“ฮัลโหล... ทำไมไม่รับสายเจสซี่เลยค่ะปรินทร์”
เสียงหวานปลายสายเต็มไปด้วยความน้อยใจที่ไม่จริงใจ
เจสซี่ สาวลูกครึ่งไทย–อังกฤษ ผู้มีทั้งความมั่นใจและเสน่ห์เกินห้ามใจ เธอรู้จักกับเขาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย ผ่านการแนะนำของนายมนูญ พ่อบุญธรรมของปรินทร์ ที่ครั้งนั้นพูดเพียงว่า “เจสซี่ ลองรู้จักปรินทร์ไว้สิ เขาเป็นคนดี และปรินทร์เองก็ไม่มีใครอยู่ ณ ตอนนั้น”
“ช่วงนี้ผมยุ่งมาก เจส ทั้งบริหารโรงพยาบาล ทั้งต้องเข้าห้องผ่าตัดแทบทุกวัน”
เสียงของเขาเรียบเย็นแต่แฝงความเหนื่อยล้า
"คุณโทรมามีอะไรรึเปล่า ปกติไม่เคยจะโทรหาผม"
“ไม่มีไรหรอกค่ะ เจสโทรมาแค่จะบอกว่า... สัปดาห์หน้าเจสจะกลับไทย อยากรบกวนคุณช่วยจัดหาที่พักให้เจสด้วยได้ไหมเอ่ย”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจองโรงแรมไว้ให้”
“เจสพักกับคุณได้ไหมคะ”
คำถามนั้นหลุดออกมาพร้อมเสียงหัวใจเต้นแรง... เธอรู้คำตอบอาจไม่ใช่สิ่งที่อยากฟัง แต่ก็ยังอยากลอง
“ผมจะแจ้งไว้ก่อนนะ เจส... ผมแต่งงานแล้ว”
“อะไรนะคะ ปรินทร์?! คุณแต่งงานกับใคร ใครกล้ามาแย่งคุณไปจากเจสซี่!”
เจสซี่พูดติดตลก เพราะเธอรู้มาตลอดว่าคนอย่างปรินทร์ไม่มีทางชอบเธอ
“สาวไทยนี่แหละครับ ผมจัดงานเล็ก ๆ พอเป็นพิธี”
“อย่าบอกนะ... ว่าผู้หญิงคนนั้นคือลูกของคนที่ทำให้พ่อคุณต้องจากไป?”
“คุณรู้ได้ยังไง...”
“ปรินทร์ค่ะ... พ่อของเจสกับลุงมนูญเป็นเพื่อนสนิทกันนะคะ เรื่องพวกนี้เจสรู้หมด”
“งั้นก็ดีแล้วที่คุณรู้”
“รู้แล้วก็แล้วไง คุณไม่ได้แต่งเพราะรักเสียหน่อย เจสยังมีสิทธิ์อยู่ไหมล่ะ”
“เจสซี่... ผมเคยบอกคุณแล้ว เราเป็นเพื่อนกันได้แค่นั้น อีกอย่าง... คุณไม่ใช่สเปกผม”
“แรงมากนะคะปรินทร์”
“คุณไปคบกับหนุ่ม ๆ ของคุณเถอะ อยู่กับผมคุณไม่มีความสุขหรอก เชื่อผม”
“ไม่รู้ล่ะ... เจสชอบคุณนี่”
“คุณไม่ได้ชอบผมหรอกเจส คุณแค่อยากเอาชนะ”
“ 555++ ก็แล้วแต่คุณจะคิด... แต่เจสจะกลับไทยสองอาทิตย์ คุณช่วยเทคแคร์ด้วยแล้วกัน”
“ได้ครับ ผมจะหาเด็กไว้ให้คุณคลายเหงา”
“เห็นไหมคะ... เพราะคุณรู้ใจแบบนี้แหละ เจสถึงได้ชอบคุณ”
เขาเงียบ... มีเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ ทางสายโทรศัพท์
“โอเคเจสผมต้องเข้าประชุมแล้วแค่นี้ก่อนนะ”
“โอเคค่ะปรินทร์ บายค่ะ”
ห้องผู้ป่วย VIP
กลิ่นยาผสมกับกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกลิลลี่ลอยอวลในอากาศ พยาบาลสาวเพิ่งเข็นชุดอาหารมื้อเย็นออกจากห้องผู้ป่วย ปรินทร์เดินสวนเข้ามาพอดีในเสื้อกาวน์สีขาวเรียบ แต่แววตาเหนื่อยล้าภายใต้กรอบแว่นกลับยังเฉียบคมเช่นเดิม
“เดี๋ยวก่อนครับ พยาบาล”
เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้เธอชะงักหันกลับมาทันที
“ค่ะ ท่านประธาน” เธอตอบด้วยท่าทีเคารพ
“คุณผู้หญิง... ทานมื้อเย็นได้มากไหม”
น้ำเสียงเขาแผ่วลงจนนุ่มจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นคำถามหรือความห่วงใย
“ไม่เลยค่ะ มื้อสายกับมื้อเที่ยงก็แทบไม่แตะ เห็นบอกว่ากลืนไม่ลงค่ะ”
แววตาของปรินทร์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยสั้น ๆ
“ขอบใจมาก... เดี๋ยวผมดูแลเอง”
“ค่ะ ท่านประธาน”
พยาบาลโค้งศีรษะแล้วถอยออกไปเงียบ ๆ
ประตูบานหนาเลื่อนปิดลงช้า ๆ ในห้องมีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กับร่างบางของหญิงสาวบนเตียงสีขาวสะอาด
ปรินทร์เดินเข้าใกล้ เงาของเขาทาบลงบนร่างเธอที่นอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม เส้นผมยาวสลวยแนบแก้มซีดจนใจเขาเผลอเต้นแปลก ๆ
“ทำไมถึงไม่ยอมทานอะไรเลยนะ...”
เขาเอื้อมมือไปแตะแก้มเธอเบา ๆ
“ถ้ายังดื้อแบบนี้ พี่คงต้องให้น้ำเกลือเองทุกวันแล้วล่ะ...อยู่ที่นี่สักอาทิตย์ดีไหม”
เสียงเขาแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความห่วงที่ปิดไม่มิด
หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย เปลือกตาสั่นไหว น้ำตาเริ่มเอ่อคลอจนปลายขนตาเปียกชื้น ก่อนเสียงแผ่วเบาจะเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากซีดจาง
“พี่จะมาอารมณ์ไหนอีก...”
เธอถามเสียงเสียงเรียบ
หัวใจของปรินทร์เหมือนสะดุดไปชั่ววินาที เขาไม่แน่ใจว่าควรพูดอะไรดีระหว่าง คำปลอบใจ กับ ความจริงที่ไม่อยากยอมรับ
“ก็อยากให้ริตาหายไว ๆ ...จะได้กลับบ้านกัน”
เขาตอบเสียงต่ำ แฝงความอ่อนโยนแต่ไม่แน่ใจว่าหญิงสาวจะรับรู้ได้ไหม
“หรือคะ...”
ริตาเอ่ยเบา ๆ ทั้งที่ยังไม่มองหน้าเขา น้ำเสียงเรียบแต่บาดลึกกว่าที่คิด
เธอพลิกตัวหันหลังให้เขาทันที มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่น ราวกับต้องการซ่อนบางสิ่งไว้ใต้ความเงียบและความเจ็บที่ไม่อยากให้ใครเห็น
ปรินทร์ยืนมองแผ่นหลังบอบบางนั้นอยู่เนิ่นนาน ความเงียบในห้องผู้ป่วยเหมือนกรีดลึกลงกลางอก
“อยากทานอะไร พี่จะให้คนจัดมาให้”
เสียงเขานุ่มแต่แฝงแรงอ้อนวอน
“ริตาไม่ทาน...ไม่หิวพี่ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ”
คำตอบของเธอแผ่วเบา ทว่าคมเหมือนมีดกรีดหัวใจ
“ทำไมต้องดื้อกับพี่นัก”
เขาพูดเบา ๆ แต่ความหงุดหงิดแฝงอยู่ในน้ำเสียงอย่างปิดไม่มิด
ริตายังคงนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับหรือหันกลับมา
“ริตา...” เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง เสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม
แต่หญิงสาวยังคงเงียบ ราวกับไม่ได้ยิน หรืออาจตั้งใจไม่อยากได้ยิน
“ต้องทำยังไง... ถึงจะยอมทานข้าว อย่าทรมานตัวเองแบบนี้เลย พี่ไม่โอเค”
เสียงของเขาเริ่มสั่น เธอได้ยินได้ชัด — ความอ่อนแรงในน้ำเสียงนั้น ทำให้หัวใจที่พยายามแข็งแกร่งของเธอแทบสั่นคลอน
“ไม่โอเคอะไรคะ...”
ริตาพูดทั้งที่ยังหันหลัง
“ไม่ใช่พี่เองเหรอ ที่อยากให้ริตาเจ็บ... ทุกข์... ทรมานแบบนี้”
คำพูดนั้นเหมือนแรงกระแทกใส่เขาโดยตรง ปรินทร์หลับตาแน่น สูดลมหายใจยาวเพื่อข่มทุกอารมณ์ที่ตีขึ้นในอก
“พี่รู้... ริตายังโกรธพี่”
เขาเอ่ยเสียงต่ำ
“แต่เมื่อหายดีแล้ว ค่อยคุยกันได้ไหม ค่อยเคลียร์กันดี ๆ ก็ยังไม่สาย”
ริตาค่อย ๆ หันกลับมา แววตาแดงก่ำราวกับกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป น้ำตาเอ่อคลอจนดูเหมือนหมดเรี่ยวแรง แต่ยังฝืนยิ้มบาง ๆ เหมือนจะบอกว่า “ฉันยังไหว” ทั้งที่ในใจแทบพังไปแล้ว
ทั้งสองสบตากัน — สายตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย ส่วนของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลที่ไม่รู้จะเยียวยาอย่างไร
ปรินทร์ยื่นมือออกไป จับบ่าทั้งสองข้างของเธอแน่น
“พี่ขอร้อง... ทานสักหน่อยนะ จะได้กินยา”
เธอมองเขาอย่างคนที่เคยเชื่อใจหมดหัวใจ แต่ตอนนี้เหลือเพียงเศษความรู้สึกที่กำลังร่วงหล่นทีละนิด
ริมฝีปากสั่นบางขยับ ก่อนคำสั้น ๆ หลุดออกมาเบาเสียจนแทบกลืนไปกับเสียงเครื่องวัดชีพจร
“เรา... เลิกกันเถอะ”
เสียงแผ่วเบาของเธอเหมือนคมมีดเฉือนกลางอก เขาเงียบงันไปในชั่วอึดใจ ราวกับเวลารอบตัวหยุดหมุน
“ริตาพูดอะไรนะ...”
เสียงของปรินทร์สั่น แม้พยายามควบคุมแค่ไหนก็ยังปิดความสั่นไหวในใจไม่ได้
หญิงสาวไม่ตอบ เธอเพียงหลุบตาต่ำ พยายามซ่อนความสั่นเทาในแววตาไว้ใต้ขนตาเปียกน้ำตา
เขารู้ดีว่าระหว่างเขากับเธอ... ไม่มีทางลงเอยอย่างในฝันได้อีกแล้ว
เขาคือคนที่เลือกทำให้เธอเจ็บ
เลือกทำร้าย
เลือกผลักไสให้เธอเกลียด
แต่พอได้ยินคำว่า “เราเลิกกันเถอะ” จากปากของเธอจริง ๆ
หัวใจเขากลับร่วงลงราวแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี
“ริตา...” เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง เสียงเบาจนแทบเป็นลมหายใจ
“อย่าพูดแบบอีก...”
“ทำไมจะพูดไม่ได้...”
เธอตอบเสียงสั่น ก้อนสะอื้นจุกอยู่ในลำคอ
“สิ่งที่พี่ทำ มันมากเกินกว่าคำขอโทษจะเยียวยาได้”
ปรินทร์มองเธอ ดวงตาคมที่เคยแน่วแน่ตอนนี้กลับสั่นระริก ริมฝีปากเม้มแน่นจนซีด เขาอยากเอื้อมมือไปแตะมือเธออีกครั้ง แต่ก็รู้ว่า... สิ่งนั้นจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
“เรา... เลิก... กันเถอะ”
เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังฝืนพูดให้จบจนได้
คำพูดนั้นหล่นกลางความเงียบของห้องผู้ป่วย
เสียงเครื่องวัดชีพจรยังดัง ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก
แต่หัวใจของปรินทร์กลับหยุดเต้นไปแล้วในนาทีเดียวกัน