อู๋ซานเหนียงถลาไปเกาะลูกกรงห้องขังด้วยสีหน้าตื่นตระหนกทันที
“ท่านพ่อ! เกิดอะไรขึ้น? ทำไมพวกเขาถึงทำกับท่านอย่างนี้”
นางพยายามเอื้อมมือไปหาพ่อแต่สุดปัญญา อู๋ซื่อหวงถูกจองจำใส่ขื่อคาและล่ามโซ่ที่ข้อมือข้อเท้า สภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วจึงทรุดลงอย่างรวดเร็ว อู๋ซานเหนียงร้องไห้โฮ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ “ไอ้จิวจิ่นฟาง ถ้าแค้นข้านักทำไมไม่มาลงที่ข้า ทำร้ายพ่อข้าทำไม! จับข้าเข้าไปขังในนั้นด้วยเลยสิ ไอ้สารเลว”
“โถๆ ช่างน่าสงสาร พ่อของเจ้าก่อกวนใส่ร้ายบัณฑิต รับสินบน โกงกินเงินภาษี ฉ้อราษฎร์บังหลวง ฝ่าบาททรงสั่งให้สอบสวนแล้วพบว่าผิดจริง จึงมีรับสั่งให้คุมตัวอู๋ซื่อหวงมารอรับโทษ ข้าเป็นผู้คุมตัวพ่อเจ้ามาจากหม่าเจียง ฮิๆๆ ได้ข่าวว่าพ่อเจ้าจะต้องโทษหลิงฉือ[1]ด้วยนะ น่าสงสาร”
หลิงฉือ!!
อู๋ซานเหนียงพลันเงียบเหมือนกลายเป็นใบ้ จิวจิ่นฟางข่มเหงรังแกคนไม่มีทางสู้ได้ก็หัวเราะสะใจดังลั่น แต่นึกไม่ถึงว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ กลับย่างสามขุมเข้ามา เงื้อมือตบหน้าเขาฉาดใหญ่จนเนื้อชา ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ตบหลายครั้งจนบัณฑิตถ่อยต้องลุกหนี ในเมื่อขาหักเดินไม่ได้ก็คลานหนี พอนึกขึ้นได้ว่าตนมีอำนาจบารมีแล้ว ไม่ใช่บัณฑิตกระจอกๆ เหมือนอย่างเก่าก่อน จิวจิ่นฟางจึงตวาดเรียกทหารยามที่ยืนนิ่งเหมือนคนหูหนวกตาบอด
“ไอ้พวกจัญไร! ยังไม่มาจับตัวนางบ้านี่ออกไปอีก!! ปล่อยให้มันทำร้ายซิ่วไฉอย่างข้าอยู่ได้!”
“หึ!!” อู๋ซานเหนียงถ่มน้ำลาย ร้องด่าเสียงดัง “ฝ่าเท้าของท่านพ่อข้ายังสูงกว่าหมวกซิ่วไฉสามพันตำลึงของเจ้า! โกงกินบ้านเมือง? รับสินบน? ใส่ร้ายบัณฑิต? เจ้าสั่งให้คนค้นบ้านของข้าเพื่อหาหลักฐานแล้วสินะ เจอเงินถึงสามตำลึงหรือไม่? ข้าวสารก้นถังกับหัวเผือกหัวมันเจ้าลงบันทึกครบหรือไม่? เจ้าเข้าไปในห้องเขียนหนังสือ เห็นหนังสือร้องเรียนเรื่องนาข้าวล่มกับฎีกาทูลผ่อนผันภาษี ไอ้พุง[2]กลวงอย่างเจ้านึกละอายบ้างหรือไม่!”
จิวจิ่นฟางโกรธจนหน้ากระตุก อยากจะถลาเข้าไปทำร้ายให้หายแค้น แต่ขาทั้งสองข้างยังไม่หายดี บัณฑิตซิ่วไฉจึงปลดกางเกงลงและร้องสั่งการดังลั่น “จับมันล่ามโซ่ ข้าจะสั่งสอนให้มันรู้ว่าเป็นผู้หญิงอย่าบังอาจกับผู้ชาย!!”
“ลองแตะนางดูสิ ข้าจะทูลฟ้องให้ตัดมือทุกคน”
นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะปรากฏกายออกมาจากเงามืด สีหน้าของนางแข็งกร้าว “หมดธุระของท่านแล้ว เชิญท่านบัณฑิตจิวไปพักผ่อนเถิด”
จิวจิ่นฟางเพิ่งมาถึงเมืองหลวงจึงไม่กล้ากร่างสุ่มสี่สุ่มห้า ยินยอมถอยตามที่นางข้าหลวงสั่ง ในใจนึกเหยียดหยามว่าอีกหน่อยตนเองได้ดี เขาจะให้นางหญิงแก่ผู้นี้คลานเข่าคุย!!
เมื่อหลี่ชุ่ยผินเผชิญหน้ากับอู๋ซานเหนียง นางข้าหลวงจึงถอนหายใจยาวๆ ก่อนจะคุกเข่าลง ประสานมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงความขออภัยอย่างสูง
“คุณหนูอู๋ ได้โปรดรับการขอขมาจากข้าด้วยเถิด ข้าเป็นผู้ทำร้ายพวกท่านสองพ่อลูกเอง”
“ทำไม” อู๋ซานเหนียงน้ำตาร่วงริน
“ข้าไม่ต้องอธิบาย เด็กมีไหวพริบดีอย่างเจ้าก็คงพอจะเข้าใจทั้งหมดแล้วกระมัง”
อู๋ซานเหนียงนิ่งคิด ก่อนจะเอ่ยออกมา “พวกเขาต้องการให้ข้าทำงานเป็นไส้ศึก... สืบข่าว... ลอบสังหาร”
“ใช่... ข่าวที่เจ้าส่งกลับมาจะนำพาทหารนับหมื่นลงสู่สนามรบ บุคคลที่เจ้าต้องสังหารจะทำให้เกิดการล้างแค้นครั้งใหญ่ ฝ่าบาทกำลังนำพาราษฎรแคว้นเหลียนลงสู่ความวิบัติ แคว้นเหลียนจะต้องถูกสองแคว้นกลืนกินเป็นแน่ ข้าขอให้เจ้าช่วยข้าด้วยเถิด”
“ไม่! ข้าสนใจอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าผู้ใดจะชนะ ราษฎรทั้งหลายก็ยังคงถูกกดขี่เช่นเดิม เพราะฉะนั้นใครจะยกทัพไปรบกับใคร ใครจะตะโกนหาศักดิ์ศรีไร้สาระ มันก็ไม่สำคัญเลยสักนิด แค่เปลี่ยนชื่อเจ้าเหนือหัวจากคนหนึ่งไปเป็นอีกคนหนึ่งเท่านั้น ได้โปรดปล่อยข้ากับท่านพ่อกลับหม่าเจียงเถิด ข้าทำไม่ได้ ข้าทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น!”
“คุณหนูอู๋... ข้าได้รับบัญชาให้เฟ้นหาหญิงงามที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับองค์หญิงเหวินเฉิง ไม่ใช่ว่าข้าหาไม่เจอ แต่พวกนางเหล่านั้นมีรูปโฉมแต่ขาดสติปัญญา ข้าจึงแอบเพิ่มบททดสอบไข่มุกเก้าคดเคี้ยวเข้าไปโดยพลการเอง ข้าเลือกเจ้าเพราะข้ามั่นใจว่าเจ้าจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อหยุดเรื่องพวกนี้”
หลี่ชุ่ยผินสบตานิ่ง อู๋ซานเหนียงยังคงสะอึกสะอื้นและเบือนหน้าไปหาบิดา นางร้องไห้คร่ำครวญ ร้องขอคำอุทธรณ์จากโชคชะตา
“ข้าเป็นเพียงเด็ก จะแบกรับหน้าที่ต่ำทรามเช่นนั้นได้อย่างไร หากข้าต้องเป็นต้นเหตุของสงครามครั้งใหญ่ มิสู้ฆ่าตัวตายให้จบเรื่องไปไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“องค์หญิงต้องประทานความตายให้เจ้าอยู่แล้ว”
“แต่นางบอกว่าจะมาเปลี่ยนตัว แล้วข้าจะได้กลับบ้าน...”
“นางไม่มาหรอก เมื่อเจ้าทำงานเสร็จสิ้น องค์หญิงจะแต่งกับแม่ทัพหยวนซื่อแล้วปลงพระชนม์เหลียนอ๋อง” หลี่ชุ่ยผินเองก็ตาแดงก่ำ ฆ่ากันไปฆ่ากันมา สุดท้ายคนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่ได้ปรารถนาสงครามบ้าบอพวกนี้เลย อู๋ซานเหนียงเกาะลูกกรงห้องขัง ทรุดลงไปกองที่พื้น
“งานที่ข้าต้องทำคืออะไรกันแน่ ข้ากับท่านพ่อจะได้กลับบ้านไหม”
“เหลียนอ๋องมีพระประสงค์ให้พวกเราสังหารเอี้ยนอ๋องและองค์ชายทุกพระองค์ ทุกคนที่ถูกส่งไปแคว้นเอี้ยนจะไม่มีวันได้กลับมาอีก ถ้าทำพลาด เจ้าจะต้องตายโดยไม่มีดินฝังกลบ แคว้นเอี้ยนย่อมจะบุกทำลายบ้านของเราโดยไม่มีข้อผ่อนปรนอีกแล้ว หรือต่อให้ทำสำเร็จตามพระประสงค์ ความอัปยศที่พระองค์ก่อไว้จะสร้างสงครามต่อเนื่องไปไม่รู้จบสิ้น”
ในที่สุดหลี่ชุ่ยผินก็ยอมบอก นางคุกเข่าลง พนมสองมืออย่างสิ้นหวัง “ข้าตัวคนเดียวจำต้องขอร้องให้เจ้าช่วยข้า ขัดขวางสงครามด้วยเถิด หากเจ้ายอมช่วย ข้ายินดีมอบชีวิตที่เหลืออยู่นี้เป็นทาสเจ้า ได้โปรดเถิดคุณหนูอู๋”
อู๋ซานเหนียงคาดไว้แล้วไม่มีผิดว่าองค์หญิงไม่คิดปล่อยนางกับบิดา ทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย หนำซ้ำนางกำลังจะเป็นผู้จุดชนวนสงคราม ก่อทุกข์เข็ญให้แผ่นดินไปอีกไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยปี นางจึงเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ยอมรับหน้าที่หนักหนาสาหัสนี้เด็ดขาด
“หากเจ้าตาย ฝ่าบาทก็จะยังคงหาคนที่มาทำหน้าที่นี้แทนเจ้าได้ เพราะฉะนั้นลูกเอ๋ย... เจ้าจะต้องเป็นผู้หยุด ต่อให้ต้องเสี่ยงแค่ไหน เจ้าจะต้องช่วยเหลือแคว้นเหลียน ไม่ต้องช่วยพ่อ ไม่ต้องช่วยฝ่าบาท คนที่เจ้าจะต้องช่วยคือราษฎร! คำสอนที่พ่อพร่ำบอกคืออะไร”
อู๋ซานเหนียงสะอื้นทั้งน้ำตา สุ้มเสียงแหบแห้ง “ทุกคนล้วนกุมชะตาของตนเองทั้งสิ้น”
เคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นจากตัวเองช่างเป็นเรื่องทนรับได้ยากเย็น ต่อให้หนีจากทุกข์ที่อยู่ตรงหน้านี้ไปได้ ก็อาจจะพบกับความทุกข์ที่ทรมานยิ่งกว่า ดังนั้นนางจำต้องทน แต่จะให้นางทิ้งบิดาไว้ในสถานที่ต่ำทรามเช่นนี้ได้อย่างไร
“ข้าทำไม่ได้ ข้าทิ้งท่านไว้ที่นี่ไม่ได้” อู๋ซานเหนียงพยายามเข้มแข็งแล้ว แต่นางทำใจทิ้งบิดาไว้ไม่ได้จริงๆ อู๋ซื่อหวงจึงเอื้อมมือออกมา อู๋ซานเหนียงก็เหยียดแขน พยายามแตะปลายนิ้วของบิดาอย่างสุดความสามารถ
“ถึงเจ้าจะซุกซนทำตัวเกเร แต่พ่อรู้ว่าเจ้าเป็นลูกกตัญญู” อู๋ซื่อหวงเองก็ร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น “ความกตัญญูเป็นรากเหง้าของคุณธรรมทั้งปวง วัยเยาว์รับใช้บิดามารดา วัยเติบใหญ่รับใช้บ้านเมือง และวัยชราเชิดชูเกียรติคุณของตนและวงศ์ตระกูล เหนียงเอ๋อร์... เจ้าเติบโตแล้ว จงรับใช้ประชาราษฎรและแผ่นดินที่เจ้าเกิดเสีย”
“ไม่เอา ไม่เอาแบบนี้” อู๋ซานเหนียงส่ายหน้า ไม่ยอมฟังบิดา
“จงวางใจเถิด ข้าทูลขอให้ฝ่าบาทย้ายที่คุมขังพ่อของเจ้าไปอยู่ที่กรมราชทัณฑ์ ลูกชายข้าทำงานที่นั่น เขาจะดูแลให้เอง”
“ท่านก็รู้ว่าท่านพ่อไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ข้าทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว” หลี่ชุ่ยผินจำเป็นต้องพูดตามตรง “นอกจากข้าแล้ว ยังมีคนของเหลียนอ๋องอีกหลายคนแฝงตัวเข้าวังในฐานะนางกำนัลพร้อมเจ้าด้วย หากเจ้าทำผิดพลาดหรือถูกสงสัยว่าจะทรยศ พ่อของเจ้าจะถูกประหารทันที จำไว้ให้ดี...”
[1] การประหารด้วยการแล่เนื้อนักโทษ เฉือนเนื้อเป็นพันๆ ครั้ง ให้ทรมานจนกว่าจะตาย
[2] สำนวนจีน พุง จะหมายถึงสมอง, สติปัญญา เช่นกล่าวว่ามีหนังสือในพุงมาก แปลว่าในสมองมีความรู้มาก เป็นต้น