บทที่ 3 คัดเลือกตัว
อู๋ซานเหนียงอยู่ท้ายแถวคู่กับผิงผิง ทั้งสองไม่อยากเข้าวังจึงมองดูอยู่เฉยๆ
“ทำไมเจ้าไม่อยากเข้าวังละ?” ผิงผิงม้วนผมตัวเองเล่น ใช้ปลายเท้าเขี่ยพื้นไปมาเวลาที่ไม่สบายใจ “ฝ่าบาททรงมีอายุมากแล้วก็จริง แต่พระองค์ก็ยังมิได้แต่งตั้งพระสนมนางใดขึ้นเป็นชายาเอก หนำซ้ำยังไม่มีพระโอรส ถึงกับมีรับสั่งว่าหากใครมีพระโอรสถวาย คนนั้นจะได้เป็นชายาเอกเชียวนะ”
“ไม่ ข้าไม่ปรารถนาจะเข้าวัง ท่านพ่อของข้าอายุมากแล้ว ข้าต้องการอยู่ดูแลท่าน”
“อืม ข้าเองก็หมั้นหมายแล้ว ไม่อยากจากบ้านไปไหนเลย”
“ไม่อยากจากบ้าน หรือไม่อยากจากคุณชายรูปงามแห่งสกุลหยงจ๊ะ” ผิงผิงโดนล้อจนแก้มแดงอีกแล้ว นางสดใสน่ารักและบริสุทธิ์ วังหลังจึงไม่เหมาะกับผิงผิงเลยสักนิด อู๋ซานเหนียงอ่านหนังสือของพ่อมาไม่น้อย บางครั้งก็ช่วยท่านพ่อสรุปหนังสือเวียนจากเมืองหลวง อู๋ซานเหนียงจึงรู้ข่าวเหลียนอ๋องสั่งประหารชายาเอกคนก่อนเพื่อเอาใจนางสนม แต่พอหมดรัก ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป สุดท้ายเหลียนอ๋องสั่งประหารนางสนมผู้นั้น แล้วหันไปสำเริงสำราญมัวเมาในกามากับนางสนมคนใหม่ หมุนเวียนไปไม่รู้จบ
“แล้วเจ้ารู้วิธีร้อยไข่มุกหรือไม่”
“รู้สิ ง่ายจะตายไป” อู๋ซานเหนียงหัวเราะคิกคักก่อนจะกระซิบวิธีแก้ปัญหา ผิงผิงฟังแล้วก็เบิกตาโตพลางหัวเราะคิกคักตาม ในที่สุดการทดสอบร้อยไข่มุกจบลงโดยที่ไม่มีผู้ใดทำได้ นางข้าหลวงผู้มีทุกข์หนักอกจึงถอนหายใจ แต่ทว่าจิวเหมยเซียงก้าวออกมาด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ขอโอกาสให้ข้าน้อยอีกสักครั้งเถิด ข้าน้อยคิดวิธีร้อยไข่มุกได้แล้วเจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ? งั้นก็ลองดู”
จิวเหมยเซียงย่อกายคำนับนอบน้อม ก่อนจะสั่งให้เตรียมเส้นไหมชุบน้ำมันและมดหนึ่งตัว นางจัดการผูกเส้นไหมลื่นๆ กับเอวมด แล้วปล่อยให้มันเดินเข้าไปในรูไข่มุก ทุกคนต่างร้องทึ่งในความเจ้าปัญญาของจิวเหมยเซียง พากันร้องชมว่าสมแล้วที่นางเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของเฉินจินเหยา
แต่ทว่ามดไม่ยอมเดิน เอาแต่ไต่เข้าออกทางเดิม สีหน้ากระหยิ่มของจิวเหมยเซียงจึงเริ่มลุกลี้ลุกลน
“เจ้าไม่ได้เป็นคนคิดวิธีนี้เองสินะ” เฉินจินเหยาเฝ้ามองทุกอย่างอยู่นาน นิสัยของลูกศิษย์แต่ละคนเป็นอย่างไร ทำไมอาจารย์อย่างนางจะไม่รู้ “ใครเป็นคนบอกวิธีนี้แก่เจ้า”
“ศิษย์คิดเองจริงๆ เจ้าค่ะ”
เฉินจินเหยาตบโต๊ะ “ยังไม่รีบพูดอีก กล้าโกหกต่อหน้าผู้แทนพระองค์ก็เหมือนเพ็ดทูลเบื้องสูง! ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบอีกครั้ง ใครคิด!”
จิวเหมยเซียงเม้มปากแน่นและเหลือบมองไปทางท้ายแถวอย่างเจ็บใจ จิวเหมยเซียงเกลียดอู๋ซานเหนียงแต่ก็ยอมรับในสติปัญญา นางจึงทำทีวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เมื่อแอบฟังวิธีร้อยไข่มุก นึกไม่ถึงว่าจะโดนผู้ใหญ่จับได้ “อู๋ซานเหนียงเป็นคนคิดเจ้าค่ะ”
“อ้อ...”
ทุกสายตาหันกลับไปจับจ้องท้ายแถว อู๋ซานเหนียงเงยหน้าขึ้นและรีบปฏิเสธ แต่นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินสนใจมองมาที่นางเสียแล้ว
นางข้าหลวงหันไปพูดคุยซุบซิบกับเฉินจินเหยา ส่วนอู๋ซานเหนียงนั้นยืนนิ่งด้วยความประหม่า
“เจ้าสามารถทำให้มดเดินออกจากรูไข่มุกอีกฝั่งได้หรือไม่”
“ข้า... ข้าน้อย...”
“ไม่ต้องกลัว พูดมาเถอะ”
“ท่านต้องค่อยๆ หย่อนมดลงไป ถ้ามดไม่ยอมเดินก็เป่าควันบางๆ กระตุ้นให้มดเดินออกรูไข่มุกอีกฝั่ง เท่านี้ก็จะสามารถร้อยไข่มุกได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยชอบเล่นซน เคยผูกเอวมดเล่นเจ้าค่ะ”
“ถูกต้อง... เจ้าปัญญาดีมาก ถึงแม้ว่าจะหน้าตาธรรมดา แต่ก็จิ้มลิ้มน่ารักไม่หยอก แต่งหน้าเสียหน่อยก็งามไม่แพ้ใคร”
นางข้าหลวงเดินวนไปวนมารอบตัวอู๋ซานเหนียง วัดส่วนสูงและพิจารณาเค้าโครงใบหน้า หลี่ชุ่ยผินอายุมากแล้วแต่เพิ่งจะเคยพบหญิงสาวที่งามอย่างธรรมชาติชวนประทับใจเช่นนี้ สีหน้าวิตกกังวลของนางข้าหลวงจึงเริ่มแปรเปลี่ยนไปเหมือนคนขุดเจอสมบัติล้ำค่าแล้ว
“พื้นเพเจ้าเป็นคนที่ไหน”
“ผู้น้อย... ผู้น้อยเกิดและเติบโตที่นี่เจ้าค่ะ แต่ท่านพ่อเป็นชาวหานซาน[1] ส่วนท่านแม่... ท่านแม่เป็นชาวแคว้นฉู่”
“แคว้นฉู่? อ้อ... แคว้นที่ล่มสลายไปเมื่อหลายปีก่อน ประเสริฐนัก ดี... ดีมาก...”
นางข้าหลวงหลี่ชุ่ยผินพึงพอใจยิ่ง มองสำรวจอู๋ซานเหนียงไม่หยุด ดวงตาสีดำขลับของอู๋ซานเหนียงมีแววฉลาดเฉลียวนั้นถอดแบบจากบิดา ส่วนเค้าโครงใบหน้าสวยน่ารักได้รับสืบทอดจากมารดามาเต็มๆ อู๋ซานเหนียงดูสดใสเจิดจ้าในชุดสีเขียวอ่อน กลางเก่ากลางใหม่แต่ก็สะอาดเรียบร้อย นางถักเปียข้างกกหูทั้งสองข้างและประดับด้วยเครื่องกะไหล่เงินซึ่งเป็นมรดกของมารดา ความสูงสง่าทำให้นางดูโดดเด่น รวมกับผิวพรรณขาวละมุนทำให้นางเป็นหญิงงามน่ารักแบบที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง
“นางเป็นบุตรของใคร” นางข้าหลวงหันไปถามเฉินจินเหยา
“นางคืออู๋ซานเหนียง บุตรสาวคนเดียวของนายอำเภอหม่าเจียง อู๋ซื่อหวง”
“ลูกคนเดียว? แล้วทำไมชื่อซานเหนียง[2]”
“เฮ้อ... นายอำเภออู๋นับว่าเป็นขุนนางตงฉินที่หาได้ยากนัก แต่ชีวิตอาภัพยิ่ง ฮูหยินอู๋คลอดลูกสาวคนแรกแต่ไม่รอด พอท้องที่สองก็แท้งอีก สุขภาพของนางอ่อนแอแต่ก็ฝืนประคบประหงมลูกสาวคนที่สามในท้อง พอคลอดออกมาและอยู่รอดปลอดภัย นายอำเภออู๋จึงตั้งชื่อนางว่าซานเหนียงเพื่อนึกถึงลูกสองคนแรกที่เสียไปด้วย... จากนั้นมาฮูหยินอู๋ก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ และเสียไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง”
[1] หานซาน เมืองหลวงของแคว้นเหลียน
[2] หญิงคนที่สาม