ความเงียบสงบคือความต้องการเดียวที่อคินน์ อนุญาตให้มีในอาณาจักรส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง
ภายในห้องทำงานกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มขรึมและเรียบหรู บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปีแผ่รังสีความเย็นเยือกออกมาจนแทบจะทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นส่วนเกิน แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำสนิทพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองตัวเลขและกราฟฟิกบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความนิ่งสนิท คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามเห็นข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในรายงานที่ถูกส่งเข้ามา
สำหรับอคินน์แล้ว ชีวิตของเขาควรจะเป็นระเบียบ เรียบง่าย และปราศจากเสียงน่ารำคาญ
แม้ว่าเขาจะจบการศึกษาด้านวิศวกรรมการบินและมีความฝันอยากจะโลดแล่นอยู่บนท้องฟ้ากว้างอย่างไร้กรอบ แต่ทว่าประกาศิตเฉียบขาดจากคุณพ่อคชา กลับดึงรั้งเขาให้ต้องลงมาจมอยู่กับกองเอกสารและตำแหน่งประธานบริษัทของครอบครัวอย่างไม่เต็มใจ ความหงุดหงิดสะสมกลายเป็นความเย็นชาที่ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเกราะป้องกันตัว ทำให้ไม่มีพนักงานคนไหนกล้าแม้แต่จะหายใจแรงเวลาเดินผ่านห้องทำงานของท่านประธานหนุ่ม
"ก๊อก ๆ"
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ร่างของเลขาฯ คนสนิทจะเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเจื่อนสนิท พร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ
"ท่านประธานครับเรื่องกำหนดการประชุมช่วงบ่าย"
เลขาฯ หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อสัมภาษณ์ได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้านาย
"ย้ายไปเป็นพรุ่งนี้เช้า ผมไม่มีอารมณ์จะฟังรายงานที่เต็มไปด้วยตัวเลขน้ำท่วมทุ่งพวกนั้นวันนี้"
"ครับ "
เลขาหนุ่มก้มหน้าตอบสั้นๆ
"ส่วนคุณ ผมไล่ออก ไแเก็บของเถอะ เดี๋ยวจะให้ฝ่ายการเงินบวกโบนัสให้สองเท่าก็เเล้วกันถือว่าเป็นค่า ที่ผมทำให้คุณตกงาน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ปลายเสียงมีความเยียบเย็นจนคนฟังต้องรีบพยักหน้ารับแล้วถอยหลังกู้ออกจากห้องไปแทบไม่ทัน
อคินน์พ่นลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เขายกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบา ๆ ความวุ่นวายในโลกธุรกิจเริ่มทำให้เขารู้สึกรำคาญใจขึ้นทุกที และคิดว่าวันนี้คงจะเป็นอีกหนึ่งวันที่น่าเบื่อหน่ายตามเคย
เสียงปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับการหายตัวไปของเลขาฯ คนล่าสุดที่เพิ่งโดนอคินน์เฉดหัวตะเปิดออกไปหมาด ๆ ด้วยข้อหาทำงานไม่ทันใจและสร้างความรำคาญให้เขา ทว่าความเงียบสงบที่อคินน์ปรารถนา ยังไม่ทันได้อยู่กับเขานานเท่าไหร่ เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูบนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงแหลมขึ้นทำลายบรรยากาศทันที
หน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความระอาใจคุณพ่อของเขาเอง
ชายหนุ่มกดรับสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบและติดจะหงุดหงิดเล็กน้อย "มีอะไรครับพ่อ ผมยุ่งอยู่"
" แกไล่เลขาออกอีกแล้วใช่ไหม ไอ้อคินน์"
เสียงทรงอำนาจของผู้เป็นพ่อตวาดกลับมาตามสายจนอคินน์ต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย
" พนักงานคนอื่นเขาอยู่กับแกไม่ถึงเดือน แกทำตัวเป็นผีเข้าผีออกไล่คนอื่นเขาออกเป็นว่าเล่นแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ "
"พวกเขามันไร้ประสิทธิภาพ ทำงานไม่เป็นสัปดน จะให้ผมทนเก็บไว้รกบริษัทหรือไงครับ"
อคินน์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นตามสไตล์คนฟอร์มจัด
" ดี ในเมื่อแกหาเองแล้วอยู่ร่วมกับใครไม่ได้ งั้นฉันจะหาคนไปคุมความประพฤติแกเอง "
คชาสวนกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดไม่แพ้กัน
"ฉันหาเลขาคนใหม่ให้แกเรียบร้อยแล้ว เป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทฉันเอง เพิ่งเรียนจบปริญญาโทหมาด ๆ ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด และที่สำคัญแกห้ามปฏิเสธ เด็ดขาด"
"ห้ามปฏิเสธ? พ่อพูดเรื่องอะไรเนี่ย ผมไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ ทำไมผมต้องเอาลูกสาวใครก็ไม่รู้มาเป็นเลขาด้วย ผมไม่เอา—"
"แต่ฉันเคาะโต๊ะตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เช้าตรู่ ยัยหนูน้ำรินจะไปรายงานตัวที่โต๊ะหน้าห้องแก เตรียมตัวต้อนรับเลขาฯ คนใหม่ให้ดีก็แล้วกัน ถ้าแกกล้าไล่เธอออกอีก ฉันจะยึดรถสปอร์ตทุกคันของแกแน่ไอ้อคินน์ "
ติ๊ด!!
สายถูกตัดทิ้งไปอย่างไม่เปิดโอกาสให้ลูกชายคนเก่งได้โต้แย้ง อคินน์กำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงด้วยความขัดแย้งในอก
..ลูกสาวเพื่อนพ่ออย่างนั้นเหรอ? แถมยังบังคับให้รับเข้ามาทำงานอีก..
อคินน์แค่นหัวเราะในลำคอด้วยความหงุดหงิดระคนเย้ยหยันในใจ คิดว่าคงจะเป็นคุณหนูไฮโซเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สักแต่เรียนจบสูง ๆ มาเพื่อหาทางจับผู้บริหารสินะถ้าเธอคิดจะมาใช้ชีวิตสบาย ๆ ในบริษัทของเขาล่ะก็ เตรียมตัวร้องไห้กลับบ้านแทบไม่ทันแน่
โดยที่ท่านประธานหนุ่มผู้มั่นใจในความเย็นชาของตัวเองไม่รู้เลยสักนิดว่า เลขาคนใหม่กำลังจะหอบเอาความสดใสและความอลหม่านมาพลิกชีวิตของเขาให้ปั่นป่วนจนไม่เหลือเค้าเดิมเลยทีเดียว