บรรยากาศยามเช้าบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้ายังคงเงียบสงบเช่นเคย แต่อคินน์ในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปกลับมีความหงุดหงิดระคนรำคาญใจพุ่งพล่านอยู่ในอกตั้งแต่ก้าวเข้าบริษัท สายตาดุจเหยี่ยวเหลือบมองไปที่โต๊ะทำงานหน้าห้องซึ่งยังคงว่างเปล่าไร้เงาของ เลขาฯ ที่คุณพ่อบังคับยัดเยียดให้มาทำหน้าที่
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาผู้เป็นพ่อทันทีเพื่อทวงถามความรับผิดชอบ
"ไหนพ่อบอกว่าเลขาฯ คนใหม่จะมาเริ่มงานวันนี้ไงครับ ทำไมโต๊ะข้างนอกถึงยังว่างเปล่าอยู่ หรือว่าคุณหนูเทวดาที่พ่อหามาให้ จะประเดิมความไร้ระเบียบตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มงานซะแล้ว?"
อคินน์เปิดฉากยิงคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
ปลายสายของ คชาหัวเราะหึ ๆ ออกมาเบา ๆ อย่างคนอารมณ์ดี ผิดกับลูกชายที่กำลังหัวเสียสุดขีด
"ใจเย็น ๆ สิไอ้คินน์ ยัยหนูน้ำรินเขาเพิ่งจะเดินทางขึ้นเครื่องบินมาจากภูเก็ตก็วันนี้ต่างหากล่ะ วันนี้ให้เวลาเขาเดินทางและพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้โน่นแหละถึงจะเข้าไปรายงานตัวที่บริษัทอย่างเป็นทางการ "
อคินน์ได้ฟังคำตอบนั้นก็แค่นหัวเราะในลำคอออกมาทันที ดวงตาคมฉายแววดูแคลนชัดเจน
"แค่มาทำงานวันแรกยังเลทเลยเหรอครับพ่อ..." ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเยียบเย็น พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานด้วยความหมั่นไส้ "นึกว่าจะเก่งกาจมาจากไหน ที่แท้ก็ยังไม่ทันเริ่มงานก็หาข้ออ้างเลื่อนวันซะแล้ว แบบนี้ท่าทางจะรอดอยู่ในมือผมได้ไม่ถึงสัปดาห์แน่ครับ"
"แกอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจไปตาคินน์ ลองได้เจอกับยัยหนูแล้ว เดี๋ยวแกจะรู้ว่าลูกสาวเพื่อนพ่อคนนี้ไม่ได้เคี้ยวง่ายอย่างที่คิด " คชาเตือนสติลูกชายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตัดสายทิ้งไปดื้อ ๆ
อคินน์ลดโทรศัพท์ลง ใบหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิม นัยน์ตาสสีเข้มเต็มไปด้วยความคาดโทษ
หึ... คิดว่าเก่งมาจากไหนกัน ถึงกล้าทำให้ท่านประธานอย่างเขาต้องมานั่งรอเก้อตั้งแต่วันแรก.. พรุ่งนี้เช้า ถ้าแม่คุณก้าวขาเข้ามาเหยียบที่นี่เมื่อไหร่ เขาจะจัดระเบียบและใช้วิธีเฉดหัวให้ร้องไห้กลับภูเก็ตแทบไม่ทันเลยคอยดู
แสงไฟสนามบินภูเก็ตในยามสายคึกคักไปด้วยผู้คนนนท์และนิสายืนส่งลูกสาวคนเดียวด้วยรอยอบอุ่นและสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง แม้เมื่อวานนี้สาวเจ้าจะงอแงเรื่องกำหนดการกะทันหัน แต่สุดท้ายน้ำรินก็ยอมแพ้ต่อคำทับถมของพ่อแม่และเดินทางมาขึ้นเครื่องตามกำหนด
"ไปถึงกรุงเทพฯ แล้วก็ตั้งใจทำงาน อย่าไปดื้อใส่ใครเขานะลูก" นิสาเอ่ยพลางโอบกอดลูกสาวเบา ๆ
"รู้แล้วค่ะแม่ หนูไม่ใช่เด็ก ๆ สักหน่อย เดี๋ยวจัดการธุระเสร็จหนูจะรีบโทรหานะคะ" น้ำรินยิ้มหวานกอดตอบมารดา ก่อนจะโบกมือลาพ่อกับแม่แล้วเดินเข้าเกตเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ตัดภาพมาที่กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายแก่ ๆ แทนที่น้ำรินจะได้เข้าพักที่โรงแรมหรือหอพักตามที่คิดไว้ แต่กลายเป็นว่าคุณลุงคชาเพื่อนสนิทของคุณพ่อจัดการเตรียมการทุกอย่างให้อย่างเสร็จสรรพ โดยให้เธอมาพักที่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเพื่อความสะดวกในการเดินทาง
และที่พีคยิ่งกว่าคือ ห้องพักที่เธอได้... กลับเป็น ห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของอคินน์พอดิบพอดีโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าพรหมลิขิต หรือแผนการของผู้ใหญ่จะเล่นตลกขนาดนี้
ช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังจากที่น้ำรินจัดการรื้อกระเป๋าจัดเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้เข้าที่จนเสร็จเรียบร้อย ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดสนิท ความหิวเริ่มเล่นงานจนเธอต้องส่งเสียงร้องประท้วง หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสบาย ๆ กับกางเกงขาสั้นจึงตัดสินใจเปิดประตูห้องออกไป เพื่อจะลงไปหาอะไรอร่อย ๆ กินที่ชั้นล่างหรือร้านสะดวกซื้อใกล้คอนโด
แอด...
จังหวะเดียวกับที่ประตูห้องฝั่งตรงข้ามเปิดออกพอดี ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองสบาย ๆ ของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องปรากฏสู่สายตาอคินน์ ที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกกำลังจะไขกุญแจเข้าห้องของตัวเอง ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังร่างบางที่เพิ่งโผล่มาจากห้องตรงข้ามโดยบังเอิญ
น้ำรินกะพริบตาปริบ ๆ มองชายหนุ่มหล่อเหลาบาดใจที่ยืนอยู่ตรงหน้า แวบแรกเธอคิดในใจว่า *'ผู้ชายอะไรจะงานดีเบอร์นี้ หน้าตาอย่างกับพระเอกซีรีส์ แถมยังพักอยู่ห้องตรงข้ามกันอีก!'*
ด้วยความที่เป็นคนอัธยาศัยดีและเข้ากับคนง่ายโดยธรรมชาติ น้ำรินจึงฉีกยิ้มกว้างทักทายขึ้นทันทีโดยไม่รู้เลยสักนิดว่าผู้ชายคนนี้คือ
"ท่านประธานเเสนจะเย็นชา" ที่เธอต้องไปรายงานตัวเป็นเลขาฯ ในวันพรุ่งนี้
"เอ่อ... สวัสดีค่ะคุณเพื่อนบ้าน พอดีฉันเพิ่งย้ายมาใหม่เมื่อกี้นี้เอง..." น้ำรินส่งยิ้มสดใสเป็นมิตรไปให้ "พอจะรู้ไหมคะว่าแถวนี้มีร้านอะไรอร่อย ๆ แนะนำบ้าง พอดีฉันหิวจนไส้จะขาดแล้วอ่ะค่ะ หรือถ้าคุณยังไม่ได้กินอะไร สนใจไปหาอะไรกินเป็นเพื่อนกันหน่อยไหมคะ?"
อคินน์ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจระคนทึ่ง ปรกติแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เจอเขาคมกริบนิ่งขรึมมักจะถอยกรูดหรือหลบสายตา แต่ยายเด็กหน้าหวานห้องตรงข้ามคนนี้กลับกล้าส่งยิ้มหวานแถมยังชวนคนแปลกหน้าอย่างเขาไปหาของกินหน้าตาเฉย
ชายหนุ่มมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ส่งยิ้มตาหยีมาให้ ความหงุดหงิดที่สะสมมาทั้งวันจากเรื่องงานพลันมลายหายไปวับกับตา มุมปากหยักระบายรอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่งโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว
ในเมื่ออีกฝ่ายชวนแถมเขาก็ยังไม่มีอะไรทำ อคินน์จึงพยักหน้ารับสั้น ๆ
"ก็ได้ครับเดี๋ยวผมพาไปเดินหาของอร่อยกินแถวนี้เอง"