ปล่อย!

1326 Words
บนโต๊ะอาหารมื้อเที่ยงถูกจัดอย่างประณีตโดยแม่อิงอรกับแม่บ้านคนใหม่ชื่อรุ้ง จานแรกคือ ปลากะพงนึ่งมะนาว เนื้อขาวสะอาดราดด้วยน้ำยำรสเปรี้ยวหอมกระเทียมและพริกขี้หนูซอย ถัดมาเป็น ยำสามรส ที่เต็มไปด้วยสีสันของหอมแดง มะเขือเทศ และกุ้งลวกเด้ง ๆ กลิ่นเครื่องเทศจาก มัสมั่นไก่ ลอยคลุ้ง ผสานกับความเข้มข้นของกะทิ ข้าง ๆ มี แกงเผ็ดเนื้อลาย สีแดงจัดจ้าน ใส่ใบโหระพาหอมกรุ่น ไก่ผัดเม็ดมะม่วง เคลือบซอสมันเงา ดูน่ากินจนอดไม่ได้ต้องตัก และสุดท้าย แกงจืดปลาใส่ผักกาดดอง ที่กลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศโต๊ะอาหารอบอวลด้วยความหิวและความสุข “อาหารเต็มโต๊ะเลยค่ะแม่” ริตาเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “แม่ตั้งใจทำเลยนะครับพี่ริตา พี่ต้องทานเยอะ ๆ นะ” ปุณณ์พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ริตาหันไปยกมือไหว้แม่สามี “ขอบคุณมาก ๆ ค่ะแม่ แม่ดีกับริตาเหลือเกิน” แม่อิงอรยิ้มอ่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “แม่รักริตานะลูก ถ้าวันไหนปรินทร์ทำให้ริตาไม่พอใจ มาบอกแม่ แม่จะจัดการให้เอง” “ใช่ค่ะ!” มีอาร์พูดแทรกเสียงใส “ถ้าพี่ปรินทร์ทำอะไรไม่ดี พี่ริตามาบอกพวกเรานะคะ เดี๋ยวให้แม่จัดการให้เข็ดเลย!” เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงช้อนกระทบจานดังเป็นจังหวะเบา ๆ ผสมกับกลิ่นอาหารที่ยังลอยอ้อยอิ่ง หลังมื้ออาหาร แม่บ้านรุ้งยกถาดผลไม้ตามมา ทั้งแตงโมสีแดงสด มะม่วงสุกหอมหวาน และองุ่นพวงแน่นเย็นฉ่ำ ทุกคนผลัดกันตัก ท่ามกลางเสียงคุยและเสียงหัวเราะ เมื่ออิ่มกันถ้วนหน้า ทั้งครอบครัวก็ย้ายไปนั่งที่โซฟาในห้องรับแขก เสียงพูดคุยยังไม่ขาดช่วง แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เข้ามาแตะพื้นไม้ให้เป็นเงาสีทอง เวลาผ่านไปจนแสงตะวันค่อย ๆ คล้อยต่ำ แม่อิงอรกับปุณณ์และมีอาร์จึงขอตัวกลับก่อน บอกลาอย่างอารมณ์ดี “แม่ขอให้ลูกทั้งสองมีความสุขกับชีวิตครอบครัวนะลูก หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกันนะลูก” แม่อิงอรเอ่ยก่อนจะมองไปที่ปรินทร์ลูกชาย “ปรินทร์ลูกผู้ชายต้องดูแลน้องให้ดีเข้าใจไหม?” “ครับแม่” “แม่ไปนะจ๊ะริตา ไว้ว่างไปหาแม่นะ แม่เหงาอยากมีเพื่อนคุย” “ได้ค่ะแม่ ไว้ริตาจะไปหาแม่บ่อย ๆ นะคะ” ริตายิ้มหวาน ส่งเสียงตามหลังด้วยความเคารพและอบอุ่นใจ อิงอรหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นโบก “แม่กลับก่อนนะลูก บ๊ายบายนะจ๊ะ” ร่างของแม่สามีก้าวขึ้นรถ สีหน้าทั้งอ่อนโยนและพอใจ ก่อนรถคันหรูจะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากลานหน้าบ้าน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ กลืนไปกับเสียงน้ำกระทบตลิ่ง บ้านริมน้ำอันเงียบสงบ พื้นที่กว้างกว่า สามไร่ใจกลางกรุง กลับเข้าสู่ความนิ่งอีกครั้ง เหลือเพียงลมบ่ายพัดแผ่วผ่านสวนดอกไม้ และริตาที่มองตามรถจนลับสายตา ภายในบ้านเหลือเพียงริตากับปรินทร์ ความเงียบเริ่มคืบคลานเข้ามา แสงสีส้มของยามเย็นสาดผ่านบานหน้าต่าง ทาบเงาของทั้งคู่ลงบนพื้นไม้ ริตาเดินเข้ามาใกล้เขา ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ให้ริตานอนห้องไหนคะ” น้ำเสียงของเธอฟังดูสุภาพเกินไป… เหมือนแขกที่เพิ่งมาถึงบ้าน ไม่ใช่เจ้าของบ้านอีกคนอย่างที่ควรจะเป็น ปรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ “ห้องนอนใหญ่ข้างบนคือห้องของเรา แต่ถ้าริตาไม่อยากนอนห้องเดียวกับพี่... ก็แยกไปอีกห้องได้” หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ งั้นริตาจะแยกไปอีกห้อง” คำตอบสั้น ๆ ของเธอเหมือนลมหายใจที่ดับวูบในอกของเขา ริตาหันหลังเดินขึ้นบันไดไปอย่างสงบนิ่ง ทิ้งไว้เพียงเงาร่างของปรินทร์ที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ค่ำคืนโรยตัวลงอย่างช้า ๆ เสียงจิ้งหรีดและระลอกน้ำกระทบตลิ่งดังประสานกันเป็นจังหวะเบา ๆ รอบบ้านริมน้ำ แสงไฟในห้องเล็กชั้นบนส่องลอดผ่านม่านบาง เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง ห้องเล็กที่สำหรับเธอ... ไม่ได้เล็กเลย ริตาจัดเตรียมชุดสำหรับวันพรุ่งนี้ วางเรียงอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะข้างเตียง โน้ตบุ๊กถูกเปิดอยู่ตรงหน้า เธอกำลังกรอกข้อมูลสมัครงานออนไลน์ พร้อมแนบไฟล์ประวัติส่วนตัวที่เพิ่งพิมพ์เสร็จ เธอตั้งใจจะสมัครเป็นล่ามให้บริษัทของ “มาร์ติน” คนที่เธอเชื่อว่าไว้ใจได้มากกว่าใครในตอนนี้ เพราะในใจลึก ๆ เธอรู้ดี… ว่าระหว่างเธอกับปรินทร์ คงไม่มีคำว่า ตลอดไป เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ก่อนที่เสียง “คลิก” จะดังขึ้น ประตูถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย ริตาสะดุ้ง เธอจำได้ดีว่าล็อกประตูไว้แล้ว “พี่เข้ามาได้ยังไงคะ?” ปรินทร์ยกกุญแจในมือขึ้นเล็กน้อย “กุญแจสำรอง” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนยักคิ้ว “นี่บ้านของเรา จะล็อกทำไม อีกอย่าง... เราแต่งงานกันแล้ว ริตาควรใช้ชีวิตเหมือนผัวเมียทั่วไปสิ” “หยุดพูดคำนี้เถอะค่ะ จริงๆแล้วการแต่งงานของเรามันไ่ได้มีความหมายอะไรกับพี่เลยด้วยซ้ำ” น้ำเสียงของริตาเย็นเฉียบ “เมื่อถึงเวลา... ริตาจะไปเอง” คิ้วของเขาขมวดแน่น “หมายความว่าอย่างไร?” “ก็หมายความอย่างที่หมายความนั่นแหละ” เขาก้าวเข้ามาใกล้ สายตาคมกริบจับจ้องเอกสารบนโต๊ะ “นี่กำลังทำอะไร... อย่าบอกนะว่าจะไปสมัครงานกับไอ้มาร์ติน” “ใช่ค่ะ แล้วทำไมคะ?” เธอตอบทันทีโดยไม่เงยหน้า “พี่ไม่ให้ไป ถ้าอยากทำงาน... ก็ทำที่บริษัทพี่” “ไม่ค่ะ” เสียงคำตอบนั้นสั้นแต่หนักแน่น ปรินทร์ขบกรามแน่น “ดื้อ” ริตาเงยหน้ามองเขาเต็มตา “แล้วจะทำไมคะ ชีวิตของริตา ริตาจะเลือกเอง ไม่ต้องให้พี่มาบงการทุกอย่าง” “ชีวิตของริตา คือของพี่” เขาพูดช้า ๆ เสียงต่ำ “ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว ใครก็แย่งริตาไปจากพี่ไม่ได้” “ริตาไม่ใช่สิ่งของนะ ที่ใครจะมา แย่ง หรือ ครอบครอง ได้” สายตาของเขาเข้มขึ้น “จะลองดูไหมล่ะ...” เสียงคลื่นนอกบ้านกระทบผิวน้ำเบา ๆ แทรกกลางความเงียบ ภายในห้องมีเพียงแสงไฟสีอุ่นที่สะท้อนในดวงตาของคนสองคน ริตาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเอ่ยออกมาช้า ๆ “พี่ปรินทร์ค่ะ เรามาคุยกันตรง ๆ ได้ไหม... พี่เข้ามาในชีวิตริตาเพราะต้องการอะไร ริตาทำอะไรให้พี่ ถึงต้องทำกับริตาแบบนี้... บอกริตาได้ไหมคะ” ริตาถามเขาอย่างมีสติ เธอไม่คิดจะชวนทะเลาะใด ๆ เขานิ่งไป เลี่ยงสายตา ไม่ยอมตอบคำถามของเธอ ก่อนจะพูดเพียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนว่า “ถ้าอยากทำงาน... พรุ่งนี้ไปเป็นเลขาส่วนตัวของพี่” “แต่ริตา...” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เขากลับเก็บโน้ตบุ๊กและอุ้มเธอขึ้นแนบอก มุ่งหน้าไปยังห้องนอนใหญ่ทันที “ปล่อย! จะพาริตาไปไหน ริตาจะนอนที่นี่” “เป็นเมียก็ต้องทำหน้าที่ของเมีย คิดว่าค่าสินสอดจะให้ฟรี ๆ หรือไง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD