หลังจากปิดประตูห้องทำงานของธีรัชลง นีรินก็ยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ราวกับร่างกายยังไม่ยอมขยับตามคำสั่งสมอง
หัวใจเต้นตุบๆ ทั้งจากความงุนงงและรู้สึกผิดแต่ในเวลาเดียวกันก็มีคำถามผุดขึ้นในหัวเธอทำอะไรผิด?
แค่หัวเราะกับคุณภาวัชตอนเดินกลับจากห้องประชุม หรือเพราะเธอเดินมาพร้อมกับเขา
“ไม่เข้าใจจริงๆ” เธอบ่นเบาๆ ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว
แม้จะพยายามจดจ่อกับงานที่ค้างอยู่ตรงหน้า แต่ทุกการเคลื่อนไหวในห้องถัดไปก็ทำให้เธอเผลอเหลือบตามองทุกครั้ง
เสียงกดคีย์บอร์ดที่ดังผิดปกติ เสียงเอกสารถูกปาใส่โต๊ะทุกอย่างล้วนสะท้อนอารมณ์คนในห้องที่ไม่มั่นคงเอาเสียเลย
และที่แปลกกว่านั้นคือมันไม่ใช่ครั้งแรก
ช่วงหลังๆ นี้ บอสหนุ่มที่เคยนิ่งสุขุม เนี้ยบ และไม่แยแสใคร กลับเริ่มมีท่าทีแปลกประหลาดใส่เธอบ่อยขึ้น
บางวันก็เรียกใช้งานถี่ราวกับจะกันเธอไม่ให้ห่างสายตา บางวันก็จ้องเธออยู่นานแต่ไม่พูดอะไร
และวันนี้ก็โกรธเธออย่างไม่มีเหตุผล
“หรือว่า” นีรินพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบส่ายหน้าแรงๆ “ไม่หรอก เขาคงแค่เครียดเรื่องงานมั้ง”
ถึงจะพยายามหาเหตุผลมาปลอบใจ แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่นั้น
อีกด้านในห้องทำงานธีรัชนั่งนิ่ง มือยังคงจับปากกาควงเล่นแต่ไม่ได้ขีดอะไรลงบนเอกสารตรงหน้า
ภาพนีรินที่ยืนยิ้มให้ภาวัชยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่ไปไหน
หัวเราะด้วยเสียงแบบนั้นเขาไม่เคยได้ยินเธอหัวเราะแบบนั้นกับเขาเลยด้วยซ้ำ
แล้วทำไมต้องยิ้มให้มันขนาดนั้น หึ ...ก็แค่ยิ้ม แล้วทำไมวะ?
เขาสบถในใจ หงุดหงิดที่ตัวเองกำลังรู้สึกเหมือนเป็นเด็กไร้เหตุผลแต่ก็ห้ามไม่ได้จริงๆ
มือหนากดกริ่งที่โต๊ะเสียงดัง “คุณนีริน! เข้ามาหน่อย”
ไม่ถึงสิบวินาที ประตูเปิดออก
“ค่ะ?” เธอถามเสียงเรียบ รักษามารยาทแม้จะยังไม่หายจากความรู้สึกก่อนหน้า
เขาสบตาเธอ แล้วเงียบเพราะความตั้งใจเดิมที่แค่จะหาข้ออ้างเรียกเธอเข้ามา มันพังทลายหมด
เมื่อใบหน้าคุ้นตาที่เขาคิดถึงทั้งวันยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ธีรัชหลุบตาลง กลบความรู้สึกของตัวเอง แล้วแสร้งหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา
“แฟ้มเมื่อเช้า คุณแน่ใจใช่ไหมว่าเรียงลำดับถูกต้อง” เขาโยนข้ออ้างออกไปมั่วๆ
นีรินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบเรียบๆ
“ฉันแน่ใจค่ะ แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจ ฉันจะไปตรวจให้อีกครั้งก็ได้”
ธีรัชพยักหน้าทั้งที่ไม่ได้ฟังทำไมยิ่งเธอพูดดี เขายิ่งรู้สึกผิดแบบนี้วะ
หลังจากนีรินเดินออกจากห้องทำงานไป เธอกลับไปนั่งประจำที่เดิมอย่างเงียบๆ ใจยังรู้สึกวุ่นวายกับคำพูดและสายตาเย็นชานั่นไม่หาย
แต่ยังไม่ทันจะได้พักหายใจให้เต็มปอด เสียงเคาะโต๊ะเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าโต๊ะของเธอ
“คุณนีรินครับ”
เธอเงยหน้าขึ้น ก่อนจะพบกับรอยยิ้มอบอุ่นของ ภาวัช วิศวกรหนุ่มจากฝ่ายโครงการ
ผู้มีบุคลิกใจดี พูดจานุ่มนวล และเป็นคนเดียวในบริษัทนี้ที่เธอรู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วไม่ต้องระแวง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เอ่อ...ผมแค่เอาเอกสารมาส่งให้ครับ แล้วก็...ว่าจะถามเรื่องมื้อเที่ยง ว่าวันนี้คุณว่างไหม พอจะไปทานข้าวด้วยกันได้หรือเปล่า”
เสียงของภาวัชเบาลงเล็กน้อยตอนพูดประโยคสุดท้าย ใบหน้ามีรอยยิ้มเขินๆ อยู่จางๆ
นีรินชะงักไปนิด ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ พลางดันแว่นขึ้นจมูก “ถ้าไม่มีอะไรด่วน ฉันว่างค่ะ”
เป็นเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนธรรมดาๆ และเสียงหัวเราะแผ่วเบา
แต่ใครบางคนที่ยืนมองจากประตูห้องกระจกด้านในกลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างพุ่งเข้าอก
ธีรัชยืนนิ่งอยู่หลังบานกระจกบานใส ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาขุ่นจัด
ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นลงทันทีที่เห็นเธอยิ้มแบบนั้นให้กับผู้ชายคนอื่น
เขาไม่เคยเห็นเธอยิ้มแบบนั้นให้เขาไม่เคยได้ยินเสียงหัวเราะนุ่มๆ แบบนั้น
และไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้ามา จีบเลขาของเขา ต่อหน้าเขาแบบนี้มาก่อน!
มือหนากระชากประตูออกแทบหลุดจากบานพับ
ปึง!
นีรินกับภาวัชสะดุ้งสุดตัว หันไปตามเสียงทันที
“คุณภาวัช” ธีรัชพูดเสียงเข้ม เย็นเฉียบจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง
“เรื่องเอกสารส่งแล้วก็กลับไปทำงานของคุณเถอะ ผมไม่อยากให้ใครมาเดินเพ่นพ่านแถวนี้ช่วงเวลางาน”
น้ำเสียงนั้นสุภาพแต่แรงกดดันมหาศาลแทบทะลุเพดาน
ภาวัชหน้าเจื่อนทันที “อะ…ครับ ผมขอตัวนะครับคุณนีริน”
เขารีบถอยไปอย่างรู้สถานการณ์ โดยไม่ลืมส่งสายตาขอโทษให้เธอเล็กๆ ก่อนจะหายไปตามทางเดิน
นีรินหันมาสบตากับธีรัช
“บอสมีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามอย่างระวัง แม้จะรู้ดีว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาไม่ปกติเลยสักนิด
ธีรัชเดินเข้ามาใกล้ ร่างสูงของเขายืนคร่อมโต๊ะทำงานของเธออย่างไม่อ้อมค้อม
“คุณว่างขนาดจะไปกินข้าวกับผู้ชายที่ไหนก็ได้แล้วเหรอ”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำตำหนิจากเจ้านาย แต่มันคือเสียงหึงหวงที่ปะปนกับความไม่พอใจอย่างรุนแรง
นีรินนิ่งอึ้ง
“บอสกำลังพูดเรื่องอะไรคะ”
ธีรัชก้มลงมาจนหน้าอยู่ห่างจากเธอแค่ไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาคมเข้มของเขาจ้องลึกเข้ามาในแววตาเธอ
“ผมพูดถึงคุณ กับผู้ชายคนนั้น” เขาเน้นคำ “คุณเป็นเลขาผมนีริน อย่าให้ผมต้องย้ำว่า คุณยังอยู่ในเวลาทำงาน”