บนโต๊ะอาหารมื้อเที่ยงถูกจัดอย่างประณีตโดยแม่อิงอรกับแม่บ้านคนใหม่ชื่อรุ้ง
จานแรกคือ ปลากะพงนึ่งมะนาว เนื้อขาวสะอาดราดด้วยน้ำยำรสเปรี้ยวหอมกระเทียมและพริกขี้หนูซอย
ถัดมาเป็น ยำสามรส ที่เต็มไปด้วยสีสันของหอมแดง มะเขือเทศ และกุ้งลวกเด้ง ๆ
กลิ่นเครื่องเทศจาก มัสมั่นไก่ ลอยคลุ้ง ผสานกับความเข้มข้นของกะทิ
ข้าง ๆ มี แกงเผ็ดเนื้อลาย สีแดงจัดจ้าน ใส่ใบโหระพาหอมกรุ่น
ไก่ผัดเม็ดมะม่วง เคลือบซอสมันเงา ดูน่ากินจนอดไม่ได้ต้องตัก
และสุดท้าย แกงจืดปลาใส่ผักกาดดอง ที่กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศโต๊ะอาหารอบอวลด้วยความหิวและความสุข
“อาหารเต็มโต๊ะเลยค่ะแม่”
ริตาเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“แม่ตั้งใจทำเลยนะครับพี่ริตา พี่ต้องทานเยอะ ๆ นะ”
ปุณณ์พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
ริตาหันไปยกมือไหว้แม่สามี
“ขอบคุณมาก ๆ ค่ะแม่ แม่ดีกับริตาเหลือเกิน”
แม่อิงอรยิ้มอ่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“แม่รักริตานะลูก ถ้าวันไหนปรินทร์ทำให้ริตาไม่พอใจ มาบอกแม่ แม่จะจัดการให้เอง”
“ใช่ค่ะ!” มีอาร์พูดแทรกเสียงใส “ถ้าพี่ปรินทร์ทำอะไรไม่ดี พี่ริตามาบอกพวกเรานะคะ เดี๋ยวให้แม่จัดการให้เข็ดเลย!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงช้อนกระทบจานดังเป็นจังหวะเบา ๆ ผสมกับกลิ่นอาหารที่ยังลอยอ้อยอิ่ง
หลังมื้ออาหาร แม่บ้านรุ้งยกถาดผลไม้ตามมา ทั้งแตงโมสีแดงสด มะม่วงสุกหอมหวาน และองุ่นพวงแน่นเย็นฉ่ำ
ทุกคนผลัดกันตัก ท่ามกลางเสียงคุยและเสียงหัวเราะ
เมื่ออิ่มกันถ้วนหน้า ทั้งครอบครัวก็ย้ายไปนั่งที่โซฟาในห้องรับแขก เสียงพูดคุยยังไม่ขาดช่วง แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาแตะพื้นไม้ให้เป็นเงาสีทอง
เวลาผ่านไปจนแสงตะวันค่อย ๆ คล้อยต่ำ
แม่อิงอรกับปุณณ์และมีอาร์จึงขอตัวกลับก่อน บอกลาอย่างอารมณ์ดี
“แม่ขอให้ลูกทั้งสองมีความสุขกับชีวิตครอบครัวนะลูก หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกันนะลูก”
แม่อิงอรเอ่ยก่อนจะมองไปที่ปรินทร์ลูกชาย
“ปรินทร์ลูกผู้ชายต้องดูแลน้องให้ดีเข้าใจไหม?”
“ครับแม่”
“แม่ไปนะจ๊ะริตา ไว้ว่างไปหาแม่นะ แม่เหงาอยากมีเพื่อนคุย”
“ได้ค่ะแม่ ไว้ริตาจะไปหาแม่บ่อย ๆ นะคะ”
ริตายิ้มหวาน ส่งเสียงตามหลังด้วยความเคารพและอบอุ่นใจ
อิงอรหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นโบก
“แม่กลับก่อนนะลูก บ๊ายบายนะจ๊ะ”
ร่างของแม่สามีก้าวขึ้นรถ สีหน้าทั้งอ่อนโยนและพอใจ ก่อนรถคันหรูจะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากลานหน้าบ้าน
เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ กลืนไปกับเสียงน้ำกระทบตลิ่ง
บ้านริมน้ำอันเงียบสงบ พื้นที่กว้างกว่า สามไร่ใจกลางกรุง กลับเข้าสู่ความนิ่งอีกครั้ง
เหลือเพียงลมบ่ายพัดแผ่วผ่านสวนดอกไม้ และริตาที่มองตามรถจนลับสายตา
ภายในบ้านเหลือเพียงริตากับปรินทร์
ความเงียบเริ่มคืบคลานเข้ามา แสงสีส้มของยามเย็นสาดผ่านบานหน้าต่าง ทาบเงาของทั้งคู่ลงบนพื้นไม้
ริตาเดินเข้ามาใกล้เขา ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ให้ริตานอนห้องไหนคะ”
น้ำเสียงของเธอฟังดูสุภาพเกินไป… เหมือนแขกที่เพิ่งมาถึงบ้าน ไม่ใช่เจ้าของบ้านอีกคนอย่างที่ควรจะเป็น
ปรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ
“ห้องนอนใหญ่ข้างบนคือห้องของเรา แต่ถ้าริตาไม่อยากนอนห้องเดียวกับพี่... ก็แยกไปอีกห้องได้”
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ
“ค่ะ งั้นริตาจะแยกไปอีกห้อง”
คำตอบสั้น ๆ ของเธอเหมือนลมหายใจที่ดับวูบในอกของเขา
ริตาหันหลังเดินขึ้นบันไดไปอย่างสงบนิ่ง ทิ้งไว้เพียงเงาร่างของปรินทร์ที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น
ค่ำคืนโรยตัวลงอย่างช้า ๆ
เสียงจิ้งหรีดและระลอกน้ำกระทบตลิ่งดังประสานกันเป็นจังหวะเบา ๆ รอบบ้านริมน้ำ
แสงไฟในห้องเล็กชั้นบนส่องลอดผ่านม่านบาง เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง ห้องเล็กที่สำหรับเธอ... ไม่ได้เล็กเลย
ริตาจัดเตรียมชุดสำหรับวันพรุ่งนี้ วางเรียงอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะข้างเตียง
โน้ตบุ๊กถูกเปิดอยู่ตรงหน้า เธอกำลังกรอกข้อมูลสมัครงานออนไลน์ พร้อมแนบไฟล์ประวัติส่วนตัวที่เพิ่งพิมพ์เสร็จ
เธอตั้งใจจะสมัครเป็นล่ามให้บริษัทของ “มาร์ติน” คนที่เธอเชื่อว่าไว้ใจได้มากกว่าใครในตอนนี้
เพราะในใจลึก ๆ เธอรู้ดี… ว่าระหว่างเธอกับปรินทร์ คงไม่มีคำว่า ตลอดไป
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน
ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่เสียง “คลิก” จะดังขึ้น ประตูถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย
ริตาสะดุ้ง เธอจำได้ดีว่าล็อกประตูไว้แล้ว
“พี่เข้ามาได้ยังไงคะ?”
ปรินทร์ยกกุญแจในมือขึ้นเล็กน้อย
“กุญแจสำรอง” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนยักคิ้ว
“นี่บ้านของเรา จะล็อกทำไม อีกอย่าง... เราแต่งงานกันแล้ว ริตาควรใช้ชีวิตเหมือนผัวเมียทั่วไปสิ”
“หยุดพูดคำนี้เถอะค่ะ จริงๆแล้วการแต่งงานของเรามันไ่ได้มีความหมายอะไรกับพี่เลยด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงของริตาเย็นเฉียบ
“เมื่อถึงเวลา... ริตาจะไปเอง”
คิ้วของเขาขมวดแน่น “หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็หมายความอย่างที่หมายความนั่นแหละ”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบจับจ้องเอกสารบนโต๊ะ
“นี่กำลังทำอะไร... อย่าบอกนะว่าจะไปสมัครงานกับไอ้มาร์ติน”
“ใช่ค่ะ แล้วทำไมคะ?”
เธอตอบทันทีโดยไม่เงยหน้า
“พี่ไม่ให้ไป ถ้าอยากทำงาน... ก็ทำที่บริษัทพี่”
“ไม่ค่ะ”
เสียงคำตอบนั้นสั้นแต่หนักแน่น
ปรินทร์ขบกรามแน่น
“ดื้อ”
ริตาเงยหน้ามองเขาเต็มตา
“แล้วจะทำไมคะ ชีวิตของริตา ริตาจะเลือกเอง ไม่ต้องให้พี่มาบงการทุกอย่าง”
“ชีวิตของริตา คือของพี่”
เขาพูดช้า ๆ เสียงต่ำ
“ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว ใครก็แย่งริตาไปจากพี่ไม่ได้”
“ริตาไม่ใช่สิ่งของนะ ที่ใครจะมา แย่ง หรือ ครอบครอง ได้”
สายตาของเขาเข้มขึ้น
“จะลองดูไหมล่ะ...”
เสียงคลื่นนอกบ้านกระทบผิวน้ำเบา ๆ แทรกกลางความเงียบ
ภายในห้องมีเพียงแสงไฟสีอุ่นที่สะท้อนในดวงตาของคนสองคน
ริตาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยออกมาช้า ๆ
“พี่ปรินทร์ค่ะ เรามาคุยกันตรง ๆ ได้ไหม... พี่เข้ามาในชีวิตริตาเพราะต้องการอะไร ริตาทำอะไรให้พี่ ถึงต้องทำกับริตาแบบนี้... บอกริตาได้ไหมคะ”
ริตาถามเขาอย่างมีสติ เธอไม่คิดจะชวนทะเลาะใด ๆ
เขานิ่งไป เลี่ยงสายตา ไม่ยอมตอบคำถามของเธอ
ก่อนจะพูดเพียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนว่า
“ถ้าอยากทำงาน... พรุ่งนี้ไปเป็นเลขาส่วนตัวของพี่”
“แต่ริตา...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เขากลับเก็บโน้ตบุ๊กและอุ้มเธอขึ้นแนบอก มุ่งหน้าไปยังห้องนอนใหญ่ทันที
“ปล่อย! จะพาริตาไปไหน ริตาจะนอนที่นี่”
“เป็นเมียก็ต้องทำหน้าที่ของเมีย คิดว่าค่าสินสอดจะให้ฟรี ๆ หรือไง”