เขาขยับตัวเข้าใกล้เธออย่างช้า ๆ สายตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มสั่นไหว ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะโน้มลงจูบเธอ—เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความโหยหาและเจ็บปวด
แต่ยังไม่ทันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น เธอกลับสะบัดหน้าหนีอย่างแรง
ฝ่ามือเรียวยาวฟาดลงบนแก้มเขาเต็มแรง
“เพี้ยะ!”
เสียงตบสะท้อนก้องไปทั่วห้องผู้ป่วยเงียบสงัด
“พี่คิดจะทำอะไร!...ทำไปเพื่ออะไร”
“กลับบ้าน ไปหาแม่…”
เธอพูดเสียงสั่น แววตาเศร้าจนคนฟังปวดใจ
เธอพูดเสียงสั่น แววตาเศร้าจนคนฟังปวดใจ
เธอพูดเสียงสั่น แววตาเศร้าจนคนฟังปวดใจ
เธอพูดเสียงสั่น แววตาเศร้าจนคนฟังปวดใจ
เธอพูดเสียงสั่น แววตาเศร้าจนคนฟังปวดใจ
“พี่... แค่อยากจูบเมียตัวเอง” เขาตอบเสียงต่ำ
“ทำไมล่ะ... พี่ไม่มีสิทธิ์แล้วหรือไง”
เธอหลับตาแน่น พยายามกลืนทุกความรู้สึกที่ไหลวนอยู่ในอก — ความรัก ความเกลียด ความผิดหวัง ทุกอย่างพันกันยุ่งจนหาทางแยกไม่ออก
“พี่ก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ...”
เสียงเธอสั่นเครือ “ว่าเรื่องระหว่างเรามันคืออะไร”
น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว
“ใช่... พี่ทำทุกอย่างให้ริตารัก พี่ก็ทำสำเร็จ—แต่พอแต่งงาน พี่กลับทิ้งริตาไว้คนเดียวในห้องหอ... ริตารอทั้งคืน รอทั้งน้ำตา... จนไม่รู้จะรอไปทำไม...ริตาขอภาวนาให้พี่มีงานผ่าตัดด่วนแล้วรีบร้อนออกไปเดี๋ยพี่ก็กลับเข้ามา แต่ผ่านไปสามวัน จน...หึ”
เสียงเธอขาดห้วง ราวกับทุกคำพูดคือมีดที่กรีดลงกลางหัวใจของตัวเอง
“แล้วตอนนี้พอเจอกัน พี่กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนริตาไม่เคยมีความหมายอะไรกับพี่เลย พี่เห็นริตาเป็นอะไร—ของเล่นเหรอคะ? ของที่พอเบื่อแล้วก็โยนทิ้ง?...งั้นหรือ”
น้ำตาไหลพราก ขณะที่เธอกำมือแน่นสั่นไปทั้งตัว
“ริตาไม่มีค่าขนาดนั้นเลยหรือไง พี่ปรินทร์... ริตาไม่มีสิทธิ์จะโกรธ จะเสียใจ หรือจะเจ็บปวดเลยหรือ? หรือริตาไม่มีหัวใจเหมือนคนอื่นเขา!”
“ริตา...” เสียงของเขาแผ่วเบาแทบไม่เป็นเสียง
“พี่ขอโทษ... พี่ผิดไปแล้ว”
“ริตาไม่อยากได้ยินคำขอโทษอีก!”
เธอตะโกนทั้งน้ำตา
“ริตาแค่อยากรู้—ว่าพี่ทำไปทำไม ทำไมต้องทำร้ายกันแบบนั้น!”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดช้า ๆ
“เพราะริตาไม่ใช่พี่... "
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ ผ่อนออก หลับตา ตั้งสติให้มั่น หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยินชัด
"ริตาไม่มีวันเข้าใจ”
“จะให้เข้าใจอะไร ก็พูดมาเลยสิ!”
เธอตะโกนกลับ เสียงเธอแตกพร่า ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มจากการกลั้นอารมณ์ไม่อยู่
เวลานั้น ห้องทั้งห้องเหมือนแคบลงทุกขณะ ลมหายใจของทั้งคู่ปะทะกันในอากาศขมขื่น ไม่มีใครกล้าขยับ ต่างสบตากันด้วยอารมณ์ที่ปะปนระหว่างความโกรธ ความเสียใจ…
“ถ้าริตายังคุมสติตัวเองไม่ได้… พี่จะออกไปจากที่นี่”
เขาพูดเสียงต่ำแต่หนักแน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทำอะไรไม่ได้
เขาอยากตะโกนใส่เธอกลับถึงความแค้นที่เคยก่อตัว แต่ตอนนี้... เธออ่อนแอเกินกว่าจะรับรู้
“ไปเลย! แล้วไม่ต้องกลับมาอีก… ไป! อยากไปไหนก็เชิญ!”
ริตาตวาดเสียงใส่เขา หัวใจเธอร้อนรนเกินทน
“ริตา...”
เขาเรียกชื่อเธอเสียงเข้มจนเธอสะดุ้ง มือเรียวสั่น แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและความเสียใจ
เธอลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว จนเขาจับไว้ไม่ทัน
สายน้ำเกลือถูกเธอกระชากออกด้วยมือเล็ก ๆ และเลือดหยดลงพื้นเต็มไปหมด
“หยุด! จะไปไหน!” เขาเรียกเสียงตึง
“ถ้าพี่ไม่ไป ริตาจะไปเอง!”
เธอตอบทั้งน้ำตา
“ต่อจากนี้ เรื่องของเราจะเป็นยังไง ริตาไม่แคร์แล้ว! พอกันที”
ปรินทร์ก้าวเข้าหา กุมมือเธอไว้แน่น กดให้เลือดหยุดไหล ก่อนจะโอบเธอเข้ามาในอ้อมแขน
“ปล่อยให้ริตาเป็นอิสระ… อย่ามายุ่งกับริตา… ปล่อย”
เธอตะโกน ดิ้นสุดแรง
เสียงอาละวาดของริตาดังไปถึงข้างนอก พยาบาลพิเศษกำลังจะวิ่งเข้ามา แต่บอดี้การ์ดที่หน้าห้องยืนขวางไว้แน่น
“ไม่มีคำสั่งจากคุณปรินทร์ ห้ามใครเข้าทั้งนั้น”
พยาบาลจำต้องถอยออกไป
ริตายังคงดิ้นอยู่ในอ้อมแขนของเขาที่รัดแน่น
เลือดที่หยดลงพื้นทำให้เธอตกใจตัวสั่น แต่เขาก็ไม่ปล่อยมือ
“ริตา… หยุดเถอะ”
เขากระซิบข้างหูเธอ เสียงสั่นเครือจากความเจ็บปวดภายใน
ริตาค่อย ๆ หลับตาลง ล้มตัวลงพับไปกับพื้นทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของเขา
“ริตา… ไหวไหม”
เสียงทุ้มของปรินทร์สั่นเครือ เขาอุ้มร่างบางขึ้นวางบนเตียงอย่างเบามือ ก่อนเรียกพยาบาลให้เข้ามาช่วยเปลี่ยนชุดและทำความสะอาดคราบเลือดที่เปื้อนพื้นจนหมดจด
“ช่วยไปซื้อสตรอว์เบอร์รี่กับข้าวต้มกุ้งไว้ให้คุณหญิงด้วยนะ พอเธอตื่นขึ้นมาจะได้ทานอะไรอุ่น ๆ และผลไม้ท่เธอชอบ”
“ค่ะ ท่านประธาน แล้วท่านประธานจะรับอะไรไหมคะ มื้อเย็นยังไม่ได้ทานเลย”
“แค่น้ำเต้าหู้แก้วเดียวก็พอ ขอบใจมาก”
พยาบาลพยักหน้ารับ ก่อนกล่าวต่อเบา ๆ
“เดี๋ยวให้พนักงานมาจัดที่นอนให้ท่านประธานนะคะ”
"ขอบใจมาก"
เวลาผ่านไปกว่าชั่วโมง...
ริตาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงไฟอ่อน ๆ ในห้องทำให้เห็นร่างสูงของปรินทร์ที่นั่งฟุบอยู่ข้างเตียง มือใหญ่ยังจับข้อมือเธอไว้หลวม ๆ เหมือนกลัวว่าจะหายไปอีก
เธอพยายามจะลุกขึ้น แต่เขารู้สึกตัวทันที
“จะไปไหน” น้ำเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบา แต่แฝงแรงห้ามปราม
“กลับบ้าน ไปหาแม่…”
เธอพูดเสียงสั่น แววตาเศร้าจนคนฟังปวดใจ
“ริตา…”
เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเวทนา ความขมขื่นในใจยังไม่จาง—เขายังแค้นพ่อของเธอ ยังไม่อาจลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ต่อหน้าเธอ... เขาทำได้เพียงฝืนกลืนความรู้สึกนั้นลงไป เพราะหญิงสาวตรงหน้าคือคนที่เขายังรักหมดหัวใจ
“ขอกลับบ้านได้ไหมคะ อยากไปอยู่กับแม่… ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
คำขอของเธอสั่นไหวราวกับเด็กหลงทาง เขาไม่ตอบ เพียงโอบเธอเข้ามากอดแน่น เธอไม่ดิ้น ไม่โวยวาย ดวงตาเหม่อลอย แทบไม่มีสติ
มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาและน้ำตาที่ไหลซึมลงบนอกเขา เธอร้องไห้อย่างเงียบงัน ส่วนเขาก็ได้แต่หลับตา ปล่อยให้ความรู้สึกสับสนถาโถมอยู่ในใจ ทั้งความรัก ความเจ็บ และความกลัวที่จะสูญเสียเธอไปจริง