“ไม่เกี่ยวกับหล่อไม่หล่อ กูไม่กลัวมึงเพราะอย่างมึงอะจีบแก้วไม่ติดหรอก”
“อ้าว ไอ้เชี่ยนี่ แม่งปากดีจริง ปากดีแบบนี้ วินนิ่งไหมสาด”
“ก็ไปดิ ใครกลัว”
ซีตอบรับคำท้า กอดล็อกคอคนท้าลงมาชั้นล่างเพื่อจะได้เล่นเกมที่ต่อเครื่องเพลย์สเตชันเครื่องหนึ่งไว้กับทีวี
ไม่นานเสียงเฮฮา เสียงด่ากันลั่นไปมาทั้งด่าคนเล่นและด่านักเตะในเกมดังโขมง กระทั่งเวลาล่วงเข้าครึ่งค่อนคืน...
สองวันต่อมา ซีได้รับการติดต่อจากผู้ช่วยที่คอยดูแลเขามาตลอดสามปีนี้
[“เจ้าสัวกลับจากเมืองนอกแล้วนะครับ ท่านอยากให้คุณซีเข้ามาที่บ้านกินข้าวด้วย เดี๋ยววันนี้ผมไปรับนะครับ”]
“ไม่เป็นไรครับน้าปั้น ผมขับรถไปเอง”
[“จะดีเหรอครับ”]
“ดีสิ น้าจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา อ้อ เรื่องที่ผมให้น้าช่วยเป็นไงบ้างครับ”
[“ผมว่าจะโทรมารายงานเรื่องนี้แหละครับด้วย”]
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเจอกันที่โน่นค่อยบอกผมก็ได้”
[“ครับคุณซี”]
ปลายสายตอบรับน้ำเสียงนอบน้อม ตลอดสามปีมานี้ เขาเห็นหน้าปัญญาหรือปั้นมากกว่าหน้าพ่อซะอีก แต่ซีไม่ได้คิดน้อยใจอะไร ด้วยว่าพอมาอยู่ด้วยกัน เขาถึงรู้ว่าครอบครัวพ่อร่ำรวยมากขนาดไหน พ่อและแม่นาช่วยกันทำงานตัวเป็นเกลียว ต้องบินไปนั่นมานี่บ่อย ๆ สมกับตำแหน่งเจ้าสัวของตระกูลคิณณ์ณภัทธ มีธุรกิจหลายอย่างมาก เช่น กิจการด้านพลังงาน อสังหาและสังหาริมทรัพย์ โรงงานทอผ้าและโรงงานเย็บผ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีหลายแห่งในหลายจังหวัด กิจการนำเข้ารถยนต์และกิจการสายการบิน แล้วยังมีร้านเครื่องประดับอีกหลายร้าน มีหลายครั้งที่เขาเองยังต้องเข้าไปช่วยงานเล็ก ๆ น้อยในบริษัทเหมือนพี่ ๆ คนอื่น เพราะแบบนั้นจากที่เขาวางแผนเอาไว้ว่า ทุกปีจะกลับไปเยี่ยมแม่ให้ได้อย่างน้อยปีละครั้ง เขากลับทำไม่ได้เลย หนึ่งเพราะช่วงเวลานั้นพ่อติดงานอยู่ต่างประเทศตลอด และเขาไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัวไปรบกวนใคร แม้ว่าสามารถบอกให้คนดูแลอย่างปั้นพากลับต่างจังหวัดได้ก็ตาม
สองชั่วโมงต่อมา ซีมาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ของคิณณ์ณภัทธ พ่อเขาเองมีพี่น้องหลายคน เนื่องจากปู่ย่าที่เสียไปแล้วได้จัดสรรปันส่วนทรัพย์สินให้แต่ละคนแล้ว ดังนั้นจะพบหน้าญาติคนอื่น ๆ ในบางโอกาสหรือในงานเลี้ยงสำคัญเท่านั้น ภายในคฤหาสน์มีเพียงครอบครัวของบิดาเขาเอง
“เพิ่งมาถึงเหรอมึง” เสียงทักถามนั้นมาจากพี่ชายคนโตของบ้าน กฤตชัย ซึ่งตอนนี้เรียนจบปริญญาโทและเข้ามาช่วยดูแลบริษัทเต็มตัวแล้ว
“สวัสดีครับพี่ชัย”
“เฮ้ย ไม่ต้องไหว้กูแล้ว อยู่กันมาตั้งหลายปีแล้ว น่าจะชินได้แล้ว”
ชัยพูดกลั้วหัวเราะ ตบไหล่ตบหลังน้องชายคนเล็กอย่างเป็นกันเอง แม้อีกฝ่ายจะเกิดกับผู้หญิงอีกคนของพ่อ เขาไม่ได้มีอคติด้วยแต่อย่างใด รวมถึงน้องสาวของเขาอีกสองคนด้วย พวกเขาคิดเห็นตรงกันคือเรื่องของผู้ใหญ่ ลูก ๆ อย่างพวกเขาควรรักใคร่กลมเกลียวกัน อีกเหตุผลก็คงเพราะแม่ของเขาเป็นคนใจดี อบรมสั่งสอนเขาและน้อง ๆ ให้เติบโตมาอย่างมีเหตุผล ตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อก็ไม่เคยมีเรื่องผู้หญิงให้แม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ แม่จึงยอมรับลูกชายคนเล็กของพ่อได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจนัก
“วันนี้พี่ไม่ได้ไปทำงานเหรอ”
“เพิ่งกลับเข้ามาก่อนมึงนิดเดียว ไปเถอะ พ่อกับแม่อยู่ในห้องนั่งเล่นกับยายชลยายชา”
สองชื่อสุดท้ายก็คือจิตติมาและลัดดาวัลย์
ซีพยักหน้าเมื่อพี่ชายคนโตกอดคอพากันเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นอันโอ่โถงใหญ่โตและเรียบหรูสมฐานะ
“อ้าว มาพร้อมกันเหรอลูก” ปริศนามองเห็นทั้งสองจึงเอ่ยทักและยกยิ้มอ่อนโยนให้
“ผมเพิ่งมาถึงครับ” ซียกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่กำลังพูดคุยกับสองสาว
“ส่วนผมมาถึงก่อนหน้าหมอนี่แป๊บเดียว”
“มาจิบน้ำมะตูมเย็น ๆ แก้ร้อนกันก่อนพี่ชัย ซี” ชลเรียกพร้อมกับรีบรินน้ำหวานให้
“ชาลงครัวทำเองเลยนะ พอรู้ว่าพ่อกับแม่จะกลับมาวันนี้” ชาบอกอย่างเอาใจพ่อและแม่
ชวลิตหัวเราะ ลูบผมลูกสาวคนเล็กเอ็นดูในความขี้อ้อน ขณะที่ปริศนามองลูก ๆ รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างพอใจ โดยเฉพาะลูกชายคนเล็ก แม้เธอจะไม่ได้คลอดเอง แต่ความอ่อนน้อมรู้จักกาลเทศะของซีทำให้เธอเอ็นดูได้โดยไม่ต้องพยายามเลย ก่อนหน้านั้น ตอนรู้เรื่องลูกชายอีกคนของสามี เธอยอมรับว่ามีความขุ่นเคืองใจบ้างตามประสามนุษย์ปุถุชนทั่วไป หากพอได้ฟังเรื่องราวได้รับรู้ได้เห็นว่าผู้หญิงอีกคนนั้นใช้ชีวิตมาอย่างแข็งแกร่งขนาดไหน เธอรู้สึกทึ่งและประทับใจในความเด็ดเดี่ยวที่ยอมเลี้ยงลูกมาตามลำพังโดยไม่บอกใครเลย เธอคิดว่าหากเดือนประดับไม่ป่วยหนัก สามีเธออาจไม่ได้รู้เรื่องของซีเลยตลอดชีวิตก็เป็นได้
“ซีเป็นไงบ้าง แม่ได้ยินว่าย้ายไปอยู่บ้านโน้นแล้ว ขาดเหลืออะไรหรือเปล่าลูก”
“ไม่มีครับแม่นา ที่โน่นสะดวกดี แต่บ้านใหญ่ไปหน่อย ผมเลยชวนบิ๊กกับภูมิไปอยู่ด้วย”
“ดีแล้วล่ะ จะได้มีเพื่อน ขาดเหลืออะไรก็บอกพ่อ ไม่ก็บอกปั้นก็ได้นะ ช่วงนี้พ่อยุ่ง ๆ หน่อย เรื่องเปิดสายการบินนั่นแหละ”
“ครับพ่อ”
ตลอดสามปีมานี้ ชายหนุ่มไม่เคยรู้สึกว่าตนเป็นส่วนเกินของครอบครัวนี้ พ่อใส่ใจเขาแบบเดียวกับที่ใส่ใจพี่ ๆ คนอื่นเท่าที่จะทำได้ ส่วนแม่นาก็ดีกับเขามากจนรู้สึกเกรงใจ