“พูด!!”
“กระ...กระหม่อม...” ผู้ใดไม่มีขวัญกล้าหาญล้วนสะดุ้งไหว บรรดาทหารกร้านศึกต่างยืนนิ่งราวกับศิลา จะมีก็แต่ขุนนางอ้วนทั้งสามที่กระถดตัวถอยหนี
“องค์ชายอย่าเพิ่งกริ้ว เหลียนอ๋องทรงชี้แจงว่านี่เป็นการกระทำโดยพลการของแม่ทัพชายแดน ดังนั้นเพื่อแสดงความจริงใจ เหลียนอ๋องจึงยินยอมลงนามเจรจาเป็นพันธมิตร สนับสนุนกำลังพล เงินทองและเสบียงเพื่อร่วมกันโค่นล้มแคว้นหลี่”
เอี้ยนเซินปาถ้วยชาลงพื้นด้วยสีหน้าเย็นเยียบ ยิ่งแปลว่าให้ระวังตัว
“ไสหัวกลับไป ชีวิตข้าใช้เวลาอยู่ในสนามรบมากกว่าโต๊ะเจรจา คนสันดานน่ารังเกียจอย่างเหลียนอ๋อง ข้าไม่ต้องการลูกสาวของมันมาร่วมสกุล!”
น้ำเสียงของเขาขุ่นกระด้างพอๆ กับมวลเมฆที่เริ่มก่อตัวเหนือศีรษะ ท้องฟ้าเริ่มส่งเสียงคำรามครั่นครืน อีกไม่นานท้องทุ่งแห่งนี้คงจะเจิ่งนองเฉอะแฉะน่ารำคาญ ยิ่งฟังคำโต้แย้งของศัตรูผ่านปากขุนนางที่กินภาษีของราษฎร หัวใจของชายชาตินักรบยิ่งสูบฉีดเพลิงแค้นไปทั่วทุกอณู
“กระหม่อมเข้าใจถึงความขุ่นข้องขององค์ชาย และนึกเคืองแค้นแทนราษฎรไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใด แต่โบราณกล่าวไว้ ผูกมิตรไกลเพื่อโจมตีใกล้ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลดีเสมอมา เหลียนอ๋องไร้ทายาทชายสืบทอดบัลลังก์ มีเพียงองค์หญิงเหวิงเฉิงซึ่งอยู่ในวัยแรกรุ่น หากองค์ชายรับนางไว้ก็ย่อมสร้างอิทธิพลในแคว้นเหลียนโดยไม่ต้องสูญเสียทหารสักนายพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มกุมดาบที่ห้อยบั้นเอวไว้แน่น ขบกรามดังกรอด ทว่าขุนนางใหญ่ที่สุดในสามคนนั้นยังคงพยายามหว่านล้อม
“นี่เป็นราชโองการจากฝ่าบาท ขอองค์ชายเคารพการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ใจขององค์ชายต้องการจะบดขยี้แคว้นเหลียนให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสีย หากเอ่ยคำสั่งเพียงคำเดียว ทหารภายใต้กองธงพยัคฆ์จะต่อสู้จนตัวตาย เขารู้กระทั่งว่าเจ้าเฒ่าเหลียนอ๋องแอบเจรจากับแคว้นหลี่ให้ยกทัพมาประชิดชายแดนอีกด้าน บีบบังคับให้เขาถอยไปรับมือทางฝั่งนั้นเสีย และหากทัพของเขาเผลอเมื่อใด โจรไร้สัจจะอย่างมันจะต้องตีตลบหลังแน่นอน
ดวงตาคมดุจเหยี่ยวหรี่ตาจับจ้องธงตราทัพของศัตรูที่ตั้งอยู่อีกฟากอย่างเดือดดาล
อีกเพียงนิดเดียว... นิดเดียวเท่านั้นเขาก็จะขยี้พวกมันให้ถอยร่นแตกกระเจิง แต่ไอ้เฒ่าเหลียนอ๋องรอบจัดกว่าที่คิด เมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะพ่ายแพ้ก็รีบส่งทูตไปเจรจา เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามันคิดจะถ่วงเวลา
เอี้ยนเซินตระหนักดีว่าการทำศึกกับแคว้นเหลียนครั้งนี้ต้องสูญเสียไพร่พลและผลาญเสบียงไปจำนวนไม่น้อย การบุกลึกเข้ามาในเขตอิทธิพลของแคว้นเหลียนมีทั้งข้อดีข้อเสีย หนึ่งคือหากปิดบัญชีไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด เขาอาจถูกแคว้นหลี่ฉวยโอกาส
ข้อเสนอของเหลียนอ๋องเต็มไปด้วยพิรุธ หากยอมรับข้อเสนอนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากยื่นขวานให้คนตัดไม้ล้างผลาญผืนป่า เขาจะไม่แปลกใจเลยหากองค์หญิงแคว้นเหลียนจะชักมีดแทงใส่เขาเพื่อช่วยเหลือพระบิดาของนาง
“เรากำลังรบศึกสองด้าน หากมัวยืดเยื้ออยู่ที่นี่ เราจะถูกแคว้นหลี่ตลบหลัง และเหลียนอ๋องอาจจะเปลี่ยนพระทัย หันไปร่วมมือกับแคว้นหลี่ เราจะเป็นฝ่ายลำบาก องค์ชาย... ได้โปรดตัดสินพระทัยด้วย”
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้องค์ชายตอบรับข้อเสนอสงบศึก ร่วมมือกับเหลียนอ๋อง ทำลายแคว้นหลี่ให้ราบคาบ พระองค์ต้องยอมรับการอภิเษกกับองค์หญิงแคว้นเหลียนพ่ะย่ะค่ะ”
“องค์ชายโปรดตัดสินพระทัยโดยเร็ว”
เอี้ยนเซินกำหมัดด้วยความรวดร้าวใจ สะกดคำสบถไว้เพราะรู้ว่าผลการตัดสินใจวันนี้จะหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต เขาหมั้นหมายกับบุตรีขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งไว้แล้ว กำลังทรัพย์สินและทหารในสังกัดสกุลของนางสำคัญต่อการทำศึก หัวเมืองอิสระที่บิดาของนางปกครองอยู่จะช่วยให้แคว้นเอี้ยนได้ครองชัยภูมิสำคัญ เขาต้องการทหารของนาง
“องค์ชายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ พิธีอภิเษกจะจัดขึ้นทันทีที่องค์หญิงเสด็จมาถึงเจียนหยาง[1]”
เสียงกดดันจากเหล่าขุนนางทำให้สีหน้าของเอี้ยนเซินทวีความดุร้าย อารมณ์ขุ่นมัว ฟ้ามืดราวกับย้อมด้วยหมึก เสียงฟ้าร้องคำรามเลือนลั่นดังขึ้นเป็นระยะ
“องค์ชาย” ขุนนางก้าวขาออกมาก้าวหนึ่งแล้วคุกเข่าลง ประคองราชโองการขึ้นเหนือศีรษะ
เมฆดำบนท้องฟ้ารวมตัวกันเป็นก้อนหนาทึบ กดดันให้ทุกอย่างหนักหน่วง ในที่สุดก็เกิดเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง สายฟ้าสว่างวาบในหมู่เมฆ ลมค่อยๆ พัดแรงขึ้นกวาดเอาฝุ่นปลิวว่อนแล้วพัดกระหน่ำรุนแรงจนต้นไม้กระชากเหมือนถูกมือยักษ์ดึงทึ้ง สายฝนเริ่มเทพลั่กๆ ราวกับใครเจาะรูบนฟ้า ความหนาวเย็นซึมเซาะไปตามเสื้อเกราะลึกลงถึงกระดูก แต่หาได้ล้างความโกรธเกรี้ยวในใจของเขาออกไปไม่
เสียงฟ้ากัมปนาทอีกครั้ง... นานทีเดียวกว่าจอมทัพจะคลายมือออกจากด้ามดาบ
“ข้ายอมรับพระบัญชา” ร่างสูงสง่ากล่าวในที่สุด สีหน้าและแววตาเด็ดเดี่ยว “ข้าจะรับองค์หญิงเหวินเฉิงแห่งแคว้นเหลียนเป็นชายา กระทำตามหน้าที่ในฐานะองค์ชายแห่งแคว้นเอี้ยน” มือแกร่งถอดแหวนหยก ประทับตราลงบนราชโองการ ก่อนจะขว้างคืนใส่หน้าผู้นำมาถวาย
“ขอปวงเทพเจ้าคุ้มครองแคว้นเอี้ยน จงรีบเชิญนางมาผจญนรกจากข้าได้เลย”
[1] เมืองหลวงของแคว้นเอี้ยน