ควันร้อนกรุ่นจากหม้อซุปหม่าล่าพวยพุ่งขึ้นมาเบา ๆ ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นภายในร้านน้ำริน คีบลูกชิ้นกุ้งเด้ง ๆ เข้าปาก เคี้ยวตุ่น ๆ อย่างมีความสุข ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วใช้ดวงตากลมโตเป็นประกายมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามด้วยความสนใจใคร่รู้
"จริงสิ..." หญิงสาวเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบระหว่างมื้ออาหาร "ตั้งแต่ออกมาจากห้องด้วยกัน ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวกับคุณอย่างเป็นทางการเลยนี่นา ฉันชื่อน้ำริน นะคะ แล้วคุณล่ะ? ชื่ออะไรเหรอ?"
อคินน์ที่กำลังจะยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองใบหน้าหวานที่ส่งยิ้มแป้นแล้นมาให้อย่างเปิดเผย ก่อนจะวางแก้วลงแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำตามสไตล์
"ฉันชื่ออคินน์..."
"อคินน์เหรอคะ? เป็นชื่อที่เท่ดีจัง"
น้ำรินพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างถูกใจ พลางหรี่ตามองเขาอย่างวิเคราะห์วิเคราะห์ "แล้วคุณอคินน์ อายุเท่าไหร่เหรอคะเนี่ย ฉันจะได้เรียกถูก ว่าแต่ เรียกพี่หรือเรียกลุงดีล่ะเนี่ย หน้าตาดูนิ่งขรึมจนเดาอายุไม่ออกเลย"
ประโยคหยอกเย้าปนเสียงหัวคิกคักของคนตรงข้ามทำให้อคินน์มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นมานิด ๆ อย่างนึกขัน
โดนทักว่าเป็นลุงตั้งแต่ยังไม่ทันข้ามวัน... ยัยเด็กนี่ชักจะกล้าใหญ่แล้วนะ..
"ผมอายุยี่สิบเจ็ด..."
อคินน์ตอบเสียงเรียบ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วกอดอกมองคนตัวเล็ก
น้ำรินทำตาโตอุทานเบา ๆ "ยี่สิบเจ็ดเหรอคะ? โห... นึกว่าจะแก่กว่านี้ซะอีก หน้าตาโกงอายุมากเลยนะเนี่ย นึกว่าเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีสด ๆ ร้อน ๆ ซะอีก" เธอลากเสียงยาวอย่างล้อเลียน ก่อนจะเอานิ้วชี้ขึ้นมาคำนวณ
"ฉันอายุยี่สิบสี่... งั้นก็แปลว่าพี่อคินน์แก่กว่าฉันสามปีสินะคะ"
เมื่อคำนวณอายุเสร็จสรรพ รอยยิ้มหวานหยดก็ระบายบนใบหน้าจิ้มลิ้มทันที หญิงสาวโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนิด ๆ ตามประสาคนอัธยาศัยดี
"งั้นต่อไปนี้น้ำรินเรียก พี่อคินน์แบบนี้ก็ได้ใช่ไหมคะ?"
คำว่าพี่อคินน์ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากนุ่มอิ่มของหญิงสาว ทำเอาท่านประธานหนุ่มผู้มีภูมิต้านทานสูงส่งถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ
เสียงหวาน ๆ ที่เอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนม ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมง กลับมีอิทธิพลประหลาดในการสั่นคลอนหัวใจที่ด้านชาของอคินน์ให้เต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ชายหนุ่มต้องรีบกวาดสายตามองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่าที่เกิดขึ้นในอก พลางพยักหน้ารับสั้น ๆ
ม "อืม... ตามใจเธอสิ"
อคินน์พยายามตีสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึมและเยือกเย็นดังเดิม
ทั้งคู่นั่งรับประทานและพูดคุยกันต่ออีกเพียงครู่เดียว เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาจนดึกดื่น ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสนิท ทั้งคู่จึงตัดสินใจเช็คบิลและเดินออกจากร้านหม่าล่า
อคินน์พาน้ำรินซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์สปอร์ตคู่ใจเดินทางกลับคอนโดมิเนียม ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านเบา ๆ ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยอะไรมากนัก แต่บรรยากาศกลับไม่ได้อึดอัดอย่างที่ควรจะเป็น
เมื่อมาถึงลานจอดรถใต้คอนโดและขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นบนสุด ทั้งสองเดินเคียงคู่กันมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักของตัวเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันพอดี
น้ำรินส่งหมวกกันน็อกคืนให้ชายหนุ่ม พร้อมกับคลี่รอยยิ้มหวานหยดจนดวงตากลมโตโค้งเป็นรูปสระอิ
"ขอบคุณสำหรับมื้ออร่อย ๆ และขอบคุณที่ขี่รถไปส่งนะคะพี่อคินน์ ดึกมากแล้ว ฝันดีนะคะ"
รอยยิ้มน่ารักสดใสที่ส่งมาให้อย่างจริงใจ พร้อมกับคำบอกฝันดีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทำเอาอคินน์ที่ยืนถือหมวกกันน็อกอยู่ถึงกับ ชะงักค้างไปชั่วครู่ หัวใจที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำแข็งกระตุกวูบไหวอย่างแรงจนเกือบตั้งรับไม่ทัน
ชายหนุ่มรีบกะพริบตาเพื่อดึงสติกลับมา กลบเกลื่อนความประหม่าภายใต้ใบหน้านิ่งขรึมตามสไตล์ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปสั้น ๆ
"...ครับ ฝันดี"
สิ้นเสียงทุ้ม น้ำรินก็ยิ้มรับแล้วหมุนตัวเปิดประตูห้องของตัวเองหายเข้าไปด้านในอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้อคินน์ยืนมองบานประตูฝั่งตรงข้ามอยู่ครู่ใหญ่
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบา ๆ พลางส่ายหัวเบา ๆ เพื่อไล่ความรู้สึกประหลาดที่เกิดขึ้นในอก ก่อนจะไขกุญแจเข้าห้องของตัวเองไปพร้อมกับความคิดทิ้งท้ายในใจว่าเธอเป็นใครกันเเน่