เป็นเช้าวันทำงานที่สมองของครองขวัญยังไม่ปลอดโปร่งดีนัก เพราะเมื่อคืนคิดหนักกับข้อเสนอของผู้ชายคนนั้นทำให้กว่าจะนอนหลับก็เกือบเที่ยงคืน ความจริงเธอก็ไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรกับหนุ่มคนนั้นด้วยซ้ำ และขนาดตอนที่เธอเป็นแฟนกับเชนหลายปียังไม่เคยย้ายไปอยู่ด้วยกัน เธอปฏิเสธเขาไปแล้วก็จบ จะเก็บมาคิดทำไมก็ไม่รู้
“ไม่ไปกินข้าวเหรอครับ”
ครองขวัญเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ ก็พบว่าหนุ่มที่มาทักคือ ณคุณ
ณคุณทำงานที่แผนกเดียวกับเธอ ลักษณะงานของทีมเธอคือทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลืองานของบอร์ด ณคุณเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียงหนึ่งปี เธอจึงต้องคอยให้คำแนะนำในฐานะพี่เลี้ยงเพราะเริ่มทำงานมาก่อน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เรียกว่าพอพูดคุยกันได้แต่ไม่ได้สนิทกันมากนัก เพราะทั้งเธอและเขาต่างพูดไม่เก่งด้วยกันทั้งคู่ และตอนนั้นเธอเองก็มีเชนอยู่แล้ว ทำให้ไม่ค่อยได้คุยกับเขามากนักนอกจากเรื่องงาน
“กำลังจะไปกินค่ะ คุณคุณละคะกินข้าวหรือยัง”
“ผมบอกขวัญตั้งหลายครั้งแล้วว่าให้เรียกผมว่าคุณเฉยๆ เรียก คุณคุณแบบนั้นเหมือนพูดว่าคุณสองครั้ง”
“แต่คุณ ณคุณ อายุมากว่าขวัญนี่ จะเรียกคุณเฉยๆ ได้ยังไง” พอเขาไม่ยอมให้เรียกคุณคุณ เธอก็เรียกชื่อเต็มๆ เขาแทนจะได้จบๆ
“งั้นเรียกพี่คุณแล้วกัน ผมอายุมากกว่าขวัญนี่”
ปกติณคุณเป็นหนุ่มมาดนิ่ง เขามีความเป็นผู้ใหญ่สูง จริงจังกับงาน เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาพูดเก่งขนาดนี้มาก่อน
“ไม่ตอบแสดงว่าตกลง ต่อไปเรียกผมว่าพี่คุณนะ”
“อุ๊ย พี่คุณ พี่ขวัญ คุยอะไรกันอยู่คะ? จันทร์ว่าจะมาชวนพี่ขวัญไปกินข้าว” เสียงแหลมของจันทร์เจ้าที่ดังขึ้นเรียกให้คนทั้งคู่หันไปมอง จันทร์เจ้ารุ่นน้องคนสนิทของเธอกระวีกระวาดเดินเข้ามาเมื่อเห็นหนุ่มหล่อยืนอยู่
อาจเพราะครองขวัญเป็นคนสนิทกับคนยาก จึงไม่ถนัดนับพี่นับน้องกับใคร แต่พอสังเกตว่าจันทร์เจ้าเองก็เรียกณคุณว่าพี่คุณ เธอเรียกเขาว่าพี่ด้วยก็คงไม่แปลก
จันทร์เจ้าเป็นคนคุยเก่งมาก โชคดีที่เธอมากินข้าวกับทั้งคู่ด้วย ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวไม่เงียบจนเกินไปนัก สมัยที่ครองขวัญช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ณคุณ ก็เคยกินข้าวกับเขาสองคนที่โรงอาหารพนักงานหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ทั้งคู่ก็จะ
คุยกันแค่เรื่องงาน และโชคดีที่ทั้งเธอและเขาต่างก็สามารถอยู่กันแบบเงียบๆ ได้ จึงไม่อึดอัดนัก แต่พอมีจันทร์เจ้ามาด้วยแบบนี้ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายมากทีเดียว
“เห็นไหม จันทร์เคยบอกแล้วว่าพี่คุณต้องแอบสนใจพี่ขวัญอยู่แน่ๆ” จันทร์เจ้ากระซิบกระซาบเมื่อณคุณเดินไปเข้าห้องน้ำ จันทร์เจ้าเคยเอาเรื่องนี้มากรอกหูเธอหลายครั้งตั้งแต่ณคุณเข้ามาทำงานใหม่ๆ ซึ่งครองขวัญไม่รู้ว่ารุ่นน้องของเธอไปเอาความคิดพวกนี้มาจากไหน ครองขวัญส่งสายตาห้ามปรามคนช่างพูดเพราะกังวลว่าณคุณจะกลับมาได้ยิน เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดว่าเธอสำคัญตัวว่าสวยมากมั้งใครต่อใครถึงต้องมาแอบชอบ
“พี่เห็นเขาคุยแต่กับจันทร์ อาจแอบชอบจันทร์มั้ง”
“แหมพี่ขวัญละก็ จันทร์แต่งงานมีลูกแล้วนะ อิอิ” จันทร์เจ้าดูชอบอกชอบใจกับประโยคที่ครองขวัญพูด แม้เจ้าตัวจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่พอคิดว่าหนุ่มหล่อนิสัยดีมาแอบชอบ แค่ได้มโนก็ยังทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา
จบมื้อกลางวันครองขวัญก็กลับมาทำงานต่อ วันทั้งวันนั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเธอกลับมาคอนโด ตัวปัญหาเดิมๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น
“ตอนกลางวันอีกคน กลับมาคอนโดก็เป็นอีกคนเหรอ”
ครองขวัญไม่พอใจนักกับถ้อยคำที่เชนต่อว่า แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาคุยกับเขาจึงเดินเลี่ยงขึ้นตึก แต่เชนกลับมาขวางไว้อย่างไม่ยอมแพ้
“ขวัญคุยกันดีๆ ได้ไหม” ไม่ใช่เพียงมาขวางไว้ เขากลับถือวิสาสะจับมือทั้งสองข้างของเธอไว้โดยไม่ขออนุญาต
นอกจากความรำคาญแล้ว วันนี้สิ่งที่เธอมีให้ผู้ชายคนนี้มากขึ้นคือความหวาดกลัว จะว่าไปแล้วเขาก็ดูเหมือนคนโรคจิตมากๆ เขาเป็นคนทิ้งเธอไปเองแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับพยายามทำเหมือนไม่มีเรื่องบาดหมางใจอะไรกัน
“ขวัญอย่าหลบหน้าเชนอีกเลย ขวัญยังรักเชนไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นขวัญคงมีคนอื่นไปนานแล้ว”
คนมาดักรอพูดอย่างมั่นใจ ครองขวัญอยากจะถามเขาว่า เขาไปเอาความมั่นใจแบบผิดๆ นั่นมาจากไหน ที่เธอยังไม่มีคนใหม่ก็เพราะไม่มีใครมาจีบก็เท่านั้น ไม่ใช่เพราะอยากได้ผู้ชายอย่างเขากลับมา
“เชนจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นเหรอ?” แม้จะไม่อยากได้เขากลับมาแล้ว แต่ก็อยากรู้ว่าเขาจะเลิกกับนิรินเพื่อมาหาเธอจริงเหรอ
“...”
คราวนี้เขาเงียบไปอย่างที่ครองขวัญนึกรู้คำตอบว่าเขาไม่มีทางเลิกกับผู้หญิงคนนั้น ตั้งแต่คบกับหลานสาวเจ้าของบริษัท หน้าที่การงานของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากผู้ชายเรียบง่าย ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวโอบไปด้วยแบรนด์เนม ครองขวัญคบกับเขามานานรู้ว่าเชนเป็นผู้ชายที่มีความทะเยอทะยาน แต่ไม่คิดว่าเรื่องความรักก็รวมอยู่ในความทะเยอทะยานเพื่อพาเขาไปสู่เป้าหมายด้วย
“เชนยังเลิกกับเขาตอนนี้ไม่ได้” ประโยคหลังเขาพูดเสียงค่อยเหมือนคนไม่มั่นใจ
ครองขวัญคิดว่าเธอสะอิดสะเอียนจนทนฟังเขาพูดต่อไม่ได้แล้ว แต่ยังไม่ทันจะดึงมือกลับแล้วเดินหนี ผู้หญิงที่เป็นหัวข้อสนทนาก็ปรากฏตัวขึ้น
“นังหน้าด้าน แกคิดจะแย่งแฟนชาวบ้านเหรอ”
ทั้งที่เชนเป็นคนมาดักรอครองขวัญที่คอนโด แต่ผู้หญิงคนนี้กลับเลือกพูดแบบนี้ออกมา สำหรับชายหญิงคู่นี้ ครองขวัญให้คำนิยามได้แค่ว่าศีลเสมอกัน
“ไม่อยากให้ยุ่ง คุณก็เฝ้าคนของคุณไว้ให้ดีสิ”
ครองขวัญดึงมือกลับ ซึ่งเชนก็ยอมปล่อยโดยง่ายเมื่อเห็นคนมาใหม่ อาจเพราะวันนี้ครองขวัญรู้สึกว่าเธอถูกชายหญิงคู่นี้ระรานมากเกินไป ทำให้อยากฮึดสู้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“แก ปากดีนักนะ”
พอเห็นคนที่อ่อนข้อให้ตลอดฮึดสู้ นิรินก็ตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปหา ดีที่เชนอยู่ใกล้จึงจับตัวเธอไว้ได้ทัน
ขณะที่เหตุการณ์ชุลมุน คนตัวโตก็ปรากฎตัวขึ้นตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ “วิ่งสิ คุณจะอยู่ให้เขามาตบเหรอ”
มือใหญ่ยื่นมาจับแขนเธอจากด้านหลังแล้วดึงให้ออกวิ่ง ครองขวัญถูกเขาลากกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาจนถึงลิฟต์ พอเข้ามาในลิฟต์แล้วนั่นแหละเขาจึงยอมปล่อยแขนเธอ
“ตัวก็เล็กกว่ายังจะไปสู้เขาอีกนะคุณ เห็นได้ชัดว่ากระดูกคนละเบอร์”
แจ็คทำท่าว่าจะร่ายอีกยาว ถ้าไม่หันมาเห็นว่าคนตัวเล็กทรุดตัวลงร้องไห้
“ฮือ ฮือ” ครองขวัญนั่งลงกับพื้นปล่อยโฮออกมาอย่างลืมอาย
“เห้ย ร้องไห้ทำไม ไม่ได้ถูกเขาตีตรงไหนไม่ใช่เหรอคุณ”
ไม่ว่าแจ็คจะพูดยังไงครองขวัญก็ยังไม่หยุดร้องไห้ เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากตอนนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ผู้หญิงกับผู้ชายสองคนนั้นกลับตามมาหลอกหลอนเธอ ทั้งที่พวกเขาควรจะปล่อยเธอไป แล้วต่างคนต่างอยู่
“คุณออกมาด้วยกันสิ” เธอหันมาเรียกเขาทั้งที่น้ำตายังอาบหน้า เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นที่เธออยู่
ชายหนุ่มยอมเดินตามเธอออกไปอย่างใจง่าย เดินตามก้นเธอไปจนถึงห้องที่เธอพัก
“ฉันตกลง” ครองขวัญหันมาบอกเขาเมื่อประตูห้องปิดลง
“...”
“ข้อเสนอของคุณ ฉันตกลง” ครองขวัญยืนยันอีกครั้งเมื่อเขายังเงียบ สีหน้าเขาเหมือนคาดไม่ถึงกับคำตอบเธอ ทั้งที่เขาเป็นคนยื่นข้อเสนอให้เธอเองแท้ๆ