บทที่ 3 คัดเลือกตัว
เดือนต่อมา
ยามเช้าตรู่ อู๋ซานเหนียงตื่นเช้าอย่างเช่นทุกวันและง่วนยุ่งอยู่ในครัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางเก็บไข่ในเล้าไก่ รดน้ำผักและเก็บมาดองเกลือใส่ไหไว้ทานตลอดปี นางจุดเตาต้มน้ำร้อน ซึ่งจะจุดเตาทำอาหารตอนเช้าครั้งเดียวแล้วแบ่งทานสามมื้อเพื่อประหยัดฟืน ไม่นานนักกลิ่นควันฟืนก็ลอยละล่องออกจากห้องครัวพร้อมด้วยกลิ่นอาหารหอมๆ แสนโอชะ บรรดาเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอก็พลอยได้กินของอร่อยทุกวัน
นับตั้งแต่มารดาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน อู๋ซื่อหวงก็ไม่คิดแต่งงานใหม่ ดังนั้นหน้าที่ดูแลทำกับข้าวปัดกวาดเช็ดถูจึงเป็นหน้าที่ของลูกสาว หากไม่นับเรื่องนิสัยแก่นๆ ของนางแล้ว อู๋ซานเหนียงก็นับว่าเป็นแม่บ้านแม่เรือนคนหนึ่งทีเดียว คดีใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงก่อนช่วยแพร่ข่าวสารเรื่องปลาไหลไปทั่วทุกครัวเรือน อู๋ซานเหนียงจึงพยายามพลิกแพลงทำอาหารจากปลาไหลหลายๆ อย่างให้ท่านพ่อทานเยอะๆ
“อืม... เค็มไป ท่านหมอบอกว่าต้องงดทานเค็ม”
หญิงสาวแตะนิ้วบนตะหลิว ชิมรสชาติเนื้อปลาไหลทอดกรอบผัดพริกเผ็ด จากนั้นก็หันไปดูหม้อข้าวที่กำลังเดือด ใช้ไม้พายคนให้ข้าวแตกตัวดี จากนั้นก็ปิดฝาแล้วใช้ไม้ขัดฝาหม้อ รินน้ำข้าวเก็บไว้ดื่มระหว่างวันหรือมอบให้ชาวบ้านยากจนนำไปให้เด็กทารกดื่มแทนน้ำนม ยามสงครามเช่นนี้ชาวบ้านต้องประทังชีวิตด้วยการขุดเผือกขุดมัน หน่อไม้หรือขุยไผ่มากินแทนข้าว แต่สำหรับสองพ่อลูกสกุลอู๋ยังโชคดีที่พอมีข้าวสารเก็บตุนไว้ ท่านพ่อจึงบอกให้นางหุงข้าวใส่หน่อไม้เยอะๆ เพื่อประหยัดข้าว
“กลิ่นกับข้าวหอมไปถึงบ้านข้าเลยเชียวนะจ๊ะเหนียงเอ๋อร์”
ผิงผิงเกาะขอบรั้วดินเตี้ยๆ พลางทำจมูกฟุดฟิดหยอกล้อ นางเป็นบุตรีขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ที่ดูแลท่าเรือหม่าเจียง ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนที่โตมาด้วยกัน วิ่งเล่นก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน เพิ่งจะมีช่วงหลังที่ผิงผิงหมั้นหมายแล้วจึงทำตัวเรียบร้อยขึ้น อ่อนหวานน่ารักเสียจนอู๋ซานเหนียงแอบล้อบ่อยๆ ว่าน้องผิงผิงแก้มแดง
ผิงผิงยื่นตะกร้าผลไม้ให้ “ท่านแม่สั่งให้เอาลูกพลับมาแลกไข่ไก่จ้า”
“สำหรับคุณหนูผิงผิงคนงาม ข้าไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว” อู๋ซานเหนียงหัวเราะคิกคักพลางส่งตะกร้าไข่ไก่สดใหม่ข้ามรั้วไป ทั้งคู่คุยวี้ดว้ายกันตามประสา ก่อนที่ผิงผิงจะโบกมือลากลับบ้านแต่พอจะเดินจากไป ผิงผิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน
“เจ้าพร้อมแล้วใช่ไหม”
“พร้อม? พร้อมอะไร”
“อ้าว? ลืมไปแล้วหรือว่าวันนี้ท่านอาจารย์เฉินจะสอบท่องคัมภีร์อี้จิง ข้าท่องเท่าไหร่ก็จำไม่ได้สักที ท่องหน้าลืมหลัง ท่องหลังลืมหน้า เฮ้อ” ผิงผิงมีสีหน้าวิตกกังวลเพราะนางท่องจำไม่เก่ง ตอนแรกอู๋ซานเหนียงนึกว่าสอบอะไรยากๆ พอรู้ว่าสอบท่องจำ นางก็ทำหน้ายิ้มๆ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่านอกจากจะสอบท่องแล้วยังมีสอบกิริยามารยาทอีกด้วย
“ตายแน่ๆ ข้าโดนอาจารย์เฉินเคาะตาตุ่มอีกแน่เลย”
อู๋ซานเหนียงไม่ถนัดเรื่องการวางตัวให้อ่อนช้อยนุ่มนวล จะยืนจะนั่งจะเดินก็ต้องมีแบบแผนให้สมกับที่เป็นกุลสตรี เวลาทานอาหารหรือดื่มชาต้องจัดระเบียบแขนอย่างไรให้ดูดี หรือแม้แต่การเจรจาพาทีก็ยังต้องเลือกใช้คำให้สง่างาม อู๋ซานเหนียงไม่ถนัดแต่ผิงผิงถนัด ดังนั้นสองสาวจึงผลัดกันถอนหายใจแล้วแยกย้ายกันเข้าบ้านใครบ้านมัน
“ท่านพ่อ ข้าวเช้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
อู๋ซานเหนียงประคองถาดกับข้าวเข้ามาในห้องหนังสือและห้องทำงานของบิดา บรรดาชั้นหนังสือที่อยู่ชิดกำแพงมีหนังสือเต็มชั้นล้นแล้วล้นอีก เป็นภาพที่ชินตาเพราะเงินเดือนขุนนางที่อู๋ซื่อหวงได้รับ ถ้าไม่แจกจ่ายช่วยชาวบ้านก็นำไปซื้อหนังสือตำราจนหมด
อู๋ซื่อหวงกำลังคร่ำเคร่งกับงาน หญิงสาวจึงประคองถาดชาเข้ามาวางบนโต๊ะไม้ไผ่ บนโต๊ะมีกองหนังสืออีกสามตั้งและเอกสารที่รออนุมัติ แม้ข้าวของเครื่องใช้จะไม่หรูหราแต่ก็สะอาดเรียบร้อยราวกับโรงเรียนบัณฑิต และที่เห็นจะสะดุดตาที่สุดก็คือภาพประดับที่แขวนไว้ข้างหน้าต่าง ในภาพไม่ใช่ภาพภูเขาแม่น้ำหรือสัตว์มงคล แต่เป็นภาพทุ่งข้าวรวงทองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เขียนตัวอักษรข้อความว่า
‘กิจของขุนนางคือบำรุงปากท้องราษฎร’
ที่พักของนายอำเภอด้านหลังศาลนั้นมีขนาดพออยู่เพียงหนึ่งครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นขุนนางที่มารับตำแหน่งที่นี่จึงมักจะตอบรับคำเชิญ ไปพักที่จวนหลังงามซึ่งเป็นของสกุลจิว แต่อู๋ซื่อหวงเป็นขุนนางซื่อตรง ตัดสินคดีความตรงไปตรงมาไม่ไว้หน้าใคร พ่อค้าที่ไม่รู้นำสิ่งของมีค่ามาติดสินบน อู๋ซื่อหวงก็จับโบย พวกพ่อค้านึกว่าของขวัญมูลค่าน้อยไปจึงส่งของดีๆ แพงๆ มาให้ใหม่ อู๋ซื่อหวงก็สั่งจับโบยพ่อค้าไม่รู้กี่คนต่อกี่คนจนชื่อเสียงขจรขจายไปไกล
อู๋ซานเหนียงจุดธูปไหว้มารดา จากนั้นก็หันไปจัดโต๊ะกินข้าวโดยเตรียมถ้วยชามและตะเกียบไว้สามชุดเสมอ นางคิดว่าถ้าวิญญาณของมารดาได้กินข้าวร่วมโต๊ะด้วยกันน่าจะมีความสุขกว่า
“ท่านพ่อดื่มยาก่อนนะเจ้าคะ”
“อืม” อู๋ซื่อหวงกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านหนังสือร้องเรียนอยู่บนตั่ง ห่มเสื้อตัวหนาไว้บนไหล่ ขณะที่อู๋ซานเหนียงช่วยประคองบิดาให้ลุกขึ้น อู๋ซื่อหวงสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ไอโขลกๆ และหายใจติดขัดจนลูกสาวต้องช่วยลูบหลังให้ “ไม่ไหว ใกล้ฤดูหนาวทีไรอาการกำเริบขึ้นทุกที”
“พรุ่งนี้ข้าจะทำข้าวต้ม กินร้อนๆ คล่องคอนะเจ้าคะ”
“อืม อย่าลืมฝานมันเส้นใส่ลงไปเยอะๆ ด้วย ช่วงนี้ข้าวเริ่มขาดตลาดอีกแล้ว”
“เจ้าค่ะ” นางเทน้ำชายกให้บิดา อู๋ซื่อหวงถึงได้มีสีหน้าสดชื่นขึ้น “ท่านพ่อดูสิ ผู้เฒ่าซูจับปลาไหลมาให้ข้าเยอะแยะเลย ท่านพ่อป่วยมานานต้องทานเนื้อบำรุงเยอะๆ นะเจ้าคะ”
“ยังดีที่ได้ปลาไหลมาเป็นอาหาร ช่วยประทังชีวิตชาวบ้านได้อีกมาก แต่นี่ก็ใกล้จะถึงรอบเก็บภาษีอีกแล้ว เมื่อวันก่อนก็มีข่าวนาล่ม พวกชาวบ้านจะกินข้าวยังไม่มีกินแล้วจะหาข้าวที่ไหนมาส่งภาษี เฮ้อ... ข้าลำบากใจจริงๆ”
อู๋ซื่อหวงถอนหายใจ พยายามคิดหาทางแก้ไขปัญหานี้เท่าไหร่ๆ ก็ติดขัดไปเสียทุกอย่าง อู๋ซานเหนียงคดข้าวใส่ถ้วยให้ท่านพ่อ และนั่งกินข้าวเงียบๆ เรียบร้อย
หลังจากเก็บล้างจานชาม บุตรสาวนายอำเภอเล็กๆ ก็นั่งเหม่อที่ระเบียง บนตักมีงานเย็บเสื้อซึ่งเนื้อผ้าทอจากป่าน ถ้าเป็นช่วงก่อนก็ยังพอหาผ้าเนื้ออุ่นๆ ดีๆ มาเย็บเสื้อกันหนาวให้บิดาได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้มีแต่จะย่ำแย่ลง ขนาดบิดาของนางมีเงินเดือนหลวงกินเดือนละสิบห้าตำลึงยังต้องกระเบียดกระเสียรแทบตาย แล้วพวกชาวนาชาวไร่เล่า?
อู๋ซานเหนียงนิ่งคิด แผ่นดินนี้จะมีอะไรบ้างหนอที่นางทำได้เพื่อหยุดความทุกข์ยากของชาวบ้าน อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ท่องหนังสือปาวๆ หรือฝึกเดินยักย้ายให้ต้องตาต้องใจผู้ชาย มันต้องมีหน้าที่อะไรสักอย่างที่สวรรค์เบื้องบนมอบให้นางสิ!