“ไว้ริตาแข็งแรงดีแล้ว พี่จะพากลับบ้านนะ”
เสียงของเขานุ่มลงอย่างตั้งใจ
“แต่ตอนนี้...ริตาเชื่อพี่ก่อน ทานข้าว ทานยา มีข้าวต้มกุ้ง แล้วก็
สตรอเบอร์รี่ของโปรดริตาด้วยนะ ทานสักหน่อยก่อนนะครับ”
เขาพูดพร้อมยกชามข้าวต้มขึ้นมาอย่างเบามือ เตรียมจะตักป้อนให้เธอ
แต่ริตารีบยกมือห้ามไว้
“เดี๋ยว...ริตาทานเองค่ะ”
“มือติดสายน้ำเกลือแถมบวมช้ำขนาดนั้น อีกมือก็ไม่ถนัด จะทานยังไง พี่ป้อนให้ดีกว่านะ”
“แต่...”
เขาขัดขึ้นทันที น้ำเสียงเข้มขึ้นนิด
“อ้าปาก พี่ป้อนเอง ถ้าดื้ออีก...พี่จะใช้วิธีของพี่นะ”
ริตาเงียบไปครู่ ก่อนสบตาเขาอย่างท้าทาย
“ก็ลองดูสิคะ”
เขาถอนหายใจเฮือกเบา ๆ
“โอเค...พี่ไม่ทะเลาะด้วยก็ได้ ไว้หายดีแล้วค่อยว่ากัน”
สุดท้ายเธอยอมอ้าปาก ทานข้าวต้มกุ้งทีละคำ ทีละคำ เงียบ ๆ ประมาณสี่ถึงห้าคำ
“ริตาอิ่มแล้วค่ะ”
“ทานน้อยไปนะ อีกสักสามคำได้ไหม”
“ไม่ค่ะ ขอเป็นสตรอเบอร์รี่แทนก็แล้วกัน”
เขาหลุดยิ้มบาง ๆ ออกมา
“ได้ ๆ แค่ริตายอมทานก็ดีแล้ว”
รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าเขาแทบกลบความขมขื่นที่ยังหลงเหลืออยู่ ขณะเดียวกัน ริตาเองก็รู้สึกถึงความอ่อนโยนและความใส่ใจจากเขา
แต่ในส่วนลึกของใจ เธอยังจำได้ดีในสิ่งที่เขาเคยทำไว้ ความเจ็บนั้นยังไม่เลือนหาย
ตอนนี้สิ่งเดียวที่เธอคิดได้ คือ ต้องอดทน ต้องแข็งแรงขึ้นให้ไวที่สุด...เพื่อจะไม่ต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไป
ริตาทานสตรอเบอร์รี่ไปห้าถึงหกลูก ก่อนโบกมือเบา ๆ
“พอแล้วค่ะ อิ่มแล้ว”
เธอสบตาเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง
“จะไปไหนครับ?”
“ริตาจะไปเข้าห้องน้ำค่ะ”
เขารีบลุกตาม
“อยากไปไหน บอกพี่สิ พี่จะพาไปเอง”
ริตาค้อนใส่เขาเล็กน้อย
“ริตาเดินเองได้ค่ะ ไม่ต้องห่วง”
เธอเดินนำหน้าไปอย่างช้า ๆ ส่วนเขาก็ลากขาเหล็กที่แขวนสายน้ำเกลือตามไปไม่ห่าง
“เชิญครับ” เขาเอ่ยพลางเปิดประตูให้
ริตาไม่ตอบอะไร เพียงเดินเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ปล่อยให้ประตูปิดช้า ๆ ทิ้งเสียงเงียบไว้ด้านนอก
ในห้องน้ำ เธอเงยหน้ามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก เสียงพึมพำแผ่วเบาแทบกลืนไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ
“อย่าไปหลงเขานะริตา... เขาแค่แกล้งทำดีเท่านั้นแหละ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
“ริตา... โอเคไหมครับ เห็นเข้าไปนาน พี่เป็นห่วง”
“โอเคค่ะ ริตาทำธุระนิดหน่อย พี่ไปรอที่โซฟาได้เลย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ได้ครับ”
จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งที่โซฟา รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มที่มีทั้งความโล่งใจ
เมื่อริตาเดินออกจากห้องน้ำมา เธอเห็นเขานอนหลับอยู่บนโซฟา
แสงจากโคมไฟข้างเตียงส่องกระทบใบหน้าเขาอย่างนุ่มนวล ทำให้เห็นความเหนื่อยล้าชัดเจนในรอยใต้ตา
ริตาหยุดยืนมองอยู่นาน ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
“พี่เองก็ทำงานหนักเหมือนกัน... ไม่เห็นต้องลำบากมาเฝ้าริตาเลย”
เสียงของเธอแผ่วราวกลัวจะปลุกเขาขึ้นมา เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด มองเขาที่หลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ ชุดคนทำงานยังไม่เปลี่ยน ผมปรกหน้าผากนิด ๆ
ริตาหยิบผ้าห่มผืนบางจากปลายเตียง มาคลุมให้เขาอย่างเบามือ
สายตาเธอหยุดอยู่ตรงใบหน้าเขาอีกครั้ง ก่อนจะหลบตาเหมือนกลัวใจตัวเอง
บนโต๊ะข้างโซฟา แก้วน้ำเต้าหู้ที่เขาเตรียมไว้ยังวางอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ถูกแตะเลย
ริตาเม้มริมฝีปาก พลางพึมพำในใจ
“มัวแต่มาดูแลริตา แต่ตัวเองก็ยังไม่ได้ทานอะไรเหมือนกัน”
ทันใดนั้น
“ครืด...ครืด...”
เสียงโทรศัพท์ของริตาดังขึ้น ทำให้เขาสะดุ้งตื่นทันที
“ขอโทษนะ พี่เผลอหลับไป ไม่ได้ไปรับริตาที่ห้องน้ำ แย่จังเลย”
ริตารีบส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะ ริตาต่างหากที่ต้องขอโทษ โทรศัพท์ริตาดังเสียงดังไปหน่อยทำให้พี่ตื่น.... เอ่อ...”
“หึ...” เขาหรี่ตามองเธออย่างสงสัย “จะพูดอะไรอีกไหม?”
ริตารีบหลบสายตา
“พี่ทานน้ำเต้าหู้ก่อนสิคะ เหมือนมันจะเย็นหมดแล้ว”
“ห่วงพี่เหรอ?”
เขาถามเสียงเรียบ แต่แววตากลับแฝงแววแซว
ริตาเม้มปากแน่น จะห่วงทำไม... ที่คืนเข้าหอนั่นพี่ยังทิ้งริตาไว้คนเดียวเลย
เธอคิดในใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไม่พูดอะไรต่อ
แต่เขากลับยิ้ม มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น ริตากดรับสาย “มาร์ตินเหรอ?” น้ำเสียงเธออ่อนลงทันที
เมื่อเขาได้ยินชื่อปลายสาย รอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็หายไปในพริบตา
“ริตาเป็นยังไงบ้าง?”
เสียงมาร์ตินดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
“วิวบอกว่าริตาล้มป่วยผมเลยโทรมาเยี่ยมคุณ”
“ดีขึ้นแล้วจ้ะ อีกวันสองวันก็น่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“ดีเลย หายไว ๆ นะ แล้วเรื่องที่เราคุยกันไว้... บริษัทผมจะเปิดรับพนักงานใหม่ ริตายังสนใจอยู่ไหม?”
“สนใจสิ ไว้ริตาหายดีจะไปสมัครงานบริษัทมาร์ตินเลย มาร์ตินรอได้ไหม?”
"ได้สิ" มาร์ตินตอบ
ปรินทร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พึมพำเสียงเข้ม
“บริษัทสามีก็มีอยู่แท้ ๆ ยังอยากไปทำงานที่อื่นอีก...”
ริตาเหลือบตาไปมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเมินกลับไปคุยต่ออย่างไม่สนใจ
ปรินทร์รู้สึกหน้าเริ่มร้อนผ่าว ไม่รู้เพราะอากาศ หรือเพราะความหึงที่แล่นพล่านอยู่ในอก
“แล้วเย็นนี้ริตาทานข้าวกับอะไร แล้วได้เยอะไหม?”
มาร์ตินถามต่อด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ข้าวต้มกุ้ง ทานได้สี่ห้าคำ แล้วก็สตรอเบอร์รี่นิดหน่อย”
เธอตอบเรียบ ๆ
“รายงานสะละเอียดเชียวนะ...”
เขาพึมพำเบา ๆ
“แค่เพื่อนอะไรจะวุ่นวายขนาดนั้น”
ริตาหันมามองเขาอีกครั้ง แววตาไม่พูดแต่ชัดเจนว่า บ่นอะไรของเขา
“ต่อไปทานเยอะ ๆ นะ จะได้หายไว ๆ ผมห่วงริตานะ”
มาร์ตินพูดอย่างจริงใจ
“ขอบคุณนะมาร์ติน ริตาจะพยายามกินให้เยอะขึ้น จะได้หายไว ๆ”
เขาหัวเราะหึในลำคอ
“เมื่อกี้แทบไม่แตะข้าว ตอนนี้บอกจะกินเยอะขึ้นเชียว...”
ริตาไม่ได้ตอบอะไร แค่ยกโทรศัพท์แนบหูฟังเสียงปลายสายต่อไป
“งั้นริตาพักผ่อนนะ ผมไม่กวนแล้ว ฝันดีครับ”
“ฝันดีค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะกดวางสาย
ปรินทร์มองเธอนิ่งอยู่อย่างนั้น แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับเย็นลงช้า ๆ
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นในที่สุด —
“มีสามีนั่งอยู่ตรงนี้... ยังจะบอกฝันดีกับผู้ชายคนอื่นอีกเหรอ”
ริตาชะงักไปเพียงครู่ ก่อนหันกลับมาสบตาเขา สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววตัดพ้อ
“สามีที่ทิ้งเจ้าสาวในวันเข้าหอ จำเป็นต้องแคร์ด้วยเหรอ?”
คำตอบนั้นแทงเข้าไปตรงกลางใจเขาอย่างจัง เงียบงันชั่วขณะ
เธอเบือนหน้าหนี ก้าวช้า ๆ กลับขึ้นเตียงผู้ป่วย ก่อนเอนตัวลงนอนอย่างไม่สนใจเขาอีกต่อไป
ผ้าห่มถูกดึงขึ้นคลุมถึงอก แต่สายตาเธอยังลืมมองเพดานนิ่ง ทั้งที่หัวใจข้างในกลับสั่นระรัวไม่ต่างจากเขา
ปรินทร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียง
สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของคนที่หลับตาแกล้งเฉยใส่
อยากพูดอะไรสักคำ... แต่คำทุกคำเหมือนติดอยู่ตรงอก
สุดท้าย เขาทำได้แค่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วทรุดนั่งลงบนโซฟา
“อดทนไว้ปริ้นไปไว้อาการดีขึ้นเมื่อไหร่คิดบัญชีทีเดียว”