ก่อนพูดต่อด้วยเสียงสั่น
“ส่วนบ้านสวนกับที่ดินแปลงเดียวของแม่ที่น่าน ริตาจะดูแลเอง ไม่ต้องห่วงเลยนะแม่
ริตารู้... ว่าที่ดินผืนนั้นมีค่ากับแม่แค่ไหน เพราะมันเป็นมรดกจากคุณยาย
ริตาสัญญา... จะรักษาไว้ให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องมันแน่นอนค่ะ”
เธอพูดไป น้ำตาก็ไหลอุ่น ๆ ลงบนแก้มอีกครั้ง
แต่คราวนี้ มันไม่ใช่เพียงเพราะความเศร้า
มันคือความรัก ความผูกพัน และคำสัญญาที่กลั่นออกมาจากหัวใจของลูกสาวคนหนึ่ง