บทนำ อดีตอันเป็นที่มา 100 %

2979 Words
“เฮ้ย ไอ้นาย เห็นป่ะวะ มีน้องผู้หญิงคนนึงมองแกอยู่” คนถูกสะกิดหันไปมองตามที่เพื่อนบอก เห็นผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งยืนตรงมุมตึกของคณะตรงกันข้าม เธอตกใจเล็ก ๆ รีบหันหลังแล้วเดินหนีไป “ไม่เห็น แกตาฝาดแล้วไอ้แห้ง” มือหนาตบไหล่เพื่อนที่มีฉายาว่า ‘แห้ง’ ตามลักษณะร่างกาย อเนกคุณเหลียวไปมองตรงจุดที่เขาบอกไอ้คนหล่อ…ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่แล้วจริง ๆ “แต่เมื่อกี้ฉันเห็นจริง ๆ นะเว้ย สงสัยเธอคงเขินมั้งที่แกมอง” “ไม่มีอะไรหรอก แกตาฝาดไปเอง” ธนเศรษฐ์ ทำทีไม่สนใจ เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อ แม้จะรู้ว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะจะสูบแต่ก็ไม่คิดจะใส่ใจ “แกนัดน้องผิงอะไรของแกไว้กี่โมง” “สองทุ่ม วันนี้น้องเขาจะให้คำตอบกับฉันแล้วเว้ย ว่าจะคบเป็นแฟนกันรึเปล่า อวยพรให้ฉันหน่อยสิวะ” คนพูดมีแววอารมณ์ดี ท่าทางดูมีความสุขมาก “เออ ฉันอวยพรขอให้แกโชคดี ขอให้น้องเขาตอบตกลงเป็นแฟนกับแกละกัน” ธนเศรษฐ์ยิ้มทีหนึ่งก่อนจะนำมวนบุหรี่เข้าปากพลางมองไปที่จุดซึ่งเขาเห็นผู้หญิงคนนั้นเมื่อครู่ ผมของเธอซอยสั้นประต้นคอ ผิวเนียนเป็นสีน้ำผึ้งสว่าง ใบหน้าประดับด้วยดวงตากลมโต ใสซื่อ มีท่าทางดูเงอะ ๆ งะ ๆ แต่กลับน่าสนใจอย่างประหลาด พฤติกรรมของเธอไม่ต่างจากโรคจิตที่ชอบแอบมองคนอื่น อีกทั้งสายตาที่ส่งมาก็บอกความหมายไม่ต่างจากผู้หญิงสวย ที่กล้าเดินมาบอกว่าชอบกันโต้งๆ ซึ่งแน่นอนว่าตลอดเวลาเขารู้ตัวและเหลือบเห็นเธออยู่บ่อย ๆ แต่ก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น เขาปล่อยให้เธอแอบมองในมุมเงียบ ๆ ประหนึ่งว่าพอใจอย่างไม่มีสาเหตุ หลังจากไม่กี่วันที่อเนกคุณไปพบกับผู้หญิงที่ชอบพอกัน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น กลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อได้ว่าเป็นอันธพาล มาไล่ล่าผู้ชายที่พัวพันกับผู้หญิงที่ชื่อ ผิง หรือผู้หญิงของมัน “พวกมึงก็หูเบา กับอีแค่ผู้หญิงชี้ตัวว่าผู้ชายคนไหนเป็นชู้ก็เชื่อไปหมดใครกันแน่ที่โง่วะ ปล่อยให้ผู้หญิงหลอกจูงจมูกอยู่ได้!” คำพูดแทงใจดำทำให้คนฟังก้าวอาด ๆ เพื่อที่จะเล่นงานธนเศรษฐ์ ขณะที่ลูกน้องซัดเข้าที่หลังคนปากดีไปทีหนึ่ง “มึงด่าว่ากูโง่เหรอวะ!” “เออ! ผู้หญิงคนนั้นอาจจะหลอกมึงก็ได้ แค่ชี้มั่ว ๆ ให้ตัวเองพ้นผิด มึงก็เชื่อเขาแล้ว มึงก็แค่ไอ้โง่ที่โดนหลอกแค่นั้นแหละ…ไม่แน่นะว่าตอนนี้เมียมึงอาจจะกำลังเล่นชู้กับผู้ชายคนอื่นอยู่ก็ได้!” ธนเศรษฐ์โดนต่อยเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงสองสามทีจนไม่มีแรงที่จะเงยหน้าขึ้นมา แต่หนึ่งในชายอันธพาลกลุ่มนั้นกลับกระชากผมให้เขาเงยหน้าขึ้น “กูไม่ได้โง่ กูกำลังทำให้พวกมึงเห็นว่าตอนนี้มันยังเป็นผู้หญิงของกูอยู่ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่ง จนกว่ากูจะเบื่อแล้วทิ้งมันไป! ส่วนพวกมึงอยากจะรอเอาของเหลือเดนจากกูก็แล้วแต่!” แม้ว่าใบหน้าของธนเศรษฐ์จะปรากฏรอยช้ำเลือดที่ตรงแก้มและมุมปาก แต่ความเจ็บไม่ได้ทำให้สายตาของเขาเลือนรางจนมองไม่เห็นว่าอเนกคุณกำลังขบเขี้ยวและโมโหจัดจนทนไม่ไหว “ผิงไม่ใช่ของเหลือเดนของใคร เขาแค่โดนพวกมึงบังคับ เขาอยากจะหลุดพ้นจากพวกมึงจะตาย แต่พวกมึงนั่นแหละที่ทำร้ายเขา ใครกันแน่วะที่เป็นไอ้หน้าตัวเมีย!” “ยอมรับแล้วสินะว่ามึงยุ่งกับมัน!” หัวหน้ากลุ่มอันธพาลจับคอเสื้อของอเนกคุณขึ้นจนเท้าแทบลอยจากพื้น “กูไม่ใช่ชู้!กูเป็นคนที่เขารักและไว้ใจ มึงต่างหากที่เป็นไอ้หน้าตัวเมีย รังแกผู้หญิง!” “ผู้หญิงที่กูยังไม่ปล่อยก็ถือว่ายังเป็นของของกูอยู่ กูจะทำยังไงกับมันก็ได้!” “แต่มึงไม่มีสิทธิ์ทำร้ายเขา ไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจ แม้แต่กักขังเขาไว้ มึงก็ไม่มีสิทธิ์!” ผู้ชายหลายคนเข้ามารุมทำร้ายอเนกคุณอย่างหนัก จนธนเศรษฐ์ไม่อาจเฉยอยู่ได้ ทว่าสิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดคือมองอย่างเจ็บแค้น เพราะตัวเขาเองก็ถูกพวกมันรวบตัวไว้แน่น อีกทั้งบริเวณรอบ ๆ ก็เป็นที่เปล่าเปลี่ยวซึ่งอยู่ใกล้คอนโดร้างมานานจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหาใครมาช่วย “คอยดูนะพรุ่งนี้มึงถูกจับแน่ กูจะเอาเรื่องพวกมึงให้ถึงที่สุด!” คำพูดนั้นทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของพวกมันขาด “งั้นมึงก็ไปเอาเรื่องที่นรกก่อนเถอะ!” หัวหน้ากลุ่มเอาปืนยกขึ้นเล็งกระหม่อมของอเนกคุณพร้อมกับลั่นไกทันที “ไอ้คุณ!!!” ร่างของเอนกคุณล้มลงพร้อมกับเลือดที่พวยพุ่งออกมาจากศีรษะ “หึ กูไม่ปล่อยให้พวกมึงหลุดตีนวิ่งแจ้นไปหาตำรวจหรอก!!” คนที่ยิงเพื่อนของเขาหัวเราะราวกับคนบ้า มันบอกให้ลูกน้องจับศีรษะของธนเศรษฐ์กดลงบนพื้นขณะที่กำลังเล็งปลายกระบอกปืนมาเพื่อส่งชายหนุ่มให้ตามเพื่อนไป ตุ๊บ!! จู่ ๆ หินก้อนหนึ่งขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กก็ถูกขว้างมาจากบริเวณแถวพุ่มไม้มืด ๆ ซึ่งไม่ไกลจากจุดที่พวกมันอยู่ “ใครวะ!?” “ทางนี้เลยค่ะคุณตำรวจ ฉันเห็นพวกกลุ่มวัยรุ่นจับคนมาทางนี้!” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งจากบริเวณเดียวกันดังพร้อมกับสัญญาณฉุกเฉิน กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ได้ยินจึงเริ่มแตกตื่น หัวหน้ากลุ่มนั้นมองธนเศรษฐ์อย่างแค้นใจ แต่ก็บอกให้ลูกน้องรีบแยกย้ายกันหนี “พี่! แล้วไอ้นี่ล่ะ” หนึ่งในลูกน้องถามขึ้น “ปล่อยมันไปก่อน ค่อยคิดบัญชีกับมันทีหลัง!” ชายอันพาลกลุ่มนั้นจึงรีบหนีหายไปเหลือแต่เพียงคนถูกจับมาที่กำลังอึ้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า “มะ…ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งออกมาจากหลังพงหญ้าสูงซึ่งเป็นจุดกำเนิดเสียงเมื่อครู่…ผู้หญิงคนนี้ คนที่มักชอบแอบมองเขา “…” ธนเศรษฐ์ไม่ตอบ เขาเสหน้าหันไปมองเพื่อนที่ตอนนี้นอนจมอยู่บนกองเลือด ในสภาพที่ไม่มีทางกลับมาทำตัวกร่างเหมือนเดิมหรือแม้แต่พูดคุยกับเขาได้ แม้ใจจะคิดไปแล้วแต่คนที่กลัวก็ยังยื่นมือไปอังลมหายใจ และวัดชีพจรข้อมือเพื่อนเพื่อพิสูจน์อีกครั้ง ทว่ากลับไร้ความหวัง… มือของเด็กหนุ่มสั่นเกินจะควบคุม น้ำตาของเขาไหลอาบหน้า ร่างสูงโผเข้ากอดเพื่อนเอาไว้แล้วพูดกับร่างที่นิ่งงันราวกับยังมีชีวิต “ไอ้คุณ! มึงจะมาตายแบบนี้ไม่ได้นะ! มึงไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย!” ผู้หญิงที่อยู่ข้าง ๆ ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งคุกเข่ามองเขาด้วยสีหน้าซีดเผือด นัยน์ตาของเธอสั่นไหวเหมือนว่ายังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น “นะ หนูจะรีบไปตามคนมาช่วย” เธอกำลังจะลุกขึ้น ทว่ากลับถูกคนที่กำลังเสียใจกับร่างไร้วิญญาณรั้งแขนด้วยมือที่เปื้อนเลือด “มาเห็นตั้งแต่เมื่อไร” เพื่อนของคนเสียชีวิตถามด้วยเสียงหนักแน่น แต่ก็ปนสั่นสะอื้นเล็กน้อย เด็กสาวเม้มปากแน่น เธอรู้สึกผิดและละอายเกินกว่าจะตอบ เพราะถ้าหากเธอรู้สึกตัวได้สติเร็วกว่านี้เพื่อนของเขาก็คงไม่ตาย “ฉันถามว่าเธอมาเห็นตั้งแต่เมื่อไร!?” เขากวาดตามองร่างเล็กที่อยู่ในชุดนักศึกษาสีขาวสถาบันเดียวกันด้วยดวงตาแข็งกร้าวเพื่อเอาคำตอบ ทว่าหญิงสาวก็เอาแต่ก้มหน้ากลัว ไม่กล้าสบตา มือหนาจึงออกแรงบีบที่มือจนคนตัวเล็กสะดุ้ง เจ็บจนต้องเบ้หน้า “หนูเห็นคุณกับเพื่อนถูกจับมาที่นี่…ก็เลยแอบตามมาดู” ชนกานต์ ตอบรุ่นพี่หนุ่มซึ่งอยู่ในภาวะโกรธเกรี้ยวและเสียใจ กระนั้นเธอก็ไม่โกรธ เพราะใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เลือด และบาดแผลเกินจะถือสา ทั้งตอนนี้ยังต้องสูญเสียเพื่อนไปอีก ธนเศรษฐ์มองที่มือของคนตัวเล็กซึ่งมีโทรโข่งอันหนึ่งซึ่งเขาเดาว่าคงจะเป็นต้นเสียงที่ทำให้พวกมันแตกตื่นไป “เห็น? ที่ไหน” “ตั้งแต่ที่หน้าร้านเฮียปัน…ที่พวกคุณชอบไปเล่นสนุ้กกัน” สายตาคมซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตามองเธออย่างคลางแคลงใจจนคนตัวเล็กอดกลัวไม่ได้ แต่เธอก็รีบอธิบายต่อให้เขาหายข้องใจ “พะ พอดีว่าหนูไปหาเพื่อนที่อยู่แถวนั้น…เพื่อยืมโทรโข่ง แต่ไม่คิดว่าจะเห็นคุณ…” เธอยืมเจ้าเครื่องประกาศนี้จากเพื่อนที่ชื่อ เตย เพื่อที่จะใช้ในกิจกรรมของวันพรุ่งนี้ แต่ไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์ถึงขนาดพอช่วยชีวิตเขาได้ “แล้วมีคนรู้เรื่องนี้รึยัง โทร.แจ้งตำรวจแล้วใช่ไหม” “หนูไม่มีโทรศัพท์…” “เธอนี่มันเด็กบ้าจริง ๆ ไม่กลัวตายบ้างรึไง ผู้หญิงคนเดียวไม่กลัวพวกมันลากไปข่มขืนเหรอ!” ธนเศรษฐ์กระชากเสียงที่ยังสั่นเครือแล้วดึงให้เธอล้มลงไปนั่งกับพื้นไม่ต่างจากเขา “โชคดีว่าพวกมันไม่เห็น ถ้าพวกมันจับได้ เธอตายแน่!” “นะ หนูขอโทษ” น้ำตาเด็กสาวไหลลงมาอาบแก้ม พอนึกย้อนกลับไปเธอก็นึกกลัวว่าถ้าหากพวกมันจับได้ เธอจะโดนอะไรบ้าง อีกทั้งยังคิดว่าที่เพื่อนของเขาต้องตาย ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเธอ…เธอไม่มีสติและไม่กล้าพอที่จะตะโกนออกมา จนกระทั่งในเวลาที่พวกมันจะฆ่าเขา…เธอกลับทนไม่ได้ “คนที่เธอควรขอโทษควรเป็นพ่อแม่มากกว่า…” พูดจบธนเศรษฐ์ก็หยิบโทรศัพท์มือถือให้เธอติดต่อคนมาช่วย สองถึงสามวันหลังเกิดเหตุผู้หญิงที่ชื่อว่า ‘ผิง’ แอบหนีออกจากคอนโดฯ ของพวกกลุ่มอันธพาลได้สำเร็จ เธอเข้าร้องเรียนกับมูลนิธิซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กและสตรี อีกทั้งยังให้ปากคำและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคดีการเสียชีวิตของอเนกคุณ ในเวลาต่อมาจึงมีข่าวออกมาว่ากลุ่มนักเลงอันธพาลถูกจับในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต ทั้งคดีฆ่าเอนกคุณและคดีฆ่าคนอื่นที่พวกมันนึกหมั่นไส้หรือเป็นศัตรูกับมัน หลังจากครอบครัวของอเนกคุณทราบเรื่อง พวกเขาเสียใจอย่างมาก โดยเฉพาะแม่ที่มีลูกชายเพียงคนเดียว ท่านร่ำไห้อย่างหนักพร้อมทั้งไม่อนุญาตให้ผู้หญิงที่ชื่อ ผิง ซึ่งแม่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุเข้ามาไหว้ศพของลูกชาย ธนเศรษฐ์เข้าใจความรู้สึกของแม่เพื่อนดี แต่เขาก็ทราบว่า ผิง เป็นเหยื่อของพวกนักเลงพวกนั้นเช่นกัน เธอต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน และผู้ชายคนนั้นก็ดันเป็นอเนกคุณที่รักเธอมาก…และให้ได้แม้กระทั่งชีวิต ในฐานะเพื่อนที่สนิทกันมาตลอด ธนเศรษฐ์จึงขันอาสาเป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้กับงานศพของอเนกคุณ เพราะเขารู้ฐานะทางบ้านของเพื่อนดีซึ่งนอกจากจะทำเพื่อเป็นการช่วยครอบครัวของเพื่อนแล้วก็ยังถือว่านี่เป็นการทำหน้าที่ในฐานะเพื่อนครั้งสุดท้าย ผ่านไปเกือบสองสัปดาห์แทนที่อาการของธนเศรษฐ์จะดีขึ้น ทว่าชนกานต์ลอบสังเกตเห็นชายหนุ่มยังคงจมปลักอยู่กับความเสียใจไม่แปรเปลี่ยน “หนู…เห็นพี่ยังไม่ได้กินอะไร…เลยซื้อข้าวผัดมาฝาก” ธนเศรษฐ์เงยหน้ามองคนที่ซื้อข้าวและขนมมาให้เขาในตลอดสองสัปดาห์นับจากเกิดเรื่อง ชายหนุ่มพอสังเกตออกว่าของที่เธอนำมาให้ล้วนแต่เป็นของโปรดของเขา “ฉันไม่กิน เธอเอาไปเถอะ” ชายหนุ่มเสหน้าหลบ เขาหันไปสูบบุหรี่ที่กำลังคีบต่อโดยไม่ใส่ใจเธอ “แล้วเมื่อเช้าพี่กินข้าวหรือยัง ถ้ายัง ก็กินสักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะ…” เสียงของเธอติดเหน่อ ๆ คล้ายกับสำเนียงคนใต้ซึ่งเขาเพิ่งจะมาสังเกตเอาไม่กี่วันให้หลัง “เป็นน้องปีหนึ่งใช่ไหม” รุ่นพี่ปีสองกวาดสายตาคมมองร่างเล็กตั้งศีรษะจรดเท้าจนคนถูกมองแทบสั่นสะท้าน “มาบังคับรุ่นพี่อย่างนี้ไม่กลัวตายหรือไง” คนถูกขู่สะดุ้ง ไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้าอันเรียบเฉยที่ใต้ตามีรอยคล้ำนั้นพูดเล่นหรือพูดจริง ถ้าเป็นคนอื่นเธอคงเชื่อว่าพูดหยอก แต่กับเขา…เธอไม่แน่ใจเลยสักนิด ชนกานต์เหลือบมองรุ่นพี่ปีสองตรงหน้าที่ปล่อยให้หนวดเคราเริ่มยาวรกเรื้อ ส่วนหูข้างซ้ายก็เจาะใส่จิวอันเล็ก ๆ สีดำ แต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็รีบหลบสายตาเมื่อเขามองสบคล้ายกับหาเรื่อง “ทำไมวันนั้นต้องช่วยฉันไว้ ทั้งที่เธอก็กลัวจนตัวสั่น” บุหรี่ในมือถูกบี้ที่กระถางต้นไม้ข้าง ๆ พร้อมกับมองผู้หญิงตัวเล็กท่าทางซื่อ ๆ เหมือนเด็กต่างจังหวัดที่เพิ่งเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ อย่างกินเลือดกินเนื้อ ชนกานต์ก้มหน้าจนคางชิดคอ เธอรู้ดีว่าเขายังไม่ลืมเรื่องนี้ อีกทั้งยังเสียใจมาก เพราะการที่ช่วยชีวิตอีกคนหนึ่งไม่ทันไม่ต่างจากตราบาปที่ทำให้เธอรู้สึกแย่ คนสังเกตพอมองรุ่นน้องออก แม้ว่าตอนนี้เธอจะกลัวจนแทบร้องไห้แต่เขาก็ยังจะเค้นให้เธอตอบ “ที่ช่วยเพราะกลัวฉันจะถูกฆ่า?” “…” “…แล้วในช่วงก่อนหน้า ทำไมไม่ช่วยไอ้คุณด้วย…ที่ทำไปเพราะอะไร ชอบฉัน? หรือว่าเป็นคนดีที่สำนึกว่าแก้ปัญหาไม่ทันเวลา?” หญิงสาวเริ่มร้องไห้จนตัวสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันเป็นอย่างนี้ เธอไม่อยากให้ใครเป็นอะไร…ถ้าจะผิดก็ต้องโทษที่เธอดันไปเห็นพวกเขาเข้า…ผิดที่เดินตามไป…ก็เพราะเขา… “ถามหน่อย…รู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นบ้างรึเปล่า” “…” “ตอบสิ!” ชนกานต์ร้องไห้อย่างไม่อายใคร มือบางปาดน้ำตาพร้อมกับสะอึกสะอื้นเพราะคำพูดแทงใจดำของเขา กระทั่งข้อมือของเธอก็ถูกสัมผัสร้อน ๆ ดึงให้เข้าไปหาจนชิดกับคนที่ต่อว่า ซึ่งแน่นอนว่ายังมีกลิ่นควันบุหรี่ติดตามตัวอยู่ หญิงสาวสะดุ้ง เธอเงยหน้ามองร่างสูงในเชิงสงสัยด้วยขอบตาแดงช้ำและเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา “อยากรับผิดชอบกับเรื่องที่ตัวเองมีส่วนผิดรึเปล่า” คนโทษตัวเองพยักหน้ารัวเร็ว ถ้ามีอะไรที่จะชดเชยกับความพลาดของเธอได้ เธอก็จะทำ “ไม่ว่าอะไรก็ยอมทำ?” “…” “ใช่ไหม?” คนตัวเล็กสบตารุ่นพี่ที่เธอปลาบปลื้มอย่างชั่งใจก่อนจะพยักหน้ายืนยัน เธอเชื่อว่าเขามีเหตุผล และไม่ได้คิดให้เธอทำอะไรเลวร้ายแน่นอน เขาอาจเพียงต้องการให้เธอทำบุญ หรืออะไรบางอย่างเพื่อเพื่อนของเขา “เธอเห็นสภาพของฉันตอนนี้ไหม…” ใบหน้าที่ผอมซูบ กับสีหน้าที่หมองคล้ำทำให้ความเปล่งประกายของเขาลดลงมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาดับสูญไปจากสายตาใคร…โดยเฉพาะเธอ “ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉัน มาจากเธอส่วนหนึ่ง…” คนรู้สึกผิดก้มหน้างุดด้วยความละอายใจอีกครั้ง เพราะเธอทำให้เพื่อนของเขาตาย เขาจึงได้เสียใจหนักขนาดนี้ ไม่กี่อึดใจต่อมาวิญญาณของรุ่นน้องสาวก็แทบออกจากร่างเมื่อมือหนาเชยใบหน้านวลขึ้นมาเป็นเชิงบังคับให้สบสายตา “รับผิดชอบฉัน…ยอมรึเปล่า?” ดวงตาช้ำเบิกกว้างเล็กน้อย แม้จะยังลังเลอยู่มาก แต่เขาก็ตอกย้ำจนเธอต้องยอมจำนนในข้อเสนอของเขา “แต่ว่า…ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้อง ฉันรู้ว่าแค่เธอช่วยฉันก็ถือว่าเป็นพระคุณจนแทบไม่ควรจะขออะไรจากเธออีก…” “…แล้วหนู…ต้องทำอะไรบ้างคะ” สาวน้อยปีหนึ่งรีบส่ายหน้าปัดความเข้าใจผิดของเขา มุมปากข้างหนึ่งของคนฟังกระตุกยิ้มโดยที่หญิงสาวอ่านอารมณ์ไม่ออก ดูเหมือนว่าเธอจะใสซื่อเกินไป ธนเศรษฐ์สบตากับหญิงสาวราวกับสะกดจิต “พี่ถือว่าน้องตอบตกลงแล้วนะ ถ้าพี่บอกไป น้องจะไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอีกแล้ว” ชนกานต์กลืนน้ำลายเฮือก ยิ่งได้ยินสรรพนามที่เปลี่ยนไป เธอก็รู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ หากแต่เลือกที่จะไม่โต้แย้งและนิ่งเงียบฟังเขา “เป็นทุกอย่างที่พี่อยากให้เป็น ทำทุกอย่างที่พี่สั่งให้ทำ…รวมทั้ง ‘เป็นผู้หญิงของพี่’”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD