“งานไม่หนีท่านพ่อไปไหนหรอกเจ้าค่ะ วางไว้พรุ่งนี้ก็ยังอยู่ที่เดิม ลุงเป่าเป็นเสมียนให้ท่านตั้งแต่หนุ่มยันแก่ อายุมากแล้วแต่ยังแข็งแรงเพราะเข้านอนแต่หัวค่ำ ท่านต้องเอาอย่างลุงเป่า ตื่นตอนเช้ามาสดชื่น ตรวจงานได้เร็วกว่าตอนอ่อนเพลียแน่นอนเจ้าค่ะ เมื่อเย็นป้าหยวนหอบขิงมาฝาก ข้าจะต้มน้ำขิงร้อนๆ ให้ทานแต่เช้า ท่านพ่อต้องถนอมตัวเอง จะได้อยู่ดุข้าไปนานๆ นะเจ้าคะ”
นางพูดฉอดๆ ไม่เว้นวรรคให้บิดาเถียง
“เฮ้อ อีกหน่อยเจ้าก็ต้องออกเรือน จะมัวทำตัวเป็นเด็กๆ ไม่ได้อีกแล้ว พ่อตั้งใจว่าฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มหาคู่ครองให้เจ้าจริงๆ จังๆ เสียที เจ้าเองจะได้ทำตัวเรียบร้อยเหมือนอย่างผิงผิงบ้าง”
อู๋ซานเหนียงแอบย่นคิ้วขณะประคองบิดาไปที่เตียง จัดผ้าห่มให้เรียบร้อย และหันไปเก็บโต๊ะเขียนหนังสือของบิดา ก่อนจะกลับห้องนอนของตัวเอง ไม่เข้าใจตรรกะที่ว่าหากมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วทุกอย่างจะดีเอง มันไม่เห็นเกี่ยวกันเลยสักนิด อู๋ซานเหนียงเงยหน้ามองพระจันทร์ คำสั่งของบิดาถือเป็นเด็ดขาดสำหรับลูกผู้หญิง หากบิดาต้องการให้นางแต่งกับใคร นางก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
มีอยู่หนทางเดียวก็คือหาเรื่องให้ฝ่ายชายเอ่ยปากปฏิเสธก็จบ ง่ายจะตาย
ร่างบอบบางแอบหัวเราะร่วนในใจ แต่ยังไม่ทันผลักประตูห้องนอนเข้าไป อู๋ซานเหนียงก็ได้ยินเสียงผิงผิงที่ชายกำแพง
“เหนียงเอ๋อร์... เหนียงเอ๋อร์...”
“ผิงผิง? ดึกป่านนี้แล้วเจ้ามาทำไม มันอันตรายนะ” อู๋ซานเหนียงสืบเท้าไปที่ชายกำแพงอย่างรวดเร็ว ฟังจากน้ำเสียงสั่นเครือของผิงผิงแล้วนางจึงนึกเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นที่บ้านเจ้าหรือไม่”
“ข้า... ข้า... เหนียงเอ๋อร์เจ้าออกมาพบข้าได้หรือไม่... ข้ามีเรื่องจะปรึกษา”
“ได้สิ” อู๋ซานเหนียงกลัวว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับเพื่อนรัก นางจึงรีบผลักประตูด้านหลังครัวเพื่อออกไปพบ แต่แล้วดวงตาคู่งามพลันเบิกกว้างด้วยความงุนงงเมื่อพบว่ามีชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือนับสิบคน ยืนตระหง่านดุจรูปสลักท่ามกลางแสงจันทร์สลัว และสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางคือหลี่ชุ่ยผิน นางข้าหลวงผู้นั้นนั่นเอง
อู๋ซานเหนียงปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“เหนียงเอ๋อร์... ข้าขอโทษ ฮือ...” ผิงผิงร่ำไห้ นางถูกมัดและถูกตีท้ายทอยจนสลบไป อู๋ซานเหนียงคว้าท่อนฟืนจะเข้าไปช่วยเพื่อน แต่หลี่ชุ่ยผินจุปากเตือนเสียก่อน
“ถ้าไม่อยากให้เพื่อนของเจ้าถูกฆ่าข่มขืน จงทำตัวว่าง่ายเข้าไว้จะดีกว่านะ”
“ท่านต้องการอะไร”
“ท่านอ๋องต้องการพบตัวเจ้า เชิญขึ้นรถ”
......................
ไม่มีคำอธิบายหรือปลอบโยนใดๆ จากคนเหล่านี้ทั้งสิ้น
ร่างบอบบางถูกมัดแน่นหนา ผูกผ้าปิดตาแล้วพาตัวขึ้นรถม้าโดยไม่บอกว่ากำลังเดินทางไปที่ใด รู้แค่ว่านางข้าหลวงผู้นั้นพาลัดเลี้ยวไปมาจนเวียนหัว พวกเขากักขังอย่างเข้มงวด จนระยะเวลาผ่านไปยาวนานกว่าสิบวัน ในที่สุดโสตประสาทของนางก็รับรู้สรรพเสียงรอบกายว่ากำลังเข้าสู่เมืองหานซาน เมืองหลวงของแคว้นเหลียน
เสียงกีบม้าย่ำพื้นอิฐและเสียงขานรายงานที่ดังแว่วเข้ามา ทำให้นางรู้ว่าตัวกำลังถูกนำตัวเข้าวัง อู๋ซานเหนียงถูกพาตัวลงมาจากรถแล้วส่งขึ้นเกี้ยว ระหว่างที่กำลังคิดวิตก จู่ๆ เกี้ยวที่อู๋ซานเหนียงนั่งมาก็วางลงบนพื้น จากนั้นมีคนอุ้มนาง อึดใจต่อมาผ้าปิดตาก็ถูกกระชากออก
“อืม... ใช้ได้ ในที่สุดก็หามาจนได้นะ”
“นางเป็นคนซื่อๆ โง่ๆ ส่วนมารดาเป็นชาวแคว้นฉู่ เค้าโครงรูปร่างหน้าตาเหมือนมากทีเดียวเพคะ”
อู๋ซานเหนียงเข่าอ่อนล้มลงกับพื้น กว่าจะปรับสายตาให้ชินแสงจ้าที่สาดเข้ามาได้ ร่างบอบบางก็ถูกฉุดแขนให้ลุกขึ้น สถานที่แห่งนี้เป็นเขตราชวังรโหฐาน กลุ่มคนลึกลับที่พาตัวอู๋ซานเหนียงมาต่างคุกเข่าลงด้วยความยำเกรง อู๋ซานเหนียงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“หน้าตาพอใช้ได้ ขัดล้างคราบสกปรกแล้วแต่งหน้าเสียหน่อย ส่วนรูปร่างผิวพรรณไม่เลวเลย คราวนี้งานคงสำเร็จแน่”
บุคคลที่ปรากฎกายตรงหน้าคือชายผู้สูงศักดิ์ อายุรุ่นราวคราวพ่อแต่เป็นเพราะมัวเมาในสุรานารี แม้ว่าเงินทำให้คนตาบอดเห็นได้ แต่เงินไม่สามารถซื้อเวลาได้ ใบหน้าของเหลียนอ๋องจึงดูแก่ทรุดโทรมกว่าอายุจริงไปโข ทรงสวมมงกุฎที่มีสายระย้าไข่มุกสิบสองเส้นและฉลองพระองค์ปักลายมังกร อู๋ซานเหนียงจึงรู้ทันทีว่าชายสูงวัยผู้นี้คือเหลียนอ๋อง เจ้าของแผ่นดินที่นางยืนอยู่ และคนที่ยืนอยู่ข้างกันนั้นก็คือองค์หญิงเหวินเฉิง ผู้ซึ่งมีเรือนผมดำขลับเงางามและผิวขาวผ่อง งดงามราวกับหยกจันทรา
“เจ้าคือบุตรสาวคนเดียวของนายอำเภออู๋สินะ”
“พะ...เพคะ”
องค์หญิงเหวินเฉิงแต่งกายด้วยอาภรณ์ล้ำค่า ประดับประดาเครื่องทองและอัญมณี กลิ่นกำยานที่ลอยอ้อยอิ่งออกมาจากปากนกกระเรียนสัมฤทธิ์ทำให้อู๋ซานเหนียงเวียนศีรษะ
“แน่ใจนะว่านางจะเชื่อฟังคำสั่งของข้า”
“แน่นอนเพคะ นางเป็นหญิงบ้านนอกซื่อๆ โง่ๆ หม่อมฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางจะไม่มีวันทรยศพระองค์แน่นอน” หลี่ชุ่ยผินย้ำอย่างหนักแน่น “ทรงลองพิจารณาดูสิเพคะ หญิงโง่งมผู้นี้เหมาะสมยิ่ง หม่อมฉันจะให้นางสวมผ้าคลุมเนื้อบางปิดบังโฉมไว้ในยามกลางวัน ส่วนยามค่ำคืน นางสามารถถวายการรับใช้ได้โดยไม่ทำให้ผู้ใดสงสัย”
“ดี... ดีมาก”