งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ศาลาวัด
กลิ่นธูปจาง ๆ ลอยคลุ้งไปทั่ว เสียงสวดของพระประสานกับเสียงสะอื้นเบา ๆ ของแขกผู้มาร่วมไว้อาลัย
ริตา วิว และมาร์ตินช่วยกันต้อนรับแขกที่ทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย
ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานของแม่เธอเกือบทั้งหมด
รอยยิ้มที่เธอพยายามฝืนไว้บาง ๆ จนแทบมองไม่เห็น
“ริตา... ลูกไหวไหม พักบ้างก็ได้นะ”
เสียงอิงอร ผู้เป็นแม่ของปรินทร์ สามีของเธอ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ริตาหันไปยิ้มจาง ๆ
“ขอบคุณค่ะแม่... ริตาไหวค่ะ”
อิงอรจับแขนเธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน
สัมผัสนั้นทำให้กำแพงที่ริตาพยายามสร้างไว้เริ่มพังลง
น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“แม่นพมาศไม่อยู่... แต่หนูก็ยังมีแม่อยู่นะลูก”
อิงอรพูดพร้อมดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอดอุ่น ๆ
ริตาซบลงกับไหล่แม่สามี สะอื้นอย่างเงียบงัน
“ขอบคุณที่สุดเลยค่ะแม่...”
เธอพูดทั้งน้ำตา
อิงอรลูบหลังเธอเบา ๆ ก่อนถามขึ้น
“แล้วนี่... ตาปรินทร์ไปไหนล่ะ ทำไมไม่มาช่วยลูกรับแขกบ้าง”
ริตาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มบาง ๆ
“น่าจะติดธุระค่ะ แม่... พี่เขายุ่ง ๆ ไม่เป็นไรค่ะ ริตาไม่อยากรบกวน”
เธอตอบอย่างสุภาพ ทั้งที่ในใจปวดหนึบ
ริตาเลือกจะเก็บความจริงไว้เงียบ ๆ
ตั้งแต่วันแต่งงานจนถึงวันนี้... สามวันเต็มแล้วที่ปรินทร์หายไปอย่างไร้ร่องรอย ติดต่อไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
เธอรู้ดีว่าแม่อิงอรเพิ่งผ่าตัดหัวใจมาไม่นาน
หญิงสาวจึงไม่อยากให้แม่ต้องมารับรู้เรื่องราวที่อาจทำให้เป็นกังวลอีก
ริตายกมือเช็ดน้ำตา สูดลมหายใจเข้าลึก
เธอหันกลับไปมองรูปถ่ายของแม่ที่ตั้งอยู่หน้าหีบศพ
ยิ้มอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทั้งเศร้า ทั้งอ่อนโยน
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างพากันมองริตาด้วยสายตาเวทนา
ใคร ๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ช่างน่าสงสารเหลือเกิน เพิ่งแต่งงานมีความสุขได้ไม่กี่วันก็ต้องมาเสียแม่ไปอย่างกะทันหัน”
แต่ไม่มีใครรู้เลย... ว่าการแต่งงานของเธอไม่ได้มีความสุขอย่างที่เห็น
รอยยิ้มในรูปถ่ายวันวิวาห์เป็นเพียงภาพลวงตา
ภายใต้ผ้าลูกไม้สีขาวนั้นคือหัวใจที่เริ่มแตกร้าวตั้งแต่คืนแรกของชีวิตคู่
ริตายกมือไหว้ขอบคุณแขกที่ทยอยกันมาไม่ขาดสาย
แม้แววตาเธอจะว่างเปล่า แต่ยังคงฝืนยิ้มให้ทุกคนอย่างสุภาพ
ทันใดนั้น เสียงของอิงอรก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“อ้าว... ปรินทร์! ทำไมเพิ่งมาล่ะลูก พระสวดเสร็จพระกลับไปหมดแล้วนะ”
ชายหนุ่มในชุดสูทดำเดินเข้ามาช้า ๆ
“ติดงานนิดหน่อยครับแม่”
เขาตอบเรียบ ๆ แล้วหันไปมองริตา
หญิงสาวไม่แม้แต่จะสบตาเขา เธอยังคงยกมือไหว้แขกต่อราวกับไม่เห็นการมาของเขา
แต่ปรินทร์กลับยิ้มบาง ๆ ทำเหมือนทุกอย่างปกติ
“คุณเหนื่อยไหมริตา ได้พักบ้างหรือยัง... ผมเป็นห่วงนะ รู้ไหม?”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นต่อหน้าอิงอร พร้อมกับมือที่เอื้อมมาโอบเอวเธออย่างแนบชิด
คำว่า “ผมเป็นห่วงนะ รู้ไหม”
เหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดลึกลงกลางใจ
ริตากลืนก้อนสะอื้นลงคอ พยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าแขกและแม่สามี
เธอฝืนยิ้มบาง ๆ
“ริตาโอเคค่ะ ไม่เป็นไร ไหวอยู่ค่ะ”
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม
เขาหายไปไหนมาในสามวันที่ผ่านมา... คืนเข้าหอเขาไปไหน... เขาโกรธอะไรเธอ หรือเบื่อแล้วกันแน่?
แล้วตอนนี้... มาทำดีสร้างภาพต่อหน้าคนอื่นไปเพื่ออะไร
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก บอกตัวเองในใจว่า
“ช่างเถอะ... ขอแค่จัดงานแม่ให้เสร็จก่อน เรื่องของเราค่อยสะสางทีหลัง”
อิงอรมองลูกชายด้วยสายตาอ่อนโยน
“ปรินทร์... ดูแลน้องดี ๆ นะลูก ตอนนี้จิตใจน้องยังไม่เข้มแข็งเหมือนที่เห็นหรอก”
“ครับแม่ ผมจะดูแลเธอเอง”
เขาตอบเสียงเรียบ แต่ริตาไม่เหลียวมองเลยแม้แต่น้อย
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนคนที่หมดแรงจะรู้สึกอะไรได้อีกต่อไป
ทุกอย่างรอบตัวเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเอง
เรื่องระหว่างริตากับปรินทร์... ไม่มีใครล่วงรู้
สำหรับทุกคน ทั้งสองยังดูรักกันดีเหมือนวันก่อนแต่งงาน
และเขา... ก็แสดงออกได้แนบเนียนจนทุกคนเชื่อสนิทใจ
“ริตา เดี๋ยววิวกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาช่วยใหม่”
เสียงเพื่อนสนิทดังขึ้นข้าง ๆ ตัดผ่านความเงียบในใจของเธอ
“ขอบคุณวิวมากนะ ที่ช่วยทุกอย่างเลย”
ริตาพูดเสียงแผ่ว แต่ฝืนยิ้มตอบ
“ยินดีจ้า”
วิวหันไปมองปรินทร์ ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“ฝากริตาด้วยนะคะ พี่ปรินทร์”
“ครับ”
ปรินทร์ยิ้มตอบ รอยยิ้มบางที่ดูสุภาพแต่เย็นชาเกินกว่าจะอบอุ่น
เขาหันมาสบตาริตาเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น
“กลับก่อนนะริตา ไว้วันฌาปนกิจจะมาช่วยอีกที”
เสียงของตินดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินเข้ามาหาเธอ
“ขอบใจมากนะติน”
ริตาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ตินยกมือแตะไหล่เธอเบา ๆ
แค่สัมผัสสั้น ๆ นั้นก็พอให้หัวใจเธอไหว
แต่จังหวะนั้นเอง ปรินทร์หันมามอง สีหน้าเขาเปลี่ยนเล็กน้อย
รอยยิ้มที่เคยนิ่งสงบพลันแข็งตึงขึ้น
“ไปนะครับ คุณปรินทร์... ดูแลริตาดี ๆ นะครับ”
ตินเอ่ยอย่างจริงใจ
ปรินทร์ยิ้มบาง — ยิ้มที่ดูเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน
“อย่าห่วงครับ ริตาเป็นภรรยาผม... ผมดูแลอย่างดีแน่นอน”
คำพูดนั้นทำให้ริตารู้สึกเหมือนถูกแทงเบา ๆ
‘ภรรยา’ คำที่เขาเอ่ยอย่างเยือกเย็น เหมือนไม่ได้มีความหมายใดเหลืออยู่
เมื่อแขกทุกคนทยอยกลับ เหลือเพียงความเงียบในศาลาวัด
บอดี้การ์ดของปรินทร์ยืนเรียงรายอยู่รอบบริเวณงาน
เธอและเขายืนอยู่ด้วยกัน... แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลก
เขาหันมาสบตาเธอเพียงครู่
ในแววตานั้นไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่ความอ่อนโยน
แล้วเขาก็เดินผ่านหน้าเธอไป
ตรงเข้าไปกราบหน้าโลงศพของแม่เธอ อย่างสงบและเงียบงัน
ริตามองภาพนั้นด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า
ไม่มีคำถามไหนที่อยากถามอีกแล้ว
เมื่อเขากราบแม่เธอเสร็จเขาเดินออกมา
“พี่จะให้คนรถไปส่งริตาที่คอนโดของคุณ”
เสียงเขาเย็นชาจนเธอรู้สึกเจ็บที่หัวใจ
“ไม่เป็นไร...ริตาขับรถมาค่ะกลับเองได้...ขอบคุณที่พี่ปรินทร์มางานแม่นะคะ”
พูดจบเธอหมุนตัวกำลังจะเดินจากไป แต่เขากลับจับข้อมือเธอไว้
“คำสั่งของผมคุณมีสิทธิ์ไม่ทำตามหรือ”