บทที่ 2 อู๋ซานเหนียง 3

1152 Words
“เจ้า!! พูดจาเหลวไหล!” จิวจิ่นฟางโกรธจัดเกือบจะบันดาลโทสะ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีชนักปักหลัง แอบลักลอบเล่นชู้กับแม่เลี้ยงสาวของตนเอง จิวจิ่นฟางจึงยืนนิ่ง หน้าแดงก่ำเหมือนตับหมู เรื่องนี้ชาวบ้านก็พอรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด เมื่อมีเหตุการณ์ชี้ตัวจับผู้เฒ่าเข้าคุก แถมยังจงใจลบหลู่ฐานะของตาเฒ่าเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ บรรดาชาวบ้านจมูกไวต่อเรื่องฉาวโฉ่อยู่แล้วจึงยิ่งโหมกระพือไปกันใหญ่ “อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เป็นถึงซิ่วไฉแต่กลั่นแกล้งคนแก่ไม่มีทางสู้” “นั่นสิ ลองคิดดู เจ้าเฒ่าจิวแก่ตายเมื่อปลายปี แล้วจู่ๆ ฮูหยินสาวก็คลอดลูกปีถัดมา นับเดือนดูแล้วยังไงก็เกินสิบเดือน เอ... หรือว่า...” บัณฑิตหนุ่มเป็นคนจำพวกอาศัยอยู่ในบ่อ เห็นท้องฟ้านิดเดียวแต่คิดว่าตนเป็นบัณฑิตกว้างขวาง แค่เจอเสียงซุบซิบก็ยืนตัวตรงไม่ได้เสียแล้ว “จิวจิ่นฟาง คุกเข่าลงและขออภัยเฒ่าซู จากนั้นก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน” อู๋ซื่อหวงพูดเสียงห้วน จิวจิ่นฟางเป็นลูกเศรษฐีและใช้เงินจำนวนสามพันตำลึงซื้อตัวผู้คุมสอบจึงได้หมวกซิ่วไฉมาใส่ ที่ผ่านมาเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวหม่าเจียงอย่างยิ่ง หากยอมคำนับคนตักส้วม เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน “เชิญเฒ่าซูนั่งเก้าอี้ รับการคารวะจากท่านซิ่วไฉ” “บัดซบ! ข้าเป็นถึงซิ่วไฉคนแรกของหม่าเจียง รองเท้าข้างเดียวของข้ายังแพงกว่าเงินเดือนของเจ้า ไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณ พ่อข้าเป็นคนให้เจ้ากู้ยืมเงินมารักษาเมีย จำไม่ได้รึ?!” “สามหาว!” อู๋ซื่อหวงตบไม้ประจำศาลดังสนั่น โยนป้ายคำสั่งลงบนพื้น “เจ้าเป็นแค่ซิ่วไฉ แต่กระทำตัวเป็นศาลเตี้ยตามใจชอบ อาละวาดด่าทอในศาล ลบหลู่ขุนนางขั้นสี่ เจ้าหน้าที่! ถอดหมวกของเขาออก ปลดจากตำแหน่งซิ่วไฉ โบยยี่สิบไม้” “ถ้ากล้าก็ลองดูสิ! ข้าเป็นญาติกับท่านมหาเสนาบดีกวง ถ้าไม่กลัวหัวหลุดก็เข้ามา” “หึ! ต่อให้เจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าก็โบยเจ้าได้ เจ้าหน้าที่!!” “ขอรับ!” เจ้าหน้าที่ศาลขานรับโดยพร้อมเพรียง จิวจิ่นฟางทำตัวกร่างตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อท่านนายอำเภอออกหน้าจัดการ พวกเจ้าหน้าที่จึงถลาเข้ากับกุม ถอดหมวกตำแหน่งซิ่วไฉและกดจิวจิ่นฟางไว้กับพื้น ลงไม้โบยตีอย่างหนักจนขาหัก ก่อนจะลากตัวพามาโขกศีรษะขอขมาตาเฒ่าซู คดีนี้ก็ถือว่าสิ้นสุด เฒ่าซูคำนับขอบคุณนายอำเภอปะหลกๆ ร้องห่มร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจที่อู๋ซานเหนียงช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของเขาไว้ อู๋ซานเหนียงหัวเราะปากกว้าง เดินจูงมือเด็กๆ ซ้ายขวา ทุกคนต่างดีใจที่ช่วยเหลือตาเฒ่าซูไว้ได้ทัน เด็กสาวจึงเตรียมจะชวนเด็กๆ ไปไล่จับปลาไหลในนากันอีก แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูศาล อู๋ซื่อหวงก็ตวาดดังลั่นจนโรงศาลสะเทือน “ยังจะกล้าหนีออกไปเที่ยวเล่นอีกงั้นรึ! วันๆ เอาแต่ตกปลา กัดจิ้งหรีด สารรูปนับวันจะยิ่งเหมือนผีเข้า” อู๋ซานเหนียงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางประสานมือคารวะพลางยิ้มประจบเอาใจ “ท่านพ่ออย่าเพิ่งบ่นสิ วันนี้ข้าตัวเปื้อนโคลนก็เพื่อช่วยคน ช่วยชีวิตคนกุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะเจ้าคะ” “ไม่ต้องมาเล่นลิ้น บอกพ่อมา เจ้าแอบใส่น้ำมันเมล็ดฝ้ายผสมในอาหารไก่ของยายเจี๋ยชุ่นก็เป็นการสร้างกุศลใช่หรือไม่” ชะอุ่ย... อู๋ซานเหนียงหุบยิ้มระรื่นฉับ ยายเจี๋ยชุ่นชอบปล่อยห่านมาไล่กวดเด็กๆ อู๋ซานเหนียงจึงแก้เผ็ด หยอดน้ำมันเมล็ดฝ้ายให้ไก่ทั้งเล้ากิน น้ำมันเมล็ดฝ้ายมีฤทธิ์ทำให้เป็นหมัน ไก่กินเข้าไปก็ไม่ออกไข่ นึกไม่ถึงว่าท่านพ่อจะรู้ “ท่านพ่อ... ข้ารู้ตัวว่าข้าเกเร แต่น้ำใสเกินไปมักจะไม่มีปลา[1]นะเจ้าคะ ตั้งแต่เด็กจนโตข้าต้องตื่นยามเถาะ[2] เก็บกวาดเช็ดถูทำงานบ้าน ขนเสื้อผ้าไปซักที่แม่น้ำ ตระเตรียมอาหาร จุดธูปไหว้มารดาและสวดมนต์ เสร็จแล้วก็ศึกษาตำรา ฝึกเขียนตัวอักษร ท่องบทกลอนให้ได้วันละบท ยามมะโรง[3]ทอผ้าเย็บปักถักร้อย ยามมะแม[4]ก็ต้องไปฝึกกิริยาที่บ้านอาจารย์เฉิน แล้วรีบกลับมา...” “ไม่ต้องเบี่ยงเบนประเด็น! ลูกสาวบ้านไหนๆ ก็ต้องรับผิดชอบงานบ้านงานเรือนกันทั้งนั้น! เจ้าเห็นหนังสือร้องเรียนบนโต๊ะข้าหรือไม่” อู๋ซื่อหวงทุบโต๊ะดังปัง ด่ากราดไม่เลี้ยง “ข้า... ข้าแค่อยากจะบอกว่าข้าอยากไปเที่ยวเล่นบ้าง” “แล้วทุกวันนี้เจ้าไม่ได้เที่ยวเล่นอยู่รึ?!! เอกสารกว่าครึ่งเป็นหนังสือร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมของเจ้า! อ้อ... แล้วเมื่อวานเจ้าแอบปีนรั้วเข้าไปเก็บลูกพลับในบ้านสกุลจวงใช่หรือไม่ ข้าเป็นนายอำเภอผู้ดูแลกฎหมาย หากเจ้าทำผิดกฎ ละเมิดผู้อื่น ไม่มีหัวคิดแล้วยังกล้าเถียงว่าตัวเองไม่ผิด แล้วใครจะนับถือกฎหมายอีก” นางโดนบิดาด่าจนสลดเป็นผักตากแดด “ท่านพ่อ... ข้า... ผิดไปแล้ว...” “ไป จงนำแม่ไก่ตัวใหม่ไปชดใช้ให้ยายเจี๋ยชุ่น และลงโทษคุกเข่าสำนึกผิดหน้าป้ายวิญญาณของแม่เจ้าจนกว่าข้าจะอนุญาตให้ลุกขึ้น ส่วนพวกเจ้าแต่ละคนยังไม่รีบกลับบ้านกันอีก ถ้ายังกล้าโผล่หน้ามาข้าจะจับใส่คุก ไป!” เมื่อโดนบิดาด่าเละจนไม่เหลือชิ้นดี เหล่าเด็กๆ บริวารของอู๋ซานเหนียงแตกกระเจิง ส่วนเจ้าหน้าที่ศาลแต่ละคนทำหน้าเฉยๆ เพราะท่านนายอำเภอดุคุณหนูอู๋ทุกวันจนพวกเขาชินแล้ว ถึงอู๋ซานเหนียงจะแก่นแค่ไหน แต่ถ้าบิดาโกรธจนคว้าไม้เรียวขึ้นมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเนื้อน่องก็แตกซิบๆ ช่วยรักษาอาการแก่นได้สองสามวัน เมื่ออู๋ซื่อหวงชูไม้เรียวขึ้นมาวางบนโต๊ะ เด็กสาวจึงคอตก เดินกลับเข้าไปด้านในที่พักของตนโดยดุษฎี แต่ก็ไม่วายร้องอุทธรณ์ “ท่านพ่อจ๋า... ข้าขอกินข้าวก่อนได้มั้ย” ไม้ประจำศาลลอยละลิ่วมาตั้งแต่นางยังไม่ทันพูดจบ อู๋ซานเหนียงจึงรีบเผ่นว่องไว ไม่กินก็ไม่กิน ไม่เห็นต้องโกรธเลย [1] กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป คนก็อยู่ยาก อึดอัดใจ [2] เหม่าสือหรือยามเถาะ คือเวลาระหว่าง 05:00-07:00 น. [3] เฉินสือหรือยามมะโรง คือเวลาระหว่าง 07:00-09:00 น. [4] เว่ยสือหรือยามมะแม คือเวลาระหว่าง 13:00-15:00 น.
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD