@เช้าวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านหนาหนักเข้ามาในห้องนอน กลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึมครึมและเหน็บหนาวภายในห้องนี้อบอุ่นขึ้นเลยสักนิด กลิ่นคราบน้ำเอียนๆ และกลิ่นความสัมพันธ์ลึกซึ้งยามค่ำคืนยังคงลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ราวกับจะย้ำเตือนถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไป ความเงียบกริบปกคลุมคนสองคนเอาไว้ มีเพียงเสียงการเคลื่อนไหวของร่างสูงที่กำลังก้าวลงจากเตียงกว้างอย่างไม่แยแส
เขาเริ่มหยิบจับเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมาเตรียมจะสวมใส่ ท่าทางนั้นมันดูเป็นธรรมชาติและเรียบเฉยเสียจนคนที่มองไม่อาจห้ามความรู้สึกใจหายไว้ได้ ร่างบางที่นอนจมอยู่บนเตียงพยายามฝืนยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ความเจ็บร้าวตามข้อต่อและบาดแผลแห่งความทรงจำเมื่อคืนกำลังแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย
"คืนนี้มึงจะค้างไหม"
เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นมากลางความเงียบ มันเป็นคำถามที่เบาหวิว ราวกับกำลังลองเชิงหรือหวังปาฏิหาริย์เล็กๆ ทั้งที่ในใจลึกๆ ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร
ร่างสูงที่กำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ตหยุดมือลงชั่วครู่ เขาปรายสายตามองกลับมาทางเตียงเพียงเล็กน้อย ดวงตาคู่คมนั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกอ่อนโยนใดๆ ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
"ถามทำไม"
"ถ้ามึงค้าง กูจะได้สั่งอาหารเย็นเผื่อ"
ชมพิ้งค์พยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่าที่ถามไปก็แค่เรื่องปากท้อง เรื่องพื้นฐานของคนที่ใช้วิถีชีวิตร่วมกันในบางเวลา แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดนั้น กลับแทงลึกลงไปในอกข้างซ้ายอย่างจัง
"ไม่อ่ะ...มึงกินเลย กูจะกลับไปดูมายสักหน่อย"
"ไม่ไปไม่ได้เหรอ"
ถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็ยังจะถาม ร่างบางไร้เครื่องปกปิดร่างกายดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมกายเอาไว้ ในขณะที่อีกคนกำลังสวมใส่เสื้อผ้าของตนเองอย่างสบายอารมณ์
"มึงอย่ามางอแงนะชม มายไลน์มาบอกว่าไม่สบายกูต้องกลับไปดูแล"
คำพูดนั้นรวดเร็วและเด็ดขาดโดยแทบไม่ต้องหยุดคิด : มายมิ้นผู้หญิงที่ พระราม กำลังพูดถึง คือรุ่นน้องปีหนึ่ง แฟนตัวจริงของมัน ใช่แล้ว..พระรามมีแฟน..แต่มันก็ยังแอบมามีอะไรกันกับฉัน..เราสองคนแอบกินกันมานาน..นานกว่าระยะเวลาที่มันคบกันกับมายมิ้นเสียอีก ทั้งที่ฉันกับมันมีอะไรกันมาก่อน สัมพันธ์ลึกซึ้งเกิดขึ้นนานนับปี แต่มันก็ไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา ไม่เคยมองฉันเลยสักนิดแม้แต่หางตามันยังไม่เคยแล
ทุกคำพูดของเขามันเหมือนปลายเข็มที่ค่อยๆ ทิ่มแทงลงบนแผลเดิมซ้ำๆ พระรามจดจำรายละเอียดเกี่ยวกับมายมิ้นได้เสมอ เขาพร้อมจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อรีบพุ่งตัวไปหาเธอทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยปาก โดยไม่เคยตั้งคำถามเลยสักคำ ต่างกับฉัน...คนที่อยู่ตรงนี้ คนที่ผ่านค่ำคืนอันร้าวรานมาด้วยกันกับเขาตลอดทั้งคืน แต่กลับกลายเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีค่าพอให้หยุดมอง
"กูก็ไม่สบาย ปวดหัวเหมือนจะไข้ขึ้น"
พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ดวงตาใสมองจ้องมันตาไม่กระพริบ ฉันเองก็เหมือนจะไม่สบาย..รู้สึกปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย บวกกับความระบมที่เกิดขึ้นบริเวณช่วงล่าง ทำขาสั่นจนแทบพยุงตัวเองไม่ไหว เพราะความป่าเถื่อนของพระราม ที่ระบายกับร่างกายของฉันตลอดทั้งคืน
คราบน้ำตาที่แห้งกรังยังคงทิ้งร่องรอยอยู่บนแก้มเนียน ความเจ็บปวดจากการกระทำอันเอาแต่ใจของเขาเมื่อคืนยังคงเด่นชัด ร่างกายของฉันบอบช้ำจนแทบจะก้าวขาลงจากเตียงไม่ไหว หัวใจก็กวนตะกอนความเสียใจจนขุ่นมัว แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ยังหวัง...หวังเพียงเศษเสี้ยวความสงสารจากผู้ชายตรงหน้า
"เหรอ... แล้วไง?"
พระรามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่สบายแล้วยังไง มาบอกทำไม เขาไม่ใช่หมอสักหน่อย
เขาไม่แม้แต่จะหยุดมือที่กำลังจัดปกเสื้อ ไม่แม้แต่จะก้าวขาเข้ามาใกล้เตียงเพื่อแตะหน้าผากวัดไข้ หรือแสดงความอาทรใดๆ สายตาของเขามองมาที่ฉันเหมือนมองสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ขวางทางอยู่ เสียงของเขาเย็นชาจนทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
"มึงอยู่ดูแลกูได้ไหม"
ฉันเอ่ยปากอ้อนวอนออกไปอย่างไร้เกียรติ ยอมลดทอนศักดิ์ศรีของตัวเองลงจนหมดสิ้น เพียงเพราะอยากให้เขาอยู่ข้างๆ ในวันที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอถึงที่สุด อยากสัมผัสไออุ่นจากคนที่ฉันรัก แม้รู้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม
"มึงโตแล้วนะชม แค่เป็นไข้ ดูแลตัวเองก็ได้ป่ะ จะให้กูทิ้งมายมาดูกูเหรอมึงงั้นเหรอ อย่าพูดอะไรที่เป็นไปไม่ได้ นั่นแฟนกูนะ"
คำตอบของเขามันชัดเจนและแปรเปลี่ยนเป็นความใจร้ายอย่างถึงที่สุด : ชมพิ้งค์ก็ชอบทำตัวแบบนี้ งอแงตลอดทุกครั้งที่ผมเอ่ยถึงมายมิ้น ทั้งที่มายมิ้นเป็นแฟน..แต่ตัวมันเองเป็นแค่เพื่อน เรียกร้องอะไรเกินขอบเขต
คำว่า 'แฟน' ออกมาจากปากเขาอย่างภาคภูมิใจและเต็มเสียง ในขณะที่คำว่า 'เพื่อน' ถูกใช้เป็นนโยบายผลักไสฉันให้ออกไปยืนอยู่ในจุดที่ห่างไกลที่สุด เขามองว่าการที่ฉันเจ็บป่วยเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นความงอแงที่น่ารำคาญ เป็นการเรียกร้องที่เกินหน้าที่ของเพื่อนนอนอย่างฉัน
"....ราม..กูก็เมียมึงนะ กูแค่อยากให้มึงเป็นห่วงกูบ้าง ถึงแม้มันจะไม่ได้ครึ่งของแฟนมึง แต่ขอแค่มึงห่วงใยกูสักนิด เพียงแค่เสี้ยวของความรู้สึก แค่นั้นที่กูขอ..มึงฝืนใจทำสักครั้งไม่ได้เลยเหรอ"
ฉันได้แต่มองดูใบหน้าหล่อที่เอาแต่เสยผม จัดแจงร่างกาย รูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง โดยไม่สนใจที่จะหันมาฟังในสิ่งที่ฉันพูดเลยสักนิด
คำว่า 'เมีย' ที่ฉันหลุดปากพูดออกไป มันหล่นหายไปในความเงียบ ไม่มีแม้อนุภาพความเห็นใจซึมซาบเข้าไปในจิตใจของเขา ฉันไม่ได้ต้องการทัดเทียมกับแฟนจริงจังของเขา ฉันรู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ แต่แค่เศษเสี้ยวความสงสาร...แค่ความห่วงใยในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ผูกพันกันมานาน เขากลับมอบให้ฉันไม่ได้เลยงั้นหรือ? เขาฝืนใจทำเป็นห่วงฉันหน่อยไม่ได้เลยหรือไง?
"มึงกับกูก็แค่เพื่อนกัน เอากันแค่เล่นๆ ไม่ผูกมัดอย่างที่เคยบอก อย่าเรียกร้องสถานะอื่น โอเคนะ"