หลังจากนีรินออกจากห้องไป ธีรัชก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับแก้วกาแฟตรงหน้า
กลิ่นหอมอ่อนๆ ยังคงลอยอบอวลในอากาศ แต่สิ่งที่ตรึงเขาอยู่ไม่ใช่กาแฟในถ้วยนั้น
มันคือเงาของผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้ ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่า “เฉิ่ม” จนไม่น่ามองแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้เขากลับจำได้ทุกท่าทางของเธอแม่นยำอย่างน่าหงุดหงิด
เสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นเลขาส่วนกลางอีกคนที่โผล่หน้าเข้ามาอย่างเร่งรีบ
“คุณบอสคะ! คุณภาวัชจากแผนกการตลาดมาขออนุญาตพาคุณนีรินไปช่วยพรีเซนต์งานที่ห้องประชุมใหญ่ค่ะ
บอกว่าอยากให้เธอช่วยพูดประกอบเอกสาร เพราะเข้าใจเนื้อหาดีสุด”
ธีรัชเลิกคิ้วทันที ความไม่พอใจบางอย่างแล่นวูบขึ้นมาโดยไม่ทันยั้ง
“ภาวัชเหรอ” เขาถามเสียงเรียบ
“ค่ะ…คนผมเสยๆ ที่ชอบใส่สูทสีสดๆ น่ะค่ะ”ผู้ช่วยเลขาอธิบายเสริม ธีรัชพ่นลมหายใจเบาๆ พลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ
“บอกเขาว่าผมไม่อนุญาตให้เอานีริน ผมต้องใช้งานเธอ”
ผู้ช่วยเลขาสาวเลิกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจ
“เอ่อ...แต่เขาบอกว่าแค่ชั่วครู่เดียวเองนะคะบอส”
“ไม่ได้” น้ำเสียงของเขาเย็นลงอย่างเฉียบพลัน
“ถ้าอยากได้คนช่วยพรีเซนต์ ก็ให้เขาไปขอจากแผนกอื่น ผมไม่ว่างให้เธอไปเดินเล่นกับใครทั้งนั้น”
“ค่ะ” ผู้ช่วยเลขารีบถอยออกไปแทบจะทันทีที่เห็นแววตาดุดันของเจ้านาย
ทันทีที่ประตูปิดลงอีกครั้ง ธีรัชก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ หยิบปากกาขึ้นมาหมุนเล่นในมือช้าๆ
“เดินเล่นกับใครทั้งนั้น”
เขาย้ำคำพูดนั้นในหัวตัวเอง เหมือนพยายามหาข้ออ้างให้ความหงุดหงิดที่ไม่มีเหตุผล
ภาวัชน่ะเหรอ? หมอนั่นจ้องเลขาของเขามาสักพักแล้ว เขารู้ทุกครั้งที่นีรินเผลอยิ้มหรือพูดสุภาพด้วย
ไอ้หมอนั่นจะยิ้มตอบเหมือนหมาเห็นกระดูก
ธีรัชไม่รู้ว่าอะไรน่าหงุดหงิดกว่ากัน
ระหว่างการที่เธอยังไม่รู้ตัวหรือการที่เขารู้แล้วแต่ทำอะไรไม่ได้
เพราะเลขาคนนั้นก็แค่ลูกจ้างคนหนึ่งและเขาก็เป็นแค่เจ้านายที่ “ไม่เคยมองเธอเป็นผู้หญิง”ใช่ไหม
เสียงหัวเราะใสๆ ดังลอดมาจากโถงทางเดินหน้าห้องประชุม
ธีรัชที่กำลังเดินผ่านพอดีหยุดฝีเท้าโดยอัตโนมัติ เขาไม่ได้ตั้งใจจะสนใจ แต่เสียงนั้นเขาจำได้แม่น
เสียงของ นีรินเขาหันไปมอง และเห็นภาพที่ทำให้คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากันทันที
เธอกำลังยืนอยู่ข้าง ภาวัช ชายหนุ่มจากแผนกการตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าคารมไม่แพ้เขาเอง
ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าโต๊ะกาแฟด้านนอกห้องประชุม ข้างตัวมีเอกสารพรีเซนต์วางกองไว้ ท่าทางเหมือนเพิ่งคุยงานเสร็จ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่กระตุกใจเขาที่สุดเป็น รอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะของเธอ ต่างหาก
นีรินกำลังหัวเราะกับบางอย่างที่ภาวัชพูด รอยยิ้มบนใบหน้าเธอสดใสกว่าทุกวันที่เขาเคยเห็นในห้องทำงาน
ไม่ใช่รอยยิ้มเรียบร้อยแบบเลขาที่เขาคุ้นแต่เป็นรอยยิ้มที่ดู“ผู้หญิง” จนเขารู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ขยับในอก
ธีรัชยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ภายในใจปั่นป่วนเหมือนถูกลมพายุถาโถม
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบจ้องภาพตรงหน้าไม่กะพริบ
จนกระทั่ง ภาวัชเอื้อมมือไปจับที่ข้อศอกของ
นีรินเบาๆพร้อมพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอยิ้มอายๆ แล้วหลบสายตา
แค่นั้นธีรัชหมุนตัวกลับแทบจะทันที ก้าวเท้ากลับไปยังห้องทำงานโดยไม่พูดอะไร
มือที่ถือแฟ้มแน่นจนเส้นเลือดขึ้น
“เขายิ้มให้แบบนั้นก็ได้เหรอ”
“แล้วเธอลดแว่นลง หัวเราะแบบนั้นกับใครอื่นก็ได้เหรอ”
บ้าชะมัดทำไมถึงโกรธนักวะเขาโยนแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปยืนที่กระจกบานสูงในห้อง
จ้องเงาของตัวเองแล้วถอนหายใจยาวเขาเคยคิดว่าเธอคือเลขาที่เชยที่สุดที่เขาเคยมี
แต่ตอนนี้เขากำลัง “หวง” ผู้หญิงคนนั้นเข้าเต็มหัวใจ
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือเขาไม่รู้จะจัดการความรู้สึกนี้ยังไงดี
นีรินเปิดประตูเข้าห้องทำงานของเขาอย่างเคย
มือเรียวถือแฟ้มเอกสารที่เพิ่งประชุมเสร็จมาให้เซ็น รอยยิ้มจางๆ ยังติดอยู่บนใบหน้า
เพราะบรรยากาศระหว่างการคุยกับภาวัชเมื่อครู่มันสบายๆ และเป็นกันเองกว่าที่คิด
“นี่ค่ะ บอส เอกสารสำหรับเซ็นอนุมัติ”
“ไปหัวเราะอะไรนักหนากับภาวัชนัก”
น้ำเสียงเย็นชานั้นกระแทกกลางประโยคของเธอโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
นีรินชะงัก หัวใจหล่นวูบทันที เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างงุนงง “คะ?”
ธีรัชเหยียดยิ้มมุมปาก แต่แววตาไม่น่ามองเอาเสียเลย
เขาพลิกแฟ้มเอกสารเปิดผ่านๆ อย่างไม่จริงจัง ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองเธออีกครั้ง
“บริษัทจ้างคุณมาทำงาน ไม่ได้ให้มาทำตัวสนิทสนมกับพนักงานผู้ชายในเวลางาน”
“แต่ว่า” เธออ้าปากจะอธิบาย
“อย่าแก้ตัว” เขาแขวะขึ้นเสียงต่ำ “ไม่อยากรู้ว่าเรื่องอะไร แค่ไม่ต้องทำให้ผมเห็นอีก”
นีรินยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก ความอึดอัดตีขึ้นมาจุกอก ความรู้สึกที่ถูกตำหนิโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนมันอธิบายไม่ถูก
“ขอโทษค่ะ” เสียงเธอเบาลงโดยอัตโนมัติ
ธีรัชกำมือแน่นใต้โต๊ะ ไม่รู้ว่ากำลังโมโหเธอ หรือโมโหตัวเองมากกว่ากัน
เพราะแค่เห็นรอยยิ้มของเธอกับผู้ชายคนอื่นเขาก็รู้สึกเหมือนถูกแย่งอะไรบางอย่างไป
และมันทำให้เขา ควบคุมตัวเองไม่ได้
“ออกไปได้แล้ว” เสียงเขาเย็นเฉียบ ไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ
นีรินพยักหน้าเบาๆ หันหลังเดินออกจากห้องอย่างช้าๆ
บรรยากาศเงียบสนิทจนได้ยินเสียงประตูปิดลงเบาๆ
ธีรัชเอนตัวพิงพนักเก้าอี้หลับตาแน่น มือยกขึ้นนวดขมับราวกับจะจัดระเบียบความคิด
"ฉันเป็นบ้าอะไรไปวะ"