@21.00 น. >> คอนโดชมพิงค์
"📞 ค่า..กำลังถึงห้อง"
"📞 คิดถึงอะไร พึ่งแยกจากกันเมื่อกี้เอง"
"📞 รู้แล้วค่า...ขอบคุณนะคะพ่อบุญทุ่ม :)"
เสียงหวานใสของชมพิ้งค์ดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี ขณะที่มือเรียวสวยกำลังแตะคีย์การ์ดปลดล็อกประตูห้องพักหรูในคอนโดใจกลางเมือง เธอหัวเราะเบาๆ ให้กับปลายสายที่พยายามพูดจาเอาอกเอาใจและหยอดคำหวานใส่เธอตลอดทางเดิน มาร์คเกอร์เป็นผู้ชายประเภทที่เอาใจเก่ง สปอร์ต และรู้วิธีทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าหวานที่ยังคงซีดเซียวเล็กน้อยจากอาการป่วยที่เพิ่งจะดีขึ้น
"ไปไหนมา !"
บรรยากาศภายในห้องพักตกอยู่ในความเงียบสงัดและมืดมิด ทันทีที่เสียงทุ้มต่ำและดุดันของใครบางคนดังกราดขึ้นมาจากความมืดตรงมุมห้อง ฉันถึงกับตกใจจนหัวใจกระตุกวูบ สายตาที่พยายามปรับให้คุ้นเคยกับความมืดมิดมองเห็นร่างสูงใหญ่ของพระรามนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวยาว มันนั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนผีสิงสถิตประจำห้อง มันเป็นผีบ้านผีเรือนเหรอถึงได้นั่งหน้าบึ้ง จ้องมองกันขนาดนั้น ใบหน้าคมคายบึ้งตึง คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นโบ แววตาคู่คมจ้องมองตรงมาที่ฉันตาไม่กระพริบ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้
".............."
ฉันเงียบ ไม่ตอบอะไรมันทั้งนั้น ได้แต่จ้องหน้ามันกลับด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งหงุดหงิด ตกใจ และน้อยใจที่ประดังประเดเข้ามาในอก ความมืดและความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสียงจากปลายสายในโทรศัพท์ดังขึ้นมาเบาๆ พลางถามด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
"📞 มาร์คขับรถเถอะ เดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่"
"📞 ค่า..แล้วเจอกันนะคะ บาย :)"
ฉันกลับเข้ามาคอนโดของตัวเองในเวลาสามทุ่มตรง ระหว่างทางเดินฉันคุยค้างสายกับมาร์คเกอร์ตลอด จนเดินเข้ามาในห้อง เห็นเงาของใครบางคนนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ทำหน้าบูดบึ้งมองมาที่ฉัน...มันนั่งเป็นผีเฝ้าห้อง ไฟสักดวงมันก็ไม่เปิด เห็นมันจ้องมองเขม่นมาที่ฉัน..สายตามันดุเอาเรื่อง ส่งสัญญาณบอกให้ฉันมาคุย ฉันจึงวางสายจากมาร์คเกอร์ ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ เปิดแอร์ แล้วเดินไปดื่มน้ำในครัวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พยายามกดความรู้สึกสับสนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย แสงไฟจากหลอดไฟบนเพดานสว่างวาบขึ้นมาทันทีที่ฉันแตะสวิตช์ เผยให้เห็นร่างของพระรามที่นั่งอยู่ในท่าเดิม มันสวมเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนส์ สภาพผมกระเซอะกระเซิงเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ฉันเมินสายตาดุร้ายของมันที่มองตามทุกการเคลื่อนไหว เดินละเลยมันเข้าไปในโซนครัว นำแก้วมาใส่น้ำเย็นจากตู้เย็นแล้วยกขึ้นดื่มช้าๆ เพื่อดับความร้อนรุ่มในใจ ทำราวกับว่าการมีตัวตนอยู่ของมันในห้องนี้เป็นเพียงแค่อากาศธาตุ
"กูถามว่ามึงไปไหนมา..ทำไมไม่ไปเรียน !"
เสียงของมันดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเข้มจัดเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง มันลุกขึ้นยืนจากโซฟาแล้วก้าวขาเดินตามเข้ามาในครัวอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบของมันบีบบังคับให้ฉันต้องหันไปเผชิญหน้า
"ไม่อยากไป"
ฉันวางแก้วน้ำลงบน counter ครัวด้วยความเบามือ แล้วเดินผ่านหน้ามันไปอย่างไม่แยแส ตรงไปนั่งลงที่โซฟาตัวยาวตรงข้ามทีวี หยิบริโมตขึ้นมาเปิดดูซีรีส์เรื่องโปรดที่ค้างไว้ เสียงซีรีส์ดังกระหึ่มขึ้นมาช่วยกลบความเงียบอันน่าอึดอัด ฉันนั่งกอดอก จ้องมองหน้าจอทีวี โดยไม่ยอมหันไปมองหน้าคนที่ยืนหัวร้อนอยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย
วันนี้ไม่ได้ไปเรียน ยอมรับว่าแอบโดดเรียนไปเที่ยวกับหนุ่มหล่อสถาปัตย์ ก็อยู่คนเดียวมันเหงา อีกทั้งตัวฉันเองไม่ค่อยสบาย ไอ้เพื่อนสนิทตัวดีอย่างพระรามมันก็ไม่สนใจใยดี วิ่งแจ่นไปหาแฟนของมัน ทิ้งให้ฉันนอนจับไข้หนาวสั่นอยู่คนเดียว ตลอดทั้งคืนฉันต้องตื่นขึ้นมาหาผ้าขนหนูชุบน้ำมาดๆ มาเช็ดตัวให้ตัวเอง อาการไม่ได้หนักมาก แต่ก็ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะอ่อนแรง เหนื่อยล้าจากเรื่องบนเตียงที่มันทำเอาไว้ พอคิดๆ ไปก็แอบน้อยใจมันอยู่เหมือนกัน เป็นคนทำแท้ๆ แต่กลับไม่รับผิดชอบ พอป่วยกลับไม่ดูดำดูดี ส่วนหนึ่งที่ไม่ไปเรียนเพราะไม่อยากเห็นหน้ามัน ถามว่าโกรธไหม ก็โกรธแหละ แต่ทำอะไรไม่ได้ไง คนไม่มีสิทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องอะไรในฐานะอื่นนอกจากเพื่อน จะถามหาความห่วงใยจากมัน ไม่เคยมี อยู่คนเดียวมันฟุ้งซ่าน เลยหาเพื่อนคุย พอดีมาร์คเกอร์หนุ่มสถาปัตย์ที่มาขอเบอร์เมื่อหลายวันก่อนไลน์มาหา เลยถือโอกาสลองคุยให้หายเหงาซะหน่อย คุยด้วยแล้วสบายใจ ก็เลยคุยยาวมาจนถึงวันนี้
ความเจ็บปวดลึกๆ ในใจที่ถูกบดบังด้วยความเข้มแข็งเริ่มประทุขึ้นมา ย้อนกลับไปในคืนนั้น คืนที่ฉันนอนหนาวสั่นด้วยพิษไข้ ร่างกายอ่อนแอรวดร้าวไปทั้งตัวจากการกระทำอันป่าเถื่อนบนเตียงที่มันเป็นคนฝากไว้ ฉันกดโทรศัพท์หาฮีโร่ในดวงใจอย่างมันด้วยความหวังอันน้อยนิด หวังว่ามันจะมาดูแล หวังว่าจะมีความห่วงใยในฐานะอะไรก็ได้สักอย่างส่งมาถึงฉัน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความว่างเปล่า มันเลือกที่จะวิ่งไปหามายมิ้น ทิ้งให้ฉันเคว้งคว้างนอนผจญกับความหนาวเย็นและความเจ็บปวดอยู่เพียงลำพังตลอดทั้งคืน ต้องลากสังขารอันอ่อนแรงขึ้นมาเช็ดตัวให้ตัวเอง น้ำตาซึมไหลออกมารดหมอนด้วยความน้อยใจ ความรู้สึกเหล่านั้นมันหล่อหลอมจนกลายเป็นความชาชิน และเปลี่ยนเป็นความโกรธ ฉันจึงเลือกที่จะถอยออกมา เลิกคาดหวัง และเมื่อมาร์คเกอร์ยื่นมือเข้ามาเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหาย ให้ความสนใจและดูแลฉันเหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่อง มันจึงไม่แปลกเลยที่ฉันจะเปิดใจรับเขาเข้ามา
"ทำตัวเหลวไหล โดดเรียนไปเที่ยวกับผู้ชาย..มันใช่เหรอชม..."
พระรามเดินมากดปิดทีวีอย่างแรงจนหน้าจอดับพรึบลง มันยืนค้ำหัวฉัน เสียงทุ้มของมันกดต่ำลงเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง
"กูจะทำตัวยังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับมึง เป็นแค่เพื่อน อย่ามาเสือกได้ป่ะ"