ขวัญจิราขับรถซีดานคู่ใจออกจากบ้านมาได้ราวครึ่งชั่วโมงก็ใกล้จะถึงบ้านเพื่อนรักเต็มที พลันดวงตาคู่หวานเหลือบไปเห็นแผงคอนโซลหน้ารถที่ปรากฏสัญญาณไฟแดงแจ้งเตือนน้ำมันใกล้หมด
“โอ๊ย! ลืมเติมน้ำมัน แย่แล้ว อย่าเพิ่งรีบหมดตอนนี้นะลูก ใกล้ถึงแล้ว”
ยังไม่ทันขาดคำ...
ยานพาหนะสุดหรูคู่ใจก็ออกอาการกระตุกกึกกัก ขวัญจิราจึงรีบหักเลี้ยวรถเข้าข้างทางเพื่อหาที่จอด ทว่าด้วยความไม่ทันระมัดระวัง ทำให้เธอไปปาดหน้าเฟอร์รารีสีเทาจนเกือบถูกชนท้าย รถหรูถึงกับกดแตรยาวเหยียดเสียจนเธอสะดุ้งโหยง
เมื่อเธอประคองรถจอดเทียบทางเท้าได้ก็รีบเปิดประตูลงมา ยกมือไหว้ขอโทษขอโพยซูเปอร์คาร์คันงามที่กำลังขับเคลื่อนผ่านไปช้า ๆ จากนั้น
ขวัญจิราก็มุดกลับเข้ารถซีดานคันงาม คว้าสมาร์ตโฟนออกมาเพื่อจะต่อสายหาอู่เจ้าประจำ
ทว่า...
“เฮ้ย! แบตหมด! ทำไมถึงได้ซวยแบบนี้เนี่ย”
ขวัญจิราโวยวายกับหน้าจอสี่เหลี่ยมที่มืดสนิท เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าซูเปอร์คาร์คู่กรณีกำลังหักเลี้ยวเข้าจอดเทียบทางเท้าด้านหน้ารถของเธอ ก่อนที่ประตูห้องโดยสารฝั่งคนขับจะเปิดอ้าออก และคนที่ก้าวลงมาคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทย ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูมีเค้าความเป็นลูกครึ่ง ทว่าสีหน้าของเขานั้นฉายแววความขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด
“ซวย ๆ ๆ ๆ ได้ออกโหนกระแสแน่เลยฉัน”
หญิงสาวบ่นพึมพำกับตนเองพลางนึกหวาดหวั่นในใจ และในขณะที่เธอกำลังจะกล่าวขอโทษออกไปนั้น หนุ่มลูกครึ่งก็โพล่งเสียงดังออกมาเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ
“ขับรถประสาอะไร รู้ไหมถ้าผมเบรกไม่ทันมันจะเกิดอะไรขึ้น นี่คุณมัวแต่เล่นโทรศัพท์อยู่หรือไงถึงได้ขับรถแบบนี้”
ขวัญจิรายืนฟังด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ก่อนยกสองมือขึ้นประนมไหว้คนตัวโตตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษค่ะ แต่ฉันไม่ได้เล่นโทรศัพท์นะคะ...” ขวัญจิรายกสมาร์ตโฟนหน้าจอดำมืดขึ้นมาเป็นหลักฐาน ก่อนจะกล่าวต่อ “คือว่ารถของฉันน้ำมันหมดค่ะ ฉันก็เลยตกใจนิดหน่อยกลัวว่ามันจะดับกลางถนนก็เลยรีบเลี้ยวไปหน่อย ฉันต้องขอโทษคุณจริง ๆ นะคะ” ขวัญจิรายกมือไหว้พร้อมส่งสายตาอ้อนวอน
หนุ่มลูกครึ่งขมวดคิ้วเพ่งมองเจ้าของร่างเล็กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโคลงศีรษะเบา ๆ ด้วยความละเหี่ยใจ จากนั้นก็ล้วงเข้าไปหยิบสมาร์ตโฟนราคาแพงในกระเป๋ากางเกงขึ้นมายื่นให้ขวัญจิรา
“คะ ?” หญิงสาวเลิกคิ้วสูงอย่างตั้งคำถาม
“ต้องเติมน้ำมันไม่ใช่เหรอ หรือคุณจะเข็นไป”
“อ้อ ค่ะ ๆ ๆ ขอบคุณมากนะคะ”
ขวัญจิรารับโทรศัพท์มือถือมาจากมือหนา กดค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของอู่ที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ก่อนกดต่อสายคุยกับอู่อย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็รีบส่งอุปกรณ์สื่อสารราคาแพงคืนกลับไปให้คนตัวโต พร้อมคำขอบคุณ
ทว่าชายหนุ่มรับไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใดออกมา แต่ถ้าจะให้เดาก็คงยังขุ่นเคืองเธออยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้น หนุ่มลูกครึ่งก็ยังอยู่รอเป็นเพื่อนเธอจนกระทั่งพนักงานจากทางอู่ขับรถนำน้ำมันมาเติมให้เรียบร้อย
“ขอบคุณนะคะที่ไม่ถือโทษโกรธฉัน ขอบคุณสำหรับโทรศัพท์ แล้วก็ที่อยู่รอเป็นเพื่อนฉันอีก ถ้ามีอะไรที่ฉันจะตอบแทนคุณได้...”
“คุณจะตอบแทนอะไรผมล่ะ” เจ้าของร่างสูงเอ่ยถามขณะที่ยืนกอดอกทิ้งสะโพกลงบนฝากระโปรงรถซีดานคันงาม
“เอ่อ...เลี้ยงกาแฟได้ไหมคะ หรือว่าคุณอยากทานข้าวไหมคะ แต่ว่าคงต้องเป็นวันอื่นนะคะ พอดีวันนี้ฉันมีนัดสำคัญกับเพื่อน”
“ช่างเถอะครับ เรื่องเล็กน้อย ผมเองก็มีธุระด่วนเหมือนกัน เอาเป็นว่าเราแยกกันตรงนี้ดีกว่า” หนุ่มลูกครึ่งว่าจบก็ยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินกลับไปที่ซูเปอร์คาร์ ทว่าคนตัวโตเกิดหยุดชะงักและหันกลับมาอีกครั้ง “ต่อไปก็อย่าปล่อยให้น้ำมันหมดนะครับ แล้วก็ขับรถดี ๆ ด้วย”
“ค่ะ”
ขวัญจิราตอบรับพร้อมส่งยิ้มอ่อน พลางจ้องมองคนตัวโตเดินไปขึ้นรถ และขับออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะยิ้มกว้างออกมา
เธอนึกขอบคุณหนุ่มลูกครึ่งผู้ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม ที่อย่างน้อยก็ทำให้ในวันแย่ ๆ ของเธอได้เจอสิ่งดี ๆ แม้ปากจะพูดจาห้วน ๆ มะนาวไม่มีน้ำ ฟังดูไม่รื่นหูสักเท่าไร แต่การกระทำของเขานั้นแสดงให้เห็นความมีน้ำใจ และห่วงใยคนแปลกหน้าเช่นเธอ
ขวัญจิรายืนมองจนกระทั่งเฟอร์รารีสีเทาคันงามพุ่งทะยานหายไปบนท้องถนน จากนั้นคนตัวเล็กก็กระโดดขึ้นรถ และขับต่อไปยังบ้านของเพื่อนรัก