เด็กเส้น

1561 Words
แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบผิวกระจกตึกสูงระฟ้า ท้องฟ้าโปร่งใสรับวันใหม่ที่สดใส แต่สำหรับน้ำริน แล้ว เช้าวันนี้กลับเริ่มต้นด้วยความรีบเร่งและความกังวลเล็กน้อย ร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกระโปรงทรงดินสอสีดำเข้ารูปดูเป็นมืออาชีพ ผมยาวสลวยถูกรวบเก็บเรียบร้อยเป็นหางม้าเผยให้เห็นลำคอระหง เธอยืนรอเรียกแท็กซี่อยู่ที่หน้าคอนโดมิเนียมตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประท้วงเรื่องมาสายหรือโดนท่านประธานจอมโหดหาเรื่องหักเงินเดือนอีก ผ่านไปสิบกว่านาที รถแท็กซี่คันแล้วคันเล่าต่างก็วิ่งผ่านไปโดยมีป้ายแดงหน้ารถระบุว่าไม่ว่าง หรือไม่ก็ขับเลยผ่านเธอไปอย่างไร้เยื่อใย น้ำรินเริ่มหน้ามุ่ยลงทีละนิด ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูด้วยความร้อนรน ในจังหวะที่เธอกำลังจะถอดใจควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเรียกบริการรถรับส่งราคาแพง รถยนต์ซีดานหรูสีดำสนิทคุ้นตาก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกมาจากลานจอดรถใต้คอนโด แล้วเบรกจอดเทียบท่าตรงหน้าเธอพอดีอย่างนิ่มนวล กระจกฝั่งข้างคนขับถูกเลื่อนลงช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่สวมแว่นกันแดดพรางสายตาของอคินน์ ชายหนุ่มปรายตามองหญิงสาวในชุดทำงานที่ยืนทำหน้ากลุ้มอยู่ริมฟุตบาทแวบหนึ่ง ก่อนจะถอดแว่นออกแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ยืนทำหน้าเป็นกระต่ายตื่นตูมอะไรอยู่ตรงนั้นล่ะ ขึ้นรถสิ อยากจะเดินไปทำงานหรือไง?" น้ำรินกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความคาดไม่ถึง "เอ่อ... น้ำไม่รบกวนท่านประธานดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันรอแท็กซี่เอา.." "ขึ้นรถ " อคินน์สวนกลับเสียงเข้มขึ้นทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ ดวงตากลมโตคมกริบมองค้อนเธอเล็กน้อย "อย่าลีลาได้ไหมคุณเลขาฯ ถ้าคุณไปสาย คนแรกที่จะโดนเฉ่งก็คือผม เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ผมต้องหงุดหงิดตั้งแต่เช้า รีบขึ้นมา" น้ำรินเม้มปากแน่นอย่างหมั่นไส้ความเผด็จการของเขา แต่เมื่อมองเวลาในนาฬิกาแล้วก็จำใจต้องยอมเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่เบาะข้างคนขับแต่โดยดี ตลอดเส้นทางมุ่งหน้าสู่บริษัท บรรยากาศภายในรถคันหรูตกอยู่ในความเงียบงัน อคินน์ตั้งใจขับรถด้วยความนิ่งขรึมตามสไตล์ ขณะที่น้ำรินก็นั่งกอดกระเป๋าตัวเองแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากชวนคุย กลัวว่าท่านประธานโหมดน้ำแข็งข้าง ๆ จะระเบิดอารมณ์ใส่แต่เช้า กระทั่งรถซีดานหรูแล่นเข้ามาจอดสนิทที่ลานจอดรถพิเศษชั้นใต้ดินสำหรับผู้บริหารของบริษัท อคินน์ดับเครื่องยนต์และก้าวลงจากรถก่อนตามระเบียบ ส่วนน้ำรินรีบเปิดประตูลงตามมาติด ๆ ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันเข้ามาในตัวตึกระฟ้าผ่านทางลิฟต์ส่วนของผู้บริหารพุ่งตรงขึ้นสู่ชั้นบนสุด ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกและทั้งคู่ก้าวเดินออกมายังโซนพื้นที่ทำงานด้านหน้าห้องท่านประธาน บรรยากาศรอบตัวก็พลันเงียบกริบลงทันที พนักงานแผนกเลขาฯ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น ๆ ที่กำลังเดินวุ่นวายถือแฟ้มเอกสารต่างพากันหยุดชะงักฝีเท้าลงพร้อมเพรียงกัน ดวงตานับสิบ คู่จับจ้องมองมาที่ท่านประธานหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเยชาชาและไม่เคยยอมให้ผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้เป็นพิเศษกับ เลขาฯ ป้ายแดงคนใหม่ที่เดินตามหลังมาติด ๆ เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่เบา ๆ ลอยเข้าหูน้ำรินทันที ซุบซิบๆ (เฮ้ยแก... นั่นเด็กใหม่คนนั้นไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาพร้อมกับท่านประธานได้ล่ะ? ) (หรือว่าจะเป็นเด็กเส้นอย่างที่เขาลือกันจริง ๆ...) (ไม่อยากจะเชื่อเลย ปกติคุณอคินน์ไม่เคยยอมให้ใครติดรถมาด้วยเลยนะ) น้ำรินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสปอตไลท์นับร้อยดวง ใบหน้าหวานเริ่มขึ้นสีแดงก่ำด้วยความประหม่าและอับอายกับสายตาสอดรู้สอดเห็นของเพื่อนร่วมงาน ขณะที่อคินน์ยังคงตีสีหน้านิ่งสนิท เย็นชา และไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ใด ๆ ชายหนุ่มปรายสายตาดุจเหยี่ยวชำเลืองมองพนักงานรอบ ๆ ปราดเดียว ทุกคนต่างก็รีบก้มหน้าก้มตาแยกย้ายกลับไปทำงานของตัวเองอย่างรวดเร็วราวกับนัดกันไว้ อคินน์หันกลับมามองหญิงสาวที่ยืนหน้าเจื่อนอยู่ด้านหลังเล็กน้อย มุมปากหยักกระตุกยิ้มขึ้นนิด ๆ อย่างนึกสนุก ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบคำสั่งเฉียบขาดทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานตัวเองไป "ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะคุณเลขาฯรีบเข้ามาเคลียร์ตารางงานบนโต๊ะคุณได้แล้ว ถ้าไม่อยากโดนงานกองโตทับตายคาออฟฟิศเหมือนเมื่อวาน" ข่าวลือเรื่องเลขาฯ เส้นสายแพร่สะพัดราวกับไฟลามทุ่งภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงหลังจากที่น้ำรินก้าวลงจากรถของท่านประธานหนุ่ม ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของพนักงานหลายคนที่จับกลุ่มกันหน้าห้องน้ำและห้องพักผ่อนพนักงาน "แกว่าไหม ยัยเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่เลขาฯ หน้าตาเฉยคนนั้นน่ะ แท้จริงแล้วเป็นเด็กเส้นของคุณพ่อท่านประธานหรอก ถึงได้เข้ามาทำางานสบาย ๆ แถมยังนั่งรถหรูมาด้วยกันตั้งแต่เช้าเลยนะ ) (จริงเหรอ โห...แบบนี้พวกเราที่สอบเข้ามาอย่างยากลำบากก็แย่สิ) กลุมคนที่ยืนฟาดเสียงฝีปากกันดังเซ็งแซ่ด้วยความอิจฉาริษยาและไม่พอใจ โดยไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า ในจังหวะที่กลุ่มพนักงานกำลังยืนนินทากันอย่างออกรสออกชาติอยู่นั้นคุณคชาพ่อของอคินน์ ซึ่งวันนี้ตั้งใจแวะมาตรวจงานที่บริษัทกระทันหันและกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยบริเวณชั้นบริหารพอดี ได้ยินคำพูดเหล่านั้นเข้าเต็มสองหู ใบหน้าของท่านประธานอาวุโสที่เคยใจดีพลเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงและถมึงทึงขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบฉายแววโกรธเกรี้ยวอย่างปิดไม่มิด เนื่องจากเขารู้ดีว่า นำริน เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของนนท์ เพื่อนรักเพื่อนตายที่เขานับถือยิ่งกว่าอะไร การที่พนักงานในบริษัทบังอาจเอาลูกสาวเพื่อนรักมานินทาด่าทอด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ เท่ากับเป็นการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ "พวกคุณกำลังพูดถึงใครกันอยู่ " เสียงทรงอำนาจตะคราดก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ ทำเอาพนักงานกลุ่มนั้นสะดุ้งสุดตัว หน้าถอดสีซีดเผือดเมื่อหันมาเห็นว่าเป็นคุณคชามายืนจ้องเขม็งอยู่ด้านหลัง "คุณ... คุณคชา" พนักงานคนหนึ่งอุทานเสียงสั่นเครือด้วยความตกใจ "อยากโดนไล่ออกจากบริษัทนักใช่ไหม ถึงได้มานั่งจับกลุ่มนินทาเจ้านายและเพื่อนร่วมงานอย่างไร้มารยาทแบบนี้" คุณคชาตวาดลั่นด้วยความโมโหจัด จนพนักงานทั้งหมดรีบก้มหน้าก้มตากราบกรานขอโทษแทบไม่ทัน "ไปเรียกผู้จัดการฝ่ายบุคคลมาพบฉันเดี๋ยวนี้ส่วนพวกเธอเตรียมตัวรับโทษทัณฑ์ฐานสร้างความแตกแยกในองค์กรได้เลย" เรื่องราวบานปลายใหญ่โตอย่างรวดเร็วจนร้อนไปถึงห้องทำงานส่วนตัวของท่านประธานหนุ่ม ปึง .. ประตูห้องทำงานของอคินน์ถูกผลักเปิดออกเสียงดังสนั่น พร้อมกับร่างของคุณคชาที่เดินหน้าถมึงทึงเข้ามาด้วยอารมณ์คุกรุ่น ทำเอาอคินน์ที่กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ต้องผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ "แกปล่อยให้คนในบริษัทนินทาด่าทอน้ำริน ลูกสาวเพื่อนพ่อได้อย่างไรหะไอ้อคินน์" คุณคชาเปิดฉากสาดคำด่าใส่ลูกชายทันทีด้วยความโมโห "แกเป็นถึงประธานบริษัท ปล่อยให้ข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ หลุดลอดออกมาทำลายชื่อเสียงคนอื่นได้ยังไง ถ้าน้ำรินเขาเสียหายจนอยากลาออก แกรับผิดชอบไหวไหม" อคินน์โดนพ่อดียืดยาวจนหน้าชา แม้ในใจเขาจะไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนั้น แต่ความดุและอำนาจเด็ดขาดของผู้เป็นพ่อก็ทำให้เขาจำต้องรับฟังเงียบ ๆ "เดี๋ยวผมจะจัดการให้เรียบร้อยครับพ่อ" อคินน์เอ่ยเสียงเรียบพยายามระงับอารมณ์ขุ่นเคืองในอก "จัดการให้มันเด็ดขาด อย่าให้ฉันต้องลงมือเอง" คุณคชาทิ้งท้ายด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะสะบัดก้นเดินออกจากห้องไป เมื่อลับร่างผู้เป็นพ่อ อคินน์ทุบโต๊ะทำงานด้วยความหัวเสีย ดวงตาคมกริบลุกโชนด้วยความกรุ่นโกรธ ไม่ใช่แค่เพราะเขาโดนพ่อด่าเท่านั้น แต่เขายังโกรธพวกพนักงานปากมากที่กล้าอาจหาญมาสร้างเรื่องวุ่นวายทำให้น้ำรินเดือดร้อนและทำให้เขาโดนด่าเเต่เช้าเเบบนี้ ชายหนุ่มกดอินเตอร์คอมเรียกผู้จัดการฝ่ายบุคคลเข้ามาในห้องทันทีด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเฉียบขาดไร้ความปรานี "จัดการออกประกาศเตือนพนักงานกลุ่มเมื่อเช้าที่จับกลุ่มนินทาและดูหมิ่นเลขาฯ ส่วนตัวของผมข้อหาสร้างความเสื่อมเสียในบริษัท" อคินน์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน แววตาดุจเหยี่ยววาวโรจน์ "และสั่งหักเงินเดือน ของพวกเขาทุกคนคนละสัปดาห์เป็นบทลงโทษตักเตือนทำเดี๋ยวนี้ อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำสอง"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD