แสงแดดยามเช้าสาดผ่านม่านลูกไม้บาง ๆ เข้ามาในห้องอาหาร
กลิ่นข้าวสวยร้อน ๆ และกับข้าวฝีมือแม่บ้านลอยอวลอยู่ในอากาศ
ริตาค่อย ๆ เดินลงมาจากบันไดด้วยสีหน้าซีดเซียว แม้พยายามฝืนให้ดูปกติ แต่แววตายังอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
“ริตา มา ๆ ลูก มาทานมือเช้ากันสิ”
อิงอรเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนหันไปบอกลูกชายคนเล็ก
“ปุณณ์ ตักข้าวให้พี่สะใภ้เร็วสิลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ ไม่เป็นไรจ้ะปุณณ์ ทานเลย เดี๋ยวพี่จัดการเอง”
ริตายิ้มบาง ๆ พลางเดินมานั่งตรงเก้าอี้ว่างข้างแม่สามี
อิงอรพยักหน้ายิ้ม ก่อนถามขึ้น
“แล้วพี่ปรินทร์ล่ะลูก ตื่นหรือยัง”
“ตื่นแล้วค่ะ พี่เขากำลังอาบน้ำอยู่”
ริตาตอบพร้อมหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม เสียงน้ำแข็งในแก้วกระทบกันเบา ๆ
บรรยากาศเงียบสงบ ริตามองไปรอบโต๊ะ แสงแดดที่ลอดผ่านเข้ามาเริ่มพร่ามัวในสายตาเธอ
โลกทั้งใบเหมือนหมุนช้า ๆ รอบตัว เธอพยายามก้าวเท้าไปเติมน้ำในเหยือก แต่ยังไม่ทันถึง—
“เพล้ง!”
เสียงแก้วหล่นแตกกระจายดังสนั่นไปทั่วห้อง
อิงอรสะดุ้งสุดตัว “ริตา!”
ในจังหวะเดียวกัน ปรินทร์ที่เพิ่งเดินลงมาจากบันไดเห็นเหตุการณ์พอดี เขารีบพุ่งเข้าไปรับร่างของเธอที่ล้มฟุบลงกับพื้นก่อนหัวจะกระแทก
“ริตา!” เขาตะโกนลั่น เสียงเต็มไปด้วยความตกใจและห่วงใย
อิงอรรีบลุกจากโต๊ะ น้ำเสียงสั่น
“ปรินทร์ ช่วยน้องเร็วลูก ทำไมจู่ ๆ น้องถึงสลบไปแบบนั้น”
ปรินทร์อุ้มร่างเธอขึ้นแนบอก ไปวางบนโซฟา เขาตรวจชีพจรอย่างเร็ว
“ริตาน่าจะพักผ่อนน้อยเกินไปครับแม่ ทั้งความเครียด ทั้งความเหนื่อยล้า... ร่างกายเลยรับไม่ไหว”
เขาเงยหน้าขึ้นมองแม่ สีหน้าแน่วแน่
“ผมจะพาไปโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือดีกว่าครับ”
“ไปสิลูก ไปเลย”
อิงอรพูดทั้งน้ำตาคลอ
“สามีเป็นหมอแท้ ๆ แต่ปล่อยให้ภรรยาเหนื่อยจนสลบแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะ ต่อไปต้องดูแลน้องให้มากกว่านี้ เข้าใจไหมปรินทร์”
ปรินทร์ไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้ารับก่อนรีบอุ้มริตาออกจากบ้าน
เสียงประตูรถปิดเบา ๆ ขณะที่คนขับรถสตาร์ตเครื่องเตรียมออกไป
อิงอรยืนมองตามด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ
เธอพึมพำกับลูกชายอีกคน
“แม่เป็นห่วงพี่ริตาจังเลยปุณณ์...”
ปุณณ์ยิ้มบาง ๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับแม่ พี่ปรินทร์เป็นหมอ ถ้าพี่บอกว่าไม่เป็นอะไรก็คงไม่เป็นอะไรหรอก”
แล้วรีบพูดกลบความตึงเครียด
“มาเถอะครับแม่ ทานข้าวก่อน เดี๋ยวรอฟังข่าวจากพี่ปรินทร์อีกที”
อิงอรพยักหน้าอย่างจำใจ
“ก็ได้ลูก... มากินข้าวกันเถอะ”
บรรยากาศอบอุ่นของโต๊ะอาหารที่เคยมีเสียงหัวเราะ
กลับเงียบงัน เหลือเพียงเสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ
และความกังวลที่ยังลอยอวลอยู่ทั่วบ้าน...
โรงพยาบาล
ห้องพักผู้ป่วยVIP ในห้องสว่างด้วยแสงสีขาวนวล
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะเบา ๆ
ริตานอนนิ่งอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งมีสายน้ำเกลือหยดช้า ๆ ลงสู่เส้นเลือด
ปรินทร์นั่งอยู่ข้างเตียง สายตาไม่ละไปจากใบหน้าของเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เขามองใบหน้าซีดเซียวของริตา แววตาเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้เจ้าตัวเองก็อธิบายไม่ได้
ไม่นานนัก เปลือกตาของริตาค่อย ๆ ขยับ
เธอลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง สายตาพร่ามัวจนมองไม่ชัดในตอนแรก
แต่เมื่อภาพเริ่มชัดเจน... สิ่งแรกที่เธอเห็นคือใบหน้าของเขา
“พี่ปรินทร์...”
เสียงเธอเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
“อย่าพึ่งพูด...”
เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นเบา ๆ แต่ชัดเจนพอให้หัวใจเธอสั่นสะเทือน
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาจนริตาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ริตาเพิ่งฟื้น... พักก่อนนะ เดี๋ยวจะหน้ามืดเป็นลมไปอีก”
เขาก้มหน้ามองหญิงสาวที่นอนซบหมอน ใบหน้าซีดเซียวของเธอทำให้ใจเขาเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก
ริตากะพริบตาถี่ ๆ พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เธอมองเขาอยู่นาน ก่อนจะพูดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ
“ขอโทษค่ะ... ที่ทำให้พี่ต้องลำบากอีกแล้ว”
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วตอบเรียบ ๆ
“ก็ไม่เท่าไหร่... เดี๋ยวพี่ไปทำงานก่อน มีอะไรก็เรียกพยาบาลนะ”
เธอพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แต่ภายในกลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น
เขายังพูดด้วยน้ำเสียงเดิม สุภาพแต่ห่างเหิน ไม่ใช่แบบที่สามีควรพูดกับภรรยาที่พึ่งแต่งงานใหม่เลยแม้แต่น้อย
“เธอจะคาดหวังอะไรกับเขาอีกล่ะริตา...
เธอเองไม่ใช่หรือที่ยอมทุกอย่าง เพราะรักเขาหมดหัวใจ
แล้วดูตอนนี้สิ... แม้แต่จะมองหน้าเธอ เขายังไม่อยากทำเลย”
เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตารื้นจนต้องหันหน้าหนีข้างหมอน
เขาเห็น... เห็นชัดทุกหยดน้ำตาที่ไหลลงข้างแก้ม แต่กลับเลือกที่จะทำเหมือนไม่เห็น
ประตูห้องพักผู้ป่วยปิดลงอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวใจของหญิงสาวที่เต้นแผ่วเบาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
ไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
“ครืด ครืด...”
บนหน้าจอขึ้นชื่อ ‘แม่อิงอร’
ริตารีบปาดน้ำตาแล้วกดรับสาย
“ฮัลโหล... ค่ะแม่”
เสียงเธอสั่นเล็กน้อยแต่พยายามทำให้ปกติที่สุด
“ริตาเป็นยังไงบ้างลูก หมอว่าอะไรหรือเปล่า แม่ใจไม่ดีเลย”
“หนูอ่อนเพลียค่ะ พักผ่อนน้อยไปหน่อย ได้ให้น้ำเกลือแล้วดีขึ้นเยอะเลยค่ะ แม่อย่าห่วงนะคะ”
“ค่อยยังชั่ว... แม่ใจหายหมด แล้วพี่ปรินทร์ไปไหน แม่โทรหาหลายครั้งไม่ยอมรับสาย”
“พี่ปรินทร์ขึ้นไปทำงานค่ะ”
ริตาตอบพลางยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจปวดหนึบ
“ตายจริง... ปล่อยหนูไว้คนเดียวแบบนี้ได้ยังไงกัน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ มีพยาบาลดูแลอยู่ตลอด ริตาไม่เป็นอะไรจริง ๆ”
“เฮ้อ... หนูนี่ปกป้องสามีตลอดเลยนะ รู้ไหมปรินทร์โชคดีแค่ไหนที่ได้หนูมาเป็นภรรยา”
ริตานิ่งไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกจุกแน่นขึ้นมาในอก น้ำเสียงแผ่วสั่นของเธอหลุดออกมาช้า ๆ
“บางที... เขาอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับริตาก็ได้ค่ะ แม่”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงอิงอรจะตอบกลับมาอย่างอ่อนโยน
“อย่าเพิ่งพูดแบบนั้นเลยลูก พี่ปรินทร์อาจแสดงออกไม่เก่ง แต่ในใจเขารักและห่วงหนูมากนะ...”
ริตายิ้มจาง ๆ ทั้งน้ำตา
“แม่ว่าเดี๋ยวแม่ไปเยี่ยมหนูดีกว่า หนูจะได้มีเพื่อนไม่เหงาดีไหมลูก”
“แม่ค่ะแม่ก็สุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หนูอยากให้แม่พักนะคะ แม่ไม่ต้องห่วงหนูนะ ถ้าแม่ฝืนมาแล้วแม่ป่วยหนูจะเสียใจมากนะคะ”
“โธ่ริตา หนูนี่น่ารักจริง ๆ งั้นพักผ่อนนะลูก”
“ขอบคุณค่ะแม่ สวัสดีค่ะ”
เธอวางสายลงช้า ๆ มองเพดานสีขาวพร่า น้ำตาไหลซึมลงบนหมอนอีกครั้ง
หัวใจของเธอเจ็บปวด แต่ก็ยังเต้นเพื่อใครบางคนที่อาจไม่เคยรู้เลยว่ามันรักเขามากแค่ไหน...
“ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ริตาจะจบทุกอย่างก่อนที่เรื่องของเราจะถลำลึกไปมากกว่านี้”
ริตากลืนก้อนสะอื้นลงคอก่อนหลับตาลงช้า ๆ