กว่ากองเอกสารกองโตจะถูกตรวจสอบ แก้ไข และผ่านสายตาอันเข้มงวดของท่านประธานจอมโหดจนครบถ้วนสมบูรณ์ เข็มนาฬิกาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเวลาเลิกงานของพนักงานคนอื่น ๆ ไปนานโขแล้ว น้ำรินทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยความหมดแรง ร่างกายและสมองของเธอแทบจะหลอมรวมเข้ากับโต๊ะทำงานอยู่รำคาญ นัยน์ตากลมโตเต็มไปด้วยความอิดโรย ขอบตาคล้ำเล็กน้อยจากการใช้สมาธิอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งวัน เท้าเล็ก ๆ ในรองเท้าส้นสูงเริ่มส่งสัญญาณประท้วงด้วยความปวดร้าวจากการยืนและเดินวุ่นวาย
กึก กึก กึก..
หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเก็บข้าวของลงกระเป๋า เดินลากสังขารออกจากตึกระฟ้าใหญ่โตมโหฬารเพื่อเผชิญกับความเป็นจริงภายนอกช่วงเวลาเร่งด่วนยามเย็นที่สภาพการจราจรกรุงเทพฯ ขึ้นชื่อว่านรกแตก
เธอมายืนรอเรียกแท็กซี่อยู่ที่หน้าตึกอยู่เนิ่นนาน ผ่านไปแล้วคันแล้วคันเล่า รถแท็กซี่ต่างก็ปฏิเสธหรือขึ้นป้ายว่างแต่มีผู้โดยสารโบกตัดหน้าไปหมด ยิ่งยืนนานเท่าไหร่ ความเมื่อยล้าก็ยิ่งทวีคูณ ความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาทั้งวันเริ่มระเบิดออกเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ
จังหวะนั้นเอง รถยนต์ซีดานหรูสีดำสนิทคันคุ้นตาค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถของบริษัทผ่านหน้าเธอไปช้า ๆ กระจกใสย้อมฟิล์มเข้มลดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายของอคินน์ ที่นั่งอยู่เบาะหลังโดยมีคนขับรถส่วนตัวพาออกไป ชายหนุ่มปรายตามองหญิงสาวที่ยืนหน้ามุ่ยเหงื่อตกอยู่ริมฟุตบาทแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วขับรถออกไปตามปกติ
"ไอ้... ไอ้คนใจดำ"
น้ำรินกำหมัดแน่น สะบัดหน้าตามหลังรถคันหรูที่แล่นหายไปในกระแสการจราจรด้วยความแค้นเคือง น้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจสุดขีด เธอไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่เคยใจดีพาไปกินหม่าล่าและซ้อนมอเตอร์ไซค์ด้วยกันเมื่อคืน จะกลายร่างเป็นซาตานเลือดเย็นที่กล้าทิ้งลูกน้องผู้หญิงให้ยืนเคว้งคว้างรอรถอยู่กลางดึกดื่นแบบนี้ได้ลงคอ
คนอะไรใจร้ายเป็นบ้าเลยถ้าพรุ่งนี้เธอมีแรงนะ
จะแกล้งชงกาแฟใส่เกลือให้เขากินแก้แค้นคอยดู
หญิงสาวบ่นพึมพำงึมงำในลำคอด้วยความโมโห พลางยกมือขึ้นนวดน่องขาที่เริ่มระบม ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถอดใจควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันเรียกบริการรถรับส่งราคาแพง เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูก็ดังแว่วมาใกล้ ๆ พร้อมกับรถยนต์คันสีดำคันเดิมที่เพิ่งขับผ่านไปเมื่อครู่กลับวนรถตีโค้งย้อนศรกลับมาจอดเทียบท่าตรงหน้าเธอพอดี
ก๊อก ๆ ๆ
กระจกฝั่งข้างคนขับถูกเลื่อนลงช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบสนิทไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ของอคินน์ ดวงตากลมโตคมกริบมองนิ่งมาที่เธอผ่านกรอบแว่นกันแดดที่เขาถอดถือไว้
"ยืนทำหน้าเป็นหมาหงอยอะไรอยู่ตรงนั้นล่ะ มาขึ้นรถ."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความราบเรียบ แต่แฝงแววเย้าแหย่ลึก ๆ
"หมดเวลาทำงานแล้วนะคุณเลขาฯ หรือว่าติดใจอยากจะยืนเฝ้าหน้าบริษัทจนถึงเช้าวันใหม่?"
น้ำรินอ้าปากค้างเล็กน้อย กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความคาดไม่ถึง สมองที่เหนื่อยล้าประมวลผลไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงวนรถกลับมารับเธอทั้งที่ทำท่าทางเมินเฉยใส่ไปเมื่อครู่
" พี่อคินน์..."
เธอยังเผลอหลุดปากเรียกชื่อเดิมออกมาด้วยความมึนงง
อคินน์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินสรรพนามนั้น ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางเบาะข้างคนขับด้วยท่าทางดุ ๆ ตามฟอร์ม
"เอ้า มาขึ้นรถสิ... มัวแต่ยืนบื้ออยู่แบบนี้ชาตินี้จะได้กลับถึงห้องไหมเนี่ย หรือจะให้ผมอุ้มขึ้นรถเอง?"
น้ำรินกะพริบตาปริบ ๆ สลับกับมองหน้าคมคายที่ตีหน้านิ่งสนิท แม้จะแอบหมั่นไส้ความปากแข็งและใจร้ายของเขาเมื่อครู่แค่ไหน แต่ความปวดร้าวที่ขาและความยากลำบากในการหาแท็กซี่เวลานี้ก็ทำให้เธอไม่มีแรงจะมาฟอร์มจัดใส่เหมือนกัน
หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ เปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่เบาะข้างคนขับทันทีโดยไม่เอ่ยปากเถียงสักคำ ร่างบางทิ้งตัวพิงเบาะนุ่มด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวปกคลุมภายในรถหรูอยู่ครู่ใหญ่ขณะที่รถเคลื่อนตัวออกสู่ท้องถนนยามค่ำคืน
อคินน์เหลือบสายตาคมกริบมองคนข้างกายผ่านแสงไฟสลัว ๆ ข้างทาง แวบหนึ่งเขาเห็นอาการที่นิ้วเรียวนวดคลึงข้อเท้าตัวเองเบา ๆ ด้วยความปวดร้าว ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นอย่างคนอดกลั้นความเหนื่อยล้า
ความรู้สึกผิดที่เพิ่งจางหายไปกลับก่อตัวขึ้นมาสะกิดใจชายหนุ่มอีกครั้งให้ตายสิ ยัยนี่ตัวแค่นี้แต่ดื้อรั้นชะมัด
"เจ็บเท้าเหรอไง นั่งนวดอยู่ได้"
อคินน์เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์ แต่แฝงแววสำรวจเล็ก ๆ
น้ำรินหันขวับมามองค้อนทันทีด้วยความหมั่นไส้
"ก็เพราะใครล่ะคะที่ใช้งานฉันซะคุ้มเกินพิกัดตั้งแต่เช้าแถมยังเกือบปล่อยให้ฉันยืนรากงอกอยู่หน้าตึกตั้งนานสองนาน ถ้าฉันขาเดี้ยงเดินไม่ได้ขึ้นมา พี่เอ้ย! ท่านประธานรับผิดชอบไหวเหรอคะ"
เธอเกือบเผลอหลุดปากเรียกพี่อีกจนได้ แต่รอบนี้รีบเปลี่ยนคำทันควันด้วยความขัดใจ
อคินน์มุมปากกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยกับความปากเก่งที่เริ่มกลับมาทีละนิดของเธอ ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากต่อล้อต่อเถียงอะไรกลับไปอีก ดวงตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้าแล้วเร่งเครื่องมุ่งหน้าสู่คอนโดมิเนียมใจกลางเมืองอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก รถซีดานคันหูก็แล่นมาจอดเทียบท่าที่ลานจอดรถใต้คอนโด ทั้งคู่ขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นบนสุดและเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพักฝั่งตรงข้ามของตัวเอง
น้ำรินหันมามองหน้าเจ้านายหนุ่มจอมโหดแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบติดงอนนิด ๆ
"ขอบคุณที่กรุณาวนรถมารับนะคะ พรุ่งนี้ฉันจะรีบมาทำงานแต่เช้าเลยค่ะ" พูดจบเธอก็ไขกุญแจเปิดประตูแล้วก้าวหายเข้าไปในห้องทันที ปิดประตูปังใส่หน้าเขาเบา ๆ เป็นการประชด
อคินน์ยืนมองบานประตูฝั่งตรงข้ามที่ปิดลงพร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่ระบายขึ้นบนมุมปากอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มส่ายหัวเบา ๆ ให้กับความแสบสันของเลขาฯ ป้ายแดง ก่อนจะไขกุญแจเข้าห้องของตัวเองไปพร้อมกับความรู้สึกที่ตั้งตารอคอยให้ถึงวันใหม่ว่าเธอจะทำตามที่พูดรึเปล่า