คนทั้งคู่นั่งกินบะหมี่กันเงียบๆ โดยไม่มีใครพูดอะไรกันอีก คนตัวโตเริ่มกินทีหลังแต่กินเก่งกว่าเธอมาก เขากินจนแม้แต่น้ำซุปก็ไม่เหลือ
“อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ” ครองขวัญถามอย่างอดรนทนไม่ไหว อย่าบอกเธอนะว่าคุณชายคนนี้แม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ไม่เคยกิน
“เปล่าครับ...หิว” เขาตอบไปแบบไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับรู้สึกผิด
ครองขวัญอยู่กับเขามาหลายวัน เริ่มชินกับการที่เขาทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เธอกลับเอาเรื่องไม่สบายใจจากที่ทำงานกลับมาคิดจนละเลยเพื่อนร่วมห้อง
“ฉันขอโทษนะ”
“ขอโทษเรื่องอะไรครับ?” แจ็คขมวดคิ้วมุ่นเมื่ออยู่ดีๆ เธอก็ขอโทษกัน
“ที่ลืมคิดว่านายอาจยังไม่ได้กินอะไรเลยไง”
คราวนี้แจ็ควางตะเกียบลง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอดอกแล้วมองเธออย่างตั้งใจ
“ทำไมการที่ผมยังไม่ได้กินอะไรถึงเป็นความผิดคุณ?”
น้ำเสียงของแจ็คเริ่มหาเรื่อง เขาไม่ชอบเลยที่เธอเอาแต่โทษตัวเองทุกเรื่อง ถึงเขาจะทำอาหารไม่เป็น แต่เขาสั่งรูมเซอร์วิสขึ้นมากินก็ได้ แต่ที่ไม่ทำเพราะอยากกินพร้อมเธอ ทั้งหมดล้วนเป็นการตัดสินใจของเขาเองไม่ใช่ความผิดเธอเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมคุณเอาแต่โทษตัวเองทุกเรื่องเลย” เขาถามซ้ำอีกครั้ง
ครองขวัญวางตะเกียบในมือลงบ้างเมื่อเห็นคนตรงหน้าเริ่มจริงจังขึ้น ความจริงไม่ใช่เธอไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้น เพื่อนๆ ที่ทำงานก็มักจะพูดเหมือนกันว่าเธอไม่จำเป็นต้องโทษว่าเป็นความผิดตัวเองทุกอย่าง อย่างตอนที่เธอเลิกกับเชน เธอก็ยอมรับว่าอาจเป็นความผิดของเธอส่วนหนึ่งด้วยที่ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ใส่ใจเขา เอาแต่ตั้งใจทำงาน ทำตัวจืดชืดจนเขาทนไม่ไหว
ที่เธอเป็นแบบนี้อาจเพราะเธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด พ่อกับแม่รับราชการซึ่งค่อนข้างเข้มงวดกับเธอมาก ทำให้เธอกดดันตัวเอง พยายามทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง พอมีเรื่องผิดพลาดก็มักคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองก่อนจนเป็นนิสัย
“เพราะฉันโตมาแบบนี้แหละ” สุดท้ายเธอก็เลือกตอบเขาสั้นๆ เพราะไม่รู้จะอธิบายความเป็นตัวเองออกมายังไงดี
“คุณต่างกับผมมากเลย ผมไม่เคยคิดว่าเป็นความผิดตัวเองเลย ทุกเรื่องเป็นความผิดคนอื่นก่อนหมด”
“พูดจริง?” อันที่จริงครองขวัญก็พอรู้ว่าคงมีคนแบบนี้อยู่ในโลก แต่ไม่คิดว่าเขาจะรู้ตัวว่าตนเองเป็นคนแบบนั้นด้วย
“อืม ป๊ากับแม่เลี้ยงผมมาแบบตามใจ ผมเลยค่อนข้างนิสัยเสีย”
“นายก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก” เธอเผลอพูดออกไป เพราะรู้ว่าการเอาแต่โทษหรือต่อว่าตัวเองมันทำให้รู้สึกแย่แค่ไหน จึงไม่อยากให้เขาเป็นแบบเธอ
พอได้พูดคุยกับเขา เธอก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น จากที่ตอนแรกเครียดมากเพราะกังวลแต่เรื่องคนอื่นจะรู้ความลับของเธอเข้า ความจริงเธอน่าจะเอาอย่างเขาบ้าง ปล่อยวางบ้าง ยอมให้ตัวเองทำเรื่องผิดพลาดบ้าง แล้วพูดว่าฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละก็คงไม่เสียหาย พอผ่อนคลายมากขึ้นเธอก็เริ่มจับตะเกียบลงมือกินบะหมี่อีกครั้ง ส่วนคนตรงข้ามที่กินของตัวเองจนหมดแล้วก็จับตะเกียบมาแย่งบะหมี่ในชามเธอบ้าง ครองขวัญรู้ว่าถึงห้ามไปเขาก็จะทำอะไรตามใจตัวเองอยู่ดี จึงปล่อยให้เขาแย่งกินโดยไม่ว่าอะไร
“พ่อแม่นายคงรักนายมากถึงตามใจขนาดนั้นทำไมถึงออกมาจากบ้านล่ะ?”
เธอเริ่มสังเกตว่านิสัยของผู้ชายคนนี้มีความคุณชายมาก เขาทำงานบ้านหรือกับข้าวอะไรไม่เป็นเลย ถ้าพ่อแม่เขารักและตามใจขนาดนั้น เขาออกมาปากกัดตีนถีบข้างนอกให้ลำบากทำไม
“ป๊ากับแม่ชอบเอาผมไปเปรียบเทียบกับพี่ชาย ผมรำคาญเลยออกมาอยู่คนเดียว”
“นายมีพี่ชายด้วยเหรอ?” ถ้าจะให้พูดตามตรง นิสัยเขาดูค่อนข้างเอาแต่ใจ เธอนึกว่าเขาเป็นลูกคนเดียวเสียอีก
“ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ป๊ากับแม่รับเขามาเลี้ยงก่อนจะมีผม” คนพูดตอบเหมือนไม่คิดอะไรมาก ตอบไปด้วยคีบบะหมี่ในถ้วยเธอกินไปด้วย
ครองขวัญพยักหน้ารับรู้ แต่ถ้าฟังแบบนี้พี่ชายเขาก็น่าเห็นใจมากเหมือนกัน ที่มีน้องนิสัยเด็กและเอาแต่ใจแบบนี้
“พี่ชายผมเก่งกว่าผมทุกอย่าง เรียนเก่ง ทำงานเก่ง มีอย่างเดียวที่ผมดีกว่าพี่คือหน้าตา” คนพูดพูดต่ออย่างหน้าไม่อาย
“อ้อ ที่แท้เราก็เป็นเด็กมีปมเหมือนกัน” เธอกับเขาช่างถูกเลี้ยงดูมาแบบต่างกันสุดขั้ว พ่อแม่เธอเคร่งครัดเกินไป ส่วนพ่อแม่เขาตามใจเกินไป
“ไม่ใช่เด็กมีปมสิ เราเป็นผู้ใหญ่มีปม” เขาแก้ให้เธออย่างอารมณ์ดี ความจริงเรื่องที่คนอื่นเปรียบเทียบเขากับพี่ชาย เขาไม่ได้คิดอะไรมากแล้ว แค่รำคาญเลยออกมาอยู่คนเดียวก็เท่านั้น
“งั้นคนมีปมสองคนจะมาดื่มกันหน่อยดีไหม” ยิ่งได้คุยกับเขา ครองขวัญยิ่งรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เหมือนได้ระบายสิ่งที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังออกไปบ้าง อารมณ์ดีถึงขั้นอยากดื่มต่อ เธอจำได้ว่าเห็นเบียร์อยู่ในตู้เย็น เพราะเขาหยิบมาตอนที่ไปซื้อของใช้ที่จำเป็นเพิ่ม
“ด้วยความยินดีเลยครับ” แจ็คบอกพร้อมกับยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม เพราะการดื่มนี่งานถนัดเขาเลย
ผู้ใหญ่มีปมทั้งคู่อารมณ์ดีถึงขั้นไปนั่งจิบเบียร์ตากน้ำค้างมองวิวทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนกันที่ระเบียง จนถึงตีสาม เธอถึงได้ฟุบไปเพราะความเมา คนคอแข็งกว่าจึงต้องอุ้มมานอนบนเตียงดีๆ และผลของการดื่มเบียร์ตากน้ำค้างคือ เธอเป็นไข้!
“แค่ก! แค่ก! พี่ลาหนึ่งวัน โทรไปบอกหัวหน้าแล้ว ฝากงานจันทร์ด้วยนะ”
“สบายมากพี่ขวัญ พักผ่อนเยอะๆ นะ” ฝ่ายนั้นก็ตอบกลับมาด้วยความเป็นห่วง เพราะครองขวัญไม่เคยป่วยไม่เคยลาสักที นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีเลย
“จ้ะ แค่นี้ก่อนนะ” ครองขวัญตัดสายไปแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้งเพราะอาการปวดศีรษะเหมือนจะระเบิด แต่ยังไม่ทันจะหลับตาลง เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
“คุณไม่ออกไปทำงานเหรอ” แจ็คมาเคาะประตูถามด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะเมาค้างจนตื่นสาย แต่เขายังไม่ทันจะพูดจบประโยคเธอก็โอนเอนแล้วล้มฟุบลง
“เฮ้ย!” แจ็ครับร่างบางไว้ด้วยความตกใจ พอสัมผัสตัวเธอถึงรู้ว่าตัวร้อนมาก
“ลุกขึ้นมากินข้าวก่อนคุณ จะได้กินยา”
พอเธอล้มพับลง เขาก็รีบพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หมอบอกว่าเธอเพียงเป็นไข้หวัดเท่านั้นให้เช็ดตัวบ่อยๆ และให้ยาลดไข้มากิน พอเขาพาเธอไปหาหมอเสร็จก็พากลับมาคอนโด ปล่อยให้เธอได้นอนพักส่วนเขาลงไปซื้อข้าวต้มหน้าคอนโดมาให้
“ง่วง” คนโดนปลุกบอกอย่างงอแง เมื่อเขาวางถ้วยข้าวต้มลงข้างเตียงและสะกิดปลุกเธอให้ตื่น แจ็คช่วยพยุงเธอขึ้นจนแผ่นหลังบอบบางพิงที่หัวเตียง หลังจากเช็ดตัวไปรอบหนึ่งเธอก็เริ่มตัวเย็นขึ้น ซึ่งหญิงสาวก็ยอมให้เขาเช็ดให้แค่แขนกับขาเท่านั้น
“นายเลยไม่ได้ไปเรียนเลย” เธอพูดอย่างเกรงใจ เมื่อเขาลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง จากนั้นก็ถือชามข้าวต้มมาคน
“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงผมก็โดดบ่อยอยู่แล้ว” ต่อให้ไม่มีเรื่องอะไร ถ้าเขาขี้เกียจเขาก็ไม่ไปเรียน ที่สอบผ่านมาได้แต่ละเทอมนี่เพราะอานิสงส์ผลบุญจากการได้เพื่อนช่วยทั้งนั้น
ชายหนุ่มตักข้าวต้มมาเป่าจนความร้อนลดลง แล้วยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากซีดเซียวของเธอ
“กินเองได้” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยคดี เขาก็ถือโอกาสที่เธออ้าปากพูดยัดข้าวเข้าไปในปาก ครองขวัญต้องรีบเคี้ยวเพราะกลัวสำลัก พอเธอเคี้ยวจนหมดจะอ้าปากบอกเขาให้หยุดป้อนเขาก็ยัดข้าวเข้ามาอีก ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ จนข้าวหมดไปครึ่งถ้วยครองขวัญจึงเม้มปากไว้แน่น ศีรษะเล็กๆ ส่ายไปมาเพื่อบอกเขาว่าเธอไม่ไหวแล้วจริงๆ ขืนเขายังยัดข้าวเข้ามาอีกเธอคงได้อาเจียนออกหมด
แจ็คยอมวางถ้วยข้าวต้มไว้ข้างเตียงเมื่อเห็นว่าเธอกินไปเยอะแล้ว
“งั้นก็กินยาครับจะได้นอนต่อ”
คราวนี้ครองขวัญยอมหยิบยาจากมือเขามากินอย่างว่าง่าย เขาจะได้เลิกเซ้าซี้เธอเสียที พอเธอกินยาเสร็จแล้วล้มตัวลงนอน เขาก็หยิบชามข้าวต้มที่เธอกินเหลือมากินต่อ โดยใช้ช้อนคันเดียวกับที่ป้อนเธอเมื่อกี้ตักข้าวต้มเข้าปากตัวเอง
“เดี๋ยวก็ติดหวัดหรอก”
“ไม่ติดหรอก ผมแข็งแรง” เขาบอกแบบนั้นแล้วกินข้าวต้มในถ้วยต่อจนหมด
พอตื่นขึ้นมาอีกวันครองขวัญก็ไข้ลงแล้ว แต่คนเฝ้าไข้ที่บอกว่าตัวเองแข็งแรงนักหนากลับป่วยแทน เธอจึงต้องลางานอีกวันเพื่อเฝ้าไข้เขา
ครองขวัญนั่งอยู่ข้างเตียงมองคนตัวโตที่ไข้ขึ้นนอนหลับตาพริ้มอย่างหมดฤทธิ์ น่าจะมีตอนที่เขาหลับนี่แหละถึงจะยอมหยุดพูดบ้าง ปกติเขาพูดเก่งจนคนพูดน้อยอย่างเธอพูดไม่ทัน พอนอนหลับแบบนี้ก็เหมือนหนุ่มน้อยที่ไร้พิษสง
การมีเขาเข้ามาในชีวิตทำให้ห้องที่ดูเงียบเหงาของเธอสดใสขึ้นมาบ้าง เมื่อวานเพราะมีเขาอยู่ข้างๆ ทำให้เธอรู้สึกไม่โดดเดี่ยวจนเกินไปนัก ปกติถ้าเธอป่วยเธอต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง ไม่เคยมีใครมาคอยดูแลเอาใจใส่เหมือนที่เขาทำ
ครองขวัญไล่มองใบหน้าได้รูปของคนที่หลับสนิท ใบหน้าของเขาคมเข้ม แต่พอยิ้มกลับเห็นลักยิ้มบุ๋มน่ารักทั้งสองข้าง ทำให้ใบหน้าดูอ่อนโยนลง ริมฝีปากอิ่มได้รูปของเขาปิดสนิท ขนาดป่วยแบบนี้ริมฝีปากเขายังดูสุขภาพดีไม่แห้งแตกเหมือนเธอเลย ครองขวัญนึกอยากลองสัมผัสดูบ้างว่าปากที่ดูสุขภาพดีแบบนั้นจะนุ่มมากแค่ไหน หญิงสาววางผ้าเช็ดตัวที่ใช้เช็ดให้เขาลง โดยขาดการยับยั้งช่างใจ เธอค่อยๆ เอนตัวเข้าหาคนที่นอนบนเตียง จุ๊บไปบนริมฝีปากเขาแผ่วเบา
ริมฝีปากเขานุ่มมากจริงๆ
หญิงสาวรีบผละออกมาจากห้องเมื่อรู้ว่าเธอเกือบลักหลับเด็ก รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น