@08.00 น.
แปดโมงตรงเป็นเวลาเช็คชื่อเข้าเรียน ผมมองไปยังเก้าอี้เล็คเซอร์ตัวเดิมที่เคยมีใครคนหนึ่งนั่งอยู่ ที่ประจำของชมพิ้งค์ วันนี้เจ้าตัวไม่มาเรียน เพื่อนๆถามเข้าไปในไลน์กลุ่มมันก็ไม่ยอมตอบ ผมโทรไปมันไม่รับ ไลน์ไปมันไม่ตอบ ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรหรือจะโกรธที่วันนั้นผมไม่ได้อยู่ดูแล ความจริงก็ห่วงมันนะ แต่ถ้าให้เลือกมันก็เลือกยาก คนหนึ่งคือเพื่อน อีกคนเป็นแฟน..ถ้าให้ลำดับความสัมคัญผมคงต้องทำตามความรู้สึก ตอนนั้นผมเลือกมายมิ้น เพราะเธอบอกป่วยหนักจนลุกไม่ไหว แต่ชมพิ้งค์ยังคงช่วยเหลือตัวเองได้ อาการเธอเป็นไข้ธรรมดา ผมเลยเลือกที่จะไป แต่พอไปถึงน้องมันไม่เป็นอะไรเลย นอนอ้าขารอผมอยู่บนเตียง นั่นแหละสุดท้ายผมก็ยอม ยอมนอนค้างกับมายมิ้นตลอดทั้งคืน ตื่นเช้ามากะจะไปดูอาการของชมพิ้งค์...ไปหามันแต่มันไม่อยู่ โทรหาตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ สามวันเห็นจะได้ แต่มันไม่ยอมรับสาย และหายหน้าไปไม่มาให้เจอ หายไปไม่บอกไม่กล่าว ทำแบบนี้โคตรไม่น่ารัก เจอตัวเมื่อไหร่คงต้องอบรมซะหน่อยแล้ว
ความคิดในหัวของผมวนเวียนอยู่กับเรื่องของชมพิ้งค์ตลอดเวลา สายตาของผมยังคงจ้องมองไปที่เก้าอี้ว่างเปล่าตัวนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมอดคิดถึงคืนนั้นไม่ได้ วันที่ชมพิ้งค์โทรหาผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ บอกว่ารู้สึกตัวร้อนและเวียนหัวมาก แต่ในเวลาเดียวกัน มายมิ้นแฟนสาวของผมก็ส่งข้อความมาบอกว่าเธอปวดท้องหนักมากจนลุกไม่ไหว ผมในฐานะแฟนจึงจำใจต้องเลือกไปหามายมิ้นก่อน โดยคิดว่าชมพิ้งค์แค่อยู่ห้อง นอนพัก กินยาเดี๋ยวก็หาย แต่เมื่อไปถึงคอนโดของมายมิ้น ภาพที่ผมเห็นกลับตรงกันข้าม เธอนั่งยิ้มระรื่น สวมชุดนอนซีทรูตัวบางเฉียบ และไม่ได้มีอาการป่วยไข้เลยสักนิด สุดท้ายด้วยสัญชาตญาณและความต้องการของเนื้อหนัง ผมก็ตกเป็นเหยื่อของเธอ และยอมใช้เวลาทั้งคืนร่วมกับมายมิ้นจนกระทั่งเช้า ครั้งแรกของมายมิ้น ไม่ใช่สิ สภาพที่ผมเห็นที่ได้สัมผัส น่าจะมีประสบการณ์มาเยอะแล้ว ไม่ใสอย่างที่คิดเลยสักนิด
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมจนถึงตอนนี้ คือตอนที่ผมกลับไปหาชมพิ้งค์ที่คอนโดของเธอในเช้าวันถัดมา ห้องพักนั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยว่ามีคนอยู่ ยาแก้ไข้ที่ผมซื้อทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ยังคงวางอยู่ที่เดิม และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ รวมเวลาสามวันเต็มๆ ชมพิ้งค์ไม่เคยติดต่อกลับมาเลย โทรศัพท์ข้ามสาย ไลน์อ่านแต่ไม่ตอบ หรือบางทีก็ไม่อ่านเลยด้วยซ้ำ มันทำให้ผมเริ่มรู้สึกอึดอัด และหัวร้อนอย่างบอกไม่ถูก การหายตัวไปแบบไร้การติดต่อของเธอ มันกำลังทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการควบคุมอะไรบางอย่างไป
@พักเที่ยง
บรรยากาศการเรียนและสอบเก็บคะแนนอันแสนตึงเครียดในช่วงเช้าผ่านพ้นไปได้ด้วยความยากลำบาก ทันทีที่อาจารย์ราณีสั่งเลิกชั้นเรียน เสียงถอนหายใจระงมก็ดังขึ้นทั่วทั้งห้อง นักศึกษาต่างพากันทยอยเก็บข้าวของเดินออกจากห้องเรียนด้วยสภาพเหมือนคนที่พึ่งผ่านศึกสงครามมาอย่างหนักหน่วง
"คาบนี้โคตรทรมาน หัวจะปวด...Automatic Control เล่นกูแล้ว สอบแบบสมองโล่งๆ ไม่มีความรู้แทรกซึมเข้ามาในหัว ยังดีที่กูยังได้สองคะแนน"
ออโต้เดินเอามือคลึงขมับตัวเองตลอดทางเดิน เสียงบ่นฟูมฟายของมันดังกวนประสาทไปตลอดทาง การสอบเก็บคะแนนครั้งนี้ยับเยินเกินกว่าที่มันคาดคิดไว้มาก คะแนนสองคะแนนที่ได้มา ก็คงเป็นคะแนนสงสารจากการเขียนสูตรมั่วๆ ลงไปในกระดาษคำตอบเพียงเท่านั้น สำหรับคนที่เคยรักษาเกรดนิยมเฉลี่ยให้อยู่ในระดับดีมาตลอดอย่างแก๊งเรา การโดนตัดสิบห้าคะแนนเต็มไปแบบนี้ เท่ากับเป็นการปิดประตูเกรดเอในวิชานี้อย่างสมบูรณ์แบบ
"มึงเป็นอะไรไอ้ราม...หน้าตึงตั้งแลงยอยู่ในห้อง.. คะแนนก็ได้เต็ม มึงจะตึงเพื่อ ?"
ออโต้หยุดเดินแล้วหันมามองหน้าผมด้วยสายตาฉงน มันเห็นผมทำหน้ายุ่งมาตั้งแต่เริ่มคาบเช้า ยิ่งตอนที่ผลคะแนนสอบย่อยประกาศออกมาว่าผมได้สิบห้าคะแนนเต็ม รัศมี ความหงุดหงิดรอบตัวผมกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม ใบหน้าของผมยิ่งดูบึ้งตึงและเย็นชาขึ้นกว่าเดิมจนเพื่อนๆ ในกลุ่มรู้สึกได้ชัดเจน
"........."
ผมเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของออโต้ แต่นิ้วโป้งยังคงกดพิมพ์รหัสผ่านแล้วเข้าแอปพลิเคชันรัวๆ สายตาจ้องมองหน้าจอสมาร์ตโฟนไม่วางตา ข้อความแชตล่าสุดที่ผมส่งไปหาชมพิ้งค์ยังคงขึ้นสถานะว่าไม่ได้อ่าน ผมกดรหัสโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงสัญญาณรอสายที่ดังอยู่นานก่อนจะตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียง ความรู้สึกหงุดหงิดและร้อนรุ่มในอกยิ่งโหมกระหน่ำจนผมแทบอยากจะเขวี้ยงโทรศัพท์เครื่องหรูในมือทิ้งลงพื้น
"ติดต่อไอ้ชมไม่ได้ ?"
เซนเซอร์ที่เดินขนาบข้างมาเอ่ยทักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ท่าทางของมันรู้ทันผมไปเสียทุกอย่าง รอยยิ้มกวนประสาทตรงมุมปากของมันยิ่งกระตุ้นต่อมโทสะของผมให้ทำงานหนักขึ้น แต่ผมทำได้เพียงแค่สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มอารมณ์เอาไว้
"หายหัวไปไหนว่ะ สามวันแล้วที่ไม่ได้เจอ ไม่ใช่มันตายไปแล้วเหรอ รับยากรับเย็นจังวะโทรศัพท์"