บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง
ฤดูใบไม้ร่วง แคว้นเหลียน
สภาพอากาศช่วงนี้ฝนตกหนักต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากไม่ฝนตกก็เมฆหนาครึ้ม ถนนหนทางกลายเป็นมังกรโคลนพาดเลื้อยเลี้ยวหายไปในม่านฝน เมื่อท้องฟ้าครึ้มก็ทำให้เมืองหานซานดูหม่นหมอง เนื่องจากเกิดสงครามแทบจะปีเว้นปี แผ่นดินขาดเอกภาพ เมืองหลวงจึงเริ่มขาดแคลนอาหาร ราชสำนักมีคำสั่งห้ามขายเหล้า ร้านรวงจึงปิดเงียบ แม้แต่ร้านขายเต้าฮวยก็ไม่เปิดขาย มีแค่โรงเตี๊ยมไม่กี่แห่งที่แขวนตะเกียง ส่งแสงริบหรี่ชวนวังเวง
อำเภอหม่าเจียงเป็นอำเภอเล็กๆ ไกลจากเมืองหลวง ที่นี่เป็นชุมทางลำเลียงเสบียงอาหารและเกลือ เรือขนสินค้ามักจะแวะพักที่นี่ นานวันเข้าก็กลายเป็นชุมชน บริเวณโดยรอบทำนาปลูกข้าวไม่ก็ทำไร่ ตอนนี้การค้าซบเซาเพราะผู้คนถูกเกณฑ์ไปรบกันหมด ชาวบ้านที่เหลืออยู่มีแต่จะยากจนลงต้องใส่เสื้อผ้าเก่าขาด ลำบากไปทุกหย่อมหญ้า
และแล้วอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ก็มีคดีความเกิดขึ้น เมื่อนาข้าวที่ชาวบ้านช่วยกันลงแรงปลูกไว้ก็ถูกมือดีทำลายคันนาจนเสียหาย หาตัวคนทำไม่ได้ ยิ่งซ้ำเติมความอดอยากมากขึ้นไปอีก เรื่องนี้กลายเป็นคดีที่น่าปวดหัวและมีชาวนามาร้องทุกข์ทุกวันไม่รู้จบ จนกระทั่งบัณฑิตระดับซิ่วไฉ[1] กล่าวหาตาแก่ซูที่สร้างเฟิงอาศัยอยู่ท้ายนาว่าเป็นผู้ลงมือ
คดีนี้น่าสังเวชใจ ตาแก่ซูพิการแขนขาดข้างหนึ่งจากภัยสงคราม ไร้ญาติขาดมิตรพเนจรมาอาศัยอำเภอหม่าเจียงเป็นที่ตาย ตาเฒ่าปลูกเฟิงเล็กๆ ตามมีตามเกิดซึ่งยามฝนตกก็ต้องนั่งเปียกฝนตัวสั่น หรือไม่ก็ต้องหลบไปพักในศาลเจ้า อู๋ซื่อหวงเป็นนายอำเภอของที่นี่ยังรู้ว่าตาแก่เป็นคนมีศักดิ์ศรี ไม่เคยขอใครกินและไม่คิดจะเป็นภาระของใคร ใช้มือที่เหลือข้างเดียวทำงานแบกหามตักส้วมแล้วแต่ใครจะจ้าง เขาเป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยพูด จึงไม่รู้เลยว่าไปมีเรื่องขัดหูขัดตาบัณฑิตซิ่วไฉผู้แต่งกายหรูหราได้อย่างไร
“เปิดศาล” อู๋ซื่อหวงนั่งอยู่หลังโต๊ะพิจารณาคดีภายในที่ว่าการอำเภอ ร้องสั่งเจ้าหน้าที่ “เบิกตัวผู้เกี่ยวข้องในคดีทำลายคันนาข้าว”
บรรดาเจ้าหน้าที่ขานรับเป็นทอดๆ ดังสนั่น บรรยากาศภายในศาลเคร่งขรึมทันที บัณฑิตซิ่วไฉนามว่าจิวจิ่นฟางก้าวนำเข้ามาอย่างสง่างาม ในมือโบกพัดวาดลวดลายสูงค่า ส่วนอีกคนคือตาแก่ซูแขนด้วน เดินขากะเผลกหลังงองุ้ม ใส่ชุดนักโทษเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าศาล ทั้งหมดแจ้งชื่อต่ออู๋ซื่อหวงโดยจิวจิ่นฟางยืนกอดอกอย่างถือตัว
“คุกเข่า!!” อู๋ซื่อหวงตบไม้ประจำศาลดังสนั่น จิวจิ่นฟางถือตัวเป็นลูกเศรษฐีในอำเภอแค่ไหนก็ต้องยอมคุกเข่าลง
คดีความนี้ง่ายมาก เพราะจิวจิ่นฟางเป็นผู้ชี้ตัวว่าตาเฒ่าซูคือคนร้าย หลักฐานคือมือที่เหลือข้างเดียวเปรอะเปื้อนดินโคลน ตอนที่จับกุมมีชาวบ้านหลายคนเห็นจึงมีพยานชี้ตัวแน่นหนา นายอำเภออู๋ซื่อหวงรู้นิสัยของตาเฒ่าซูดีว่าไม่ใช่คนเหลวไหล ดังนั้นจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
“คดีนี้ไม่ซับซ้อนเลยสักนิด ชาวบ้านหลายคนรวมทั้งซิ่วไฉจิ่นฟางเป็นพยานเห็นว่าเจ้ากำลังทำอะไรลับๆ ล่อๆ ที่คันนา เจ้าเป็นคนทำลายคันนาใช่หรือไม่”
ตาแก่ซูตัวสั่นงกๆ เงิ่นๆ พยายามใช้มือไม้ซึ่งหยาบกร้านราวกับเปลือกไม้กราบคำนับ “ใต้เท้า ผู้น้อยมิได้มีเจตนาเช่นนั้นแม้แต่น้อย”
“แล้วเจ้าไปทำอะไรที่นั่นตอนฝนตกหนัก ซิ่วไฉจิ่นฟางร้องทุกข์ว่าเจ้าจงใจทำลายคันนาเพื่อให้เจ้าของนาทั้งหลายจ้างงานเจ้าซ่อมคันนา เป็นความจริงหรือไม่”
“มะ...ไม่จริงขอรับ ผู้น้อยยากจนก็จริง แต่ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้า ผู้น้อยแก่ชรามากแล้ว ยามหิวจึงลงไปจับปลาในนามากิน ถึงจะยากลำบากไร้ญาติมิตร แต่ขอเพียงแค่มีคนจ้างหาบน้ำตักส้วม ผู้น้อยก็พอประทังชีวิตแล้ว ผู้น้อยทำนามาตลอดชีวิตย่อมรู้ว่าเป็นงานหนัก แล้วจะทำลายคันนาที่ชาวบ้านลงแรงเหนื่อยยากไปเพื่ออะไร”
บัณฑิตหนุ่มนิ่งฟังมานานจึงหัวเราะเยาะใส่
“จับปลา? ในนาข้าวมีปลาอะไรให้เจ้ากิน? ข้ากับชาวบ้านเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเฒ่าแขนด้วนอย่างเจ้าเอามือล้วงเข้าไปในคันนา เจ้าทำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ อย่าอ้างโน่นอ้างนี่เลยตาเฒ่า ตอนนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน ข้าวแต่ละเม็ดมีค่าดั่งทอง ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้แต่ละอำเภอส่งภาษีข้าวเพื่อเตรียมสู้รบ อำเภอหม่าเจียงเป็นแหล่งปลูกข้าวที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ชาวนาทุกคนในอำเภอหม่าเจียงร่วมแรงร่วมใจกันทำนาหล่อเลี้ยงคนทั้งกองทัพ แต่เจ้าจงใจทำลายนาข้าว ครั้งนี้บัณฑิตผู้อุทิศตนรับใช้แผ่นดินอย่างข้านี่แหละจะเป็นคนออกหน้า เอาผิดเจ้าให้ได้!”
จิวจิ่นฟางพูดจาใหญ่โต มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ เวลาพูดไปก็บิดมุมปากเหยียดไปซ้ายทีขวาที ทำสีหน้าแสนหยิ่งผยองสะใจ เขาเป็นซิ่วไฉคำพูดย่อมมีน้ำหนักมากกว่าตาแก่ตักส้วมหลายร้อยเท่า ตาเฒ่าตาแดงก่ำ หันไปคำนับบัณฑิตซิ่วไฉและอู๋ซื่อหวงปะหลกๆ พร่ำร้องทุกข์ว่าตนบริสุทธิ์ อู๋ซื่อหวงสงสารแต่ก็ต้องตัดสินไปตามพยานหลักฐาน
“ข้าเองก็จนใจ เจ้ายินดีจะถูกปรับหรือถูกโบย”
ทุกคนในศาลเงียบกริบเมื่อตาเฒ่าแขนด้วนก้มหน้าร้องไห้ ส่วนจิวจิ่นฟางลอบยิ้มอย่างลำพองใจที่สามารถจับคนร้ายสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง หนำซ้ำเขานึกอยากจะกำจัดตาเฒ่าซูมานานแล้ว คราวนี้สบโอกาสจึงกัดไม่ปล่อย ตาเฒ่ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแค่ไหนแต่ก็ไม่มีทางสู้
“ผู้น้อย...ผู้น้อยไม่มีเงิน ยินดีถูกโบยขอรับ”
“ได้ ข้าจะตัดสินลงโบยยี่สิบไม้... เจ้าหน้าที่”
อู๋ซื่อหวงถอนหายใจพลางหยิบป้ายคำสั่ง แต่ยังไม่ทันโยนออกไป จิวจิ่นฟางก็สวมบทคนใจบุญ รีบร้องทักท้วงทันที “ใต้เท้า ตาเฒ่าซูอายุมากแล้วคงจะทนถูกโบยไม่ไหวหรอก ข้าขอเสนอให้โขกคำนับแทนจะดีกว่า ข้า... จิวจิ่นฟาง บัณฑิตซิ่วไฉแห่งหม่าเจียงจะเป็นตัวแทนของชาวอำเภอ รับการคำนับขออภัยจากเฒ่าซูเอง จากนั้นก็เลิกแล้วต่อกัน”
อู๋ซื่อหวงส่ายหน้า “เจ้าจะลบหลู่ตาเฒ่าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
“ก็ให้เขาเลือกเอง ข้าไม่ได้บังคับ ชาวบ้านที่ยื่นฟ้องมีร่วมๆ ร้อยคน งั้นก็คำนับโขกศีรษะหนึ่งร้อยครั้งก็แล้วกัน” จิวจิ่นฟางกางพัดจีบดังพรึ่บ โบกไปมาช้าๆ “ว่าไงตาเฒ่า”
“ผะ...ผู้น้อยแก่แล้ว ทนถูกโบยไม่ไหว และไม่มีผู้ใดดูแล ผู้น้อย...ผู้น้อยยอมขอรับ”
“ใต้เท้า นักโทษยอมรับแล้ว”
“เฮ้อ! เจ้าหน้าที่ ยกเก้าอี้มาให้ซิ่วไฉรับการคารวะ” อู๋ซื่อหวงขัดใจยิ่งนัก ตามกฎหมายแล้วสามารถใช้การโขกศีรษะแทนค่าปรับได้ แต่ตาเฒ่าซูอายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว และเป็นอดีตทหารออกรบจนพิการ อย่างน้อยๆ ชีวิตบั้นปลายก็ไม่ควรถูกเด็กรุ่นหลังกลั่นแกล้งรังแกเช่นนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาให้บัณฑิตหนุ่ม เขาก็นั่งลงอย่างคนใหญ่คนโต กระดิกปลายเท้าไปมาสบายอารมณ์
เฒ่าซูคุกเข่าอยู่ที่ปลายเท้าของซิ่วไฉ ตัวสั่นงกเงิ่น ในขณะที่ชายชรากำลังจะโขกศีรษะลงนั่นเอง เด็กสาวชุดสีชมพูอ่อนเปรอะคราบดินโคลนทั้งตัวก็วิ่งถลาเข้ามา แม้ว่าตามไรผมจะมีเหงื่อเท่าเม็ดถั่วเขียวและอ้าปากหอบหายใจเหนื่อย แต่แววตาและรอยยิ้มของนางเจิดจ้าราวกับดวงตะวันน้อยๆ ดูแวบเดียวก็รู้ว่านางช่างแก่นแก้วและฉลาดเฉลียว นางยิ้มให้ตาเฒ่าซู ก่อนจะคุกเข่าลงคำนับศาล
“เรียนใต้เท้า ผู้น้อยชื่ออู๋ซานเหนียง นำตัวคนร้ายตัวจริงมาส่งให้แล้วเจ้าค่ะ ตามจับตั้งแต่เช้า เหนื่อยมากๆ”
อู๋ซานเหนียงร้องบอกเสียงใส นางตัวเล็กนิดเดียว มีรอยยิ้มซุกซน มองผ่านๆ ครั้งแรกก็ดูธรรมดา แต่อู๋ซานเหนียงมีเสน่ห์บางอย่างดึงดูดให้ผู้พบเจอต้องหันมามองซ้ำและพินิจความงามของนาง ดวงตากับเรือนผมสีดำขลับและรูปร่างแตกเนื้อสาวชวนให้ลมหายใจของผู้ชายทั้งหลายขาดห้วง เวลาที่แสงอาทิตย์ไล้ผ่านผิวขาวละมุนทำให้คนที่ได้พบนึกถึงดอกบัวผลิบานฤดูวสันต์
[1] ผู้เข้าสอบเป็นขุนนาง หากสอบระดับอำเภอผ่านจะเรียกว่าซิ่วไฉ มีสิทธิ์เข้าสอบระดับมณฑลต่อไป