หญิงสาวแหงนหน้ามองประตูและกำแพงวังสูงตระหง่าน ถึงจะเป็นเพียงแค่ตัวแทนชั่วคราว แต่หากไม่ระวัง... ที่นี่จะเป็นสถานที่ตายของนาง
ท่านพ่อจ๋า ท่านแม่จ๋า...
อู๋ซานเหนียงกำลังรู้สึกมวนท้อง พยายามควบคุมสมองอันปั่นป่วนและความตื่นกลัวที่ซึมเซาะตามเส้นเลือดให้ได้ รวบรวมสติเข้าไว้ขณะก้าวลงจากรถม้าด้วยกิริยาที่เชื่อมั่นว่าจะดูสง่างามที่สุด ในใจท่องซ้ำไปซ้ำมาว่าข้าคือองค์หญิงเหวินเฉิง องค์หญิงแห่งแคว้นเหลียนผู้เดินทางมาอภิเษกกับชายหนุ่มที่หญิงสาวทั่วหล้าเฝ้าคะนึงหา มีสินเดิมที่ติดตัวมาและสินสอดที่ได้รับจำนวนมหาศาล
บรรยากาศภายในเมืองเจียนหยางไม่ใหญ่โตอย่างที่คิด ไม่มีคำอวยพร ไม่มีป้ายโคมหรือเสียงประทัดอะไรมากมาย จัดขึ้นแค่พอเป็นพิธี แต่คนในเมืองหลวงต่างแห่แหนมาดูขบวนเสด็จที่หน้าวังกันเนืองแน่น พวกเขาต่างหัวเราะเยาะและเรียกเจ้าสาวจากแคว้นเหลียนว่า ‘ค่าชดใช้สงครามจากเหลียนอ๋อง’
อู๋ซานเหนียงเพิ่งเข้าใจหัวอกของลูกลิงที่โดนจับใส่โซ่ บังคับให้มันแสดงละครเพื่อเรียกเศษเงินก็วันนี้นี่เอง แค่คิดก็อยากจะขดตัวร้องไห้เสียให้สาแก่ใจ
พวกทหารพยายามไล่คนให้ถอยห่างจากประตูวัง แต่พวกชาวบ้านก็ไม่ยอมแพ้ แม้จะได้รับแจกไข่มงคลแล้วก็ยังปักหลักรอชมโฉมนารีสูงศักดิ์ พวกเขาอยู่ในภาวะสงครามที่หดหู่มานาน การละเล่นรื่นเริงทั้งหลายขาดหาย ดังนั้นจะมาดูองค์หญิงเหวินเฉิงแทนดูงิ้วก็น่าสนุกไม่หยอก
เสียงแตรและฆ้องแห่ประโคมดังเป็นสัญญาณว่าเจ้าสาวมาถึงแล้ว ทางแคว้นเอี้ยนจัดเตรียมเกี้ยวเจ้าสาวหลังงามพร้อมคนแบกหามจำนวนแปดคน ตกแต่งอย่างสวยงาม หลี่ชุ่ยผินนำคันฉ่องมาส่องเข้าไปภายในเกี้ยวเพื่อตรวจดูว่าไม่มีภูตผีตามธรรมเนียม จากนั้นก็จะเป็นพิธีส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว
พิธีการดำเนินไปอย่างรวบรัด อู๋ซานเหนียงก็คิดว่าดีเหมือนกันเพราะยิ่งเวลาผ่านไป นางก็ยิ่งรู้สึกวูบโหวง อยากจะหนี อยากจะล้มเลิก แต่หลี่ชุ่ยผินประคองนางขึ้นเกี้ยว ขันทีร้องขานเสียงกังวาน ผิงผิง จิวเหมยเซียงและนางกำนัลที่เหลือตั้งขบวนเดินตามเกี้ยว
แต่ทว่าเกี้ยวเจ้าสาวยังไม่ทันยกขึ้น พื้นเกี้ยวก็ทะลุ ทุกคนโดยเฉพาะหลี่ชุ่ยผินต่างหน้าถอดสี เพราะตามธรรมเนียมแล้วจะถือเคล็ดห้ามเจ้าสาวเดิน หากจะรอเปลี่ยนเกี้ยวก็เกรงว่าจะไม่ทันกาล
บรรดาชาวบ้านร้านค้าต่างกลั้นหัวเราะไม่ไหว พากันหัวเราะโปกฮาจนคนของฝ่ายแคว้นเหลียนเสียหน้า แต่อู๋ซานเหนียงยิ้ม ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด “เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกท่านหามเกี้ยวไปตามปกติ ส่วนข้าเดินอยู่ในเกี้ยวก็เหมือนพวกท่านหามไป ไม่ผิดเคล็ดอะไรเลยสักนิด”
“จะดีหรือเพคะ”
“ดีสิ ทำไมจะไม่ดี”
แล้วนางก็เดินเชิดหน้าอยู่ภายในเกี้ยวแปดคนหามเข้าไปถึงด้านหน้าตำหนักใหญ่จริงๆ พวกขุนนางต่างฮือฮา ส่วนเอี้ยนอ๋อง องค์ชายรองและองค์ชายสามเห็นเช่นนั้นก็พร้อมใจกันหันไปมององค์หญิงหย่งอานเป็นตาเดียว!
องค์หญิงหย่งอานทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
หลี่ชุ่ยผินกับผิงผิงประคองเจ้าสาวเข้ามาถวายคำนับเอี้ยนอ๋องภายในโถงว่าราชการ ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นเพราะเจ้าสาวประสานมือขึ้นระดับคิ้ว ชายเสื้อผ้าไหมหรูหราปิดบังโฉม แต่แล้วเสียงหัวเราะดังครืนๆ หนักขึ้นกว่าเดิมเมื่ออู๋ซานเหนียงเงยหน้าขึ้น มงกุฎหงส์ซึ่งทอสายไข่มุกพรางโฉมไว้เกิดหลุดออก ผู้คนทั้งหลายเห็นสองแก้มของเจ้าสาวผัดแป้งสีแดงเป็นปื้นราวกับนางเอกงิ้ว แต่อู๋ซานเหนียงแสร้งทำหน้าเหรอหราไม่เข้าใจว่าทุกคนหัวเราะอะไรกัน
นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินไม่คิดมาก่อนเลยว่าชาวเอี้ยนจะเป็นคนหยาบคายเช่นนี้ ต้อนรับบกพร่องก็น่าโมโหพออยู่แล้ว ยังแกล้งหัวเราะเยาะเย้ยโดยไม่ให้เกียรติกันเลย แต่พอนางหันไปมองหน้าอู๋ซานเหนียง หลี่ชุ่ยผินก็ตกใจแทบเป็นใบ้ เพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดอู๋ซื่อหวงถึงได้ปวดหัวกับลูกสาวคนนี้นัก
“ยินดีต้อนรับพี่สะใภ้สู่เจียนหยาง”
องค์ชายรองเอี้ยนซ่านฉีอาจจะไม่ใช่คนรูปงามที่สุด แต่ความองอาจเกรียงไกรในฐานะอสูรร้ายแห่งแคว้นเอี้ยน บวกกับร่างกายอันใหญ่โตแผ่ความกดดันออกมาโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ อู๋ซานเหนียงเกือบจะเข่าอ่อนแต่แข็งใจย่อกายรับคำทักทายอย่างสุภาพของเขาได้ ส่วนองค์ชายสามเอี้ยนซื่อจิ้น เขารูปงามแบบเย่อหยิ่งและดูเจ้าสำอาง ทั้งสองมองอู๋ซานเหนียงอย่างไม่แน่ใจ ไม่คิดว่าองค์หญิงเหวินเฉิงที่ผู้คนเล่าลือว่างดงามดั่งหยกจันทรา จะเป็นหญิงหน้าตาธรรมดาๆ หนำซ้ำอาจจะเบาปัญญาอีกด้วย
องค์หญิงหย่งอานยิ้มนิดๆ แล้วแสร้งร้องถามว่าเหตุใดเจ้าสาวจึงไม่รอนั่งเกี้ยวหลังใหม่เข้ามา อู๋ซานเหนียงจึงตอบว่า
“สิบแปดขาย่อมเร็วกว่าสิบหกขานะเพคะ ยิ่งข้าได้แต่งกับองค์ชายเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
คำตอบโง่งมของนางทำให้หลายคนส่ายหน้า หย่งอานจึงแสร้งถามอีกครั้ง “เหตุใดองค์หญิงจึงทาหน้าเป็นสีแดงเช่นนั้นเล่า”
อู๋ซานเหนียงยิ้มเอียงอาย “หม่อมฉันเดินทางไกลเพื่อเข้าพิธีมงคล ยิ่งมีสีแดงมากๆ ยิ่งไม่ดีกว่าหรือเพคะ”
ทุกคนที่ได้ฟังล้วนนึกในใจทันทีว่าองค์หญิงผู้นี้ช่างสมองทึ่มเกินเยียวยา แต่หย่งอานไม่คิดเช่นนั้น การทดสอบนี้เดิมตั้งใจจะดูอุปนิสัยใจคอของเจ้าสาว เดิมทีหย่งอานคาดเดาว่าเหวินเฉิงจะต้องร้องไห้ฟูมฟาย หรือไม่ก็แสดงกิริยาเกรี้ยวกราดเย่อหยิ่ง แต่เหวินเฉิงผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น