วันที่สิบ เดือนห้า รัชสมัยอวิ๋นเทียนปีที่สามสิบ
จดหมายจากแดนเหนือถูกส่งมายังเมืองหลวงโดยเหยี่ยวสื่อสารประจำตัวขององค์ชายรองผู้นำทัพถึงพระหัตถ์ขององค์ฮ่องเต้มู่หรงอวิ๋นเทียนในยามเหม่า (5.00 น.) โดยมีเนื้อหาระบุว่ากองทัพต้าฝูสามารถเอาชนะเผ่าอู๋หย่าได้เป็นที่เรียบร้อย
ข่าวนี้สร้างความยินดีให้กับผู้เป็นจักรพรรดิยิ่งนัก แต่นอกจากข่าวดีแล้วก็ยังมีข่าวร้ายอีกเรื่องตามมาเช่นกันข่าวร้ายที่ว่าก็คือแม่ทัพโจวเสิ่นเหล่ยได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ขณะนี้พ้นอันตรายแล้วแต่ด้วยอาการบาดเจ็บจึงไม่สามารถเดินทางกลับได้ในเร็วๆนี้ ดังนั้นจึงขอพระราชทานอนุญาตรอแม่ทัพโจวรักษาตัวให้ดีขึ้นแล้วจึงค่อยออกเดินทางกลับเมืองหลวง
เมื่อได้รับสาสน์จากพระโอรสของตนมู่หรงอวิ๋นเทียนฮ่องเต้ก็รีบสั่งให้นางกำนัลในตำหนักฝนหมึกเพื่อที่จะเขียนจดหมายตอบกลับไปยังแดนเหนือแล้วรับสั่งให้ขันทีประจำพระองค์นำกุญแจไปเปิดท้องพระคลังส่วนตัวเพื่อนำสมุนไพรล้ำค่าจำนวนหนึ่งส่งไปยังแดนเหนืออย่างเร่งด่วน และให้อีกฝ่ายเรียกราชเลขามาเข้าเฝ้าเพื่อเขียนประกาศชัยชนะในครั้งนี้ให้แก่ประชาชนให้ทราบโดยทั่วกัน
ยามเช้าของวันผู้คนในเมืองหลวงก็ได้ทราบเรื่องชัยชนะจากแดนเหนือสร้างความดีใจแก่ชาวเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลายๆคนต่างมีลูกหลานที่ติดตามกองทัพไปทำสงครามที่ยาวนานเกือบสองปีนี้
เมื่อได้ยินว่ากองทัพเอาชัยเหนือศัตรูได้บางคนก็ถึงกับร่ำไห้ด้วยความยินดีออกมาเพราะที่แล้วมาทหารที่ไปรบที่นั่นน้อยนักที่จะมีชีวิตรอดกลับมาอย่างปลอดภัย
ดังนั้นหลายครอบครัวจึงได้เฝ้ารอการกลับมาของกองทัพอย่างใจจดใจจ่อ
แต่ในขณะที่ทุกคนต่างร่วมยินดีกับชัยชนะในครั้งนี้มาหลายวันคนกลุ่มหนึ่งกลับมารวมตัวกันในห้องลับหลังจากได้รับข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนกลุ่มนี้คือขุมอำนาจฝ่ายตรงข้ามขององค์ชายรองมู่หรงอวิ๋นหยางที่เสนอชื่อบุรุษทั้งสองไปรบที่สิ่งโจว
"ไม่คิดว่าพวกเขาจะเอาชนะพวกชนเผ่าเถื่อนนั่นได้ แล้วทีนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?" เสียงของบุรุษคนหนึ่งในโต๊ะสนทนาเอ่ยกับอีกสี่คนที่เหลือด้วยสีหน้าขอความคิดเห็น
พวกตนอุตส่าห์คิดหาวิธีกำจัดทางอ้อมได้แล้วแท้ๆ กะว่าจะให้อีกฝ่ายไปตายที่แดนเหนือไม่คิดว่าจะเป็นการส่งเสริมให้อีกฝั่งทำผลงานใหญ่ได้
"นั่นสิ หากองค์ชายรองกลับมาแล้วเกิดฝ่าบาทใช้โอกาสนี้แต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาทจะทำเช่นไร?" ชายอีกคนก็เอ่ยด้วยความกังวลไม่ต่างกัน
แต่ไหนแต่ไรมาชื่อเสียงของมู่หรงอวิ๋นหยางก็ดีมาโดยตลอด ยิ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ครองใจราษฎรต้าฝูเช่นนี้แล้วด้วย ความศรัทธาของเขาก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในความกังวลบุรุษที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆว่า
"ข้าว่าพวกเราอย่าพึ่งกังวลเรื่องตำแหน่งรัชทายาทดีกว่า ตอนนี้หาทางเตรียมรับมือเรื่องอื่นเถิด เมื่อพวกเขากลับมาย่อมหาทางเอาคืนเราอย่างแน่นอน"
เมื่อถูกเตือนสติทุกคนก็เงียบทันที ก่อนจะมีหนึ่งในนั้นเอ่ยเห็นด้วย
"ที่ท่านเสนาบดีเหลียงพูดมาก็มีเหตุผล พวกเราควรเตรียมรับมือพวกเขาจะดีกว่า หากพวกเขากลับมาพวกเราก็จะยิ่งลำบาก"
ที่พวกตนเสนอชื่ออีกฝ่ายไปทำสงครามเมื่อสองปีก่อนสำเร็จได้ก็เพราะเวลานั้นขุนนางฝั่งองค์ชายรองส่วนใหญ่ถูกแต่งตั้งให้ไปตัวแทนฝ่าบาทไปเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นอื่น ขุนนางที่เหลือไม่กี่คนจึงไม่อาจคัดค้านการเสนอชื่อในตอนนั้นได้
เมื่อคนของฝั่งนั้นกลับมาก็หาทางเล่นงานพวกตนมาตลอดสองปี ขุนนางเล็กๆที่เป็นฝ่ายของพวกตนถูกเล่นงานจนเสียตำแหน่งไปแล้วหลายคนจนตอนนี้คนเริ่มมีน้อยกว่าอีกฝ่ายจะขยับตัวทำอะไรก็ลำบาก หากองค์ชายรองและโจวเสิ่นเหล่ยกลับมาพวกตนก็จะยิ่งเสียเปรียบ
เหลียงจื่อซวิ่นเสนาบดีกรมโยธาพยักหน้า "อืม ตอนนี้ต้องหาทางดึงขุนนางคนอื่นๆที่ยังไม่เลือกฝั่งมาเข้ากับพวกเราให้ได้มากที่สุด พวกเจ้ามีผู้ที่จะเสนอชื่อหรือไม่?"
เมื่อได้โอกาสแต่ละคนก็รีบเอ่ยชื่อที่ตนคิดเอาไว้ออกมาหวังว่าจะถูกเลือก ใช้เวลาพูดคุยสอบถามภูมิหลังของแต่ละคนอยู่นานพอสมควรจึงได้รายชื่อที่ต้องการออกมาเกือบสิบคน ไล่ตั้งแต่ขุนนางปลายแถวจนถึงขุนนางระดับสูงและหนึ่งในนั้นมีขุนนางคนสำคัญผู้หนึ่งที่หลายฝ่ายต่างอยากดึงไปเป็นพวก
หลังจากเลือกได้แล้วเหลียงจื่อซวิ่นก็สั่งให้คนของตนเชิญทั้งสิบคนมาพบปะร่วมงานเลี้ยงที่จัดในจวนขุนนางใต้อาณัติเพื่อโน้มน้าวและต่อรองผลประโยชน์ ทุกคนต่างยินดีที่จะเข้าร่วมกับพวกตนยกเว้นเพียงแต่ใครคนหนึ่งที่ส่งจดหมายตอบกลับมาว่าไม่สะดวกที่จะมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้เนื่องจากต้องเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ป่วยอยู่ต่างเมือง
เหลียงจื่อซวิ่นจึงได้แต่เข้าเฝ้านายของตนเพื่อรายงานผลที่ไม่ประสบความสำเร็จ
"ทูลองค์ชาย ขุนนางที่ติดต่อไปทั้งเก้าคนยินดีที่จะเข้ามาอยู่ฝั่งพวกเราพ่ะย่ะค่ะ มีเพียงหยางเอ้อร์ซวนคนเดียวที่ปฏิเสธ"
ขุนนางใหญ่โค้งกายต่ำพร้อมประสานมือขออภัยต่อบุรุษร่างสูงในอาภรณ์เนื้อดีสีฟ้าครามปักลายกระเรียนสวรรค์ที่กำลังยืนให้อาหารปลาในบ่อด้วยท่าทางสง่างาม เมื่อไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมาคนเป็นเสนาบดีก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังลงโทษตนอยู่จึงได้แต่อดทนอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะได้รับให้อภัยในความผิดพลาดนี้
สักพักก็ได้รับการอนุญาตให้ลุกขึ้น
"ลุกขึ้น"
"ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ" ชายวัยกลางคนเอ่ยขอบพระทัยนายของตนก่อนจะเงยหน้ามองพระพักตร์หล่อเหลาด้วยสายตาเกร็งๆ
เบื้องหน้าของตนนั้นคือองค์ชายมู่หรงอวิ๋นเสวียนโอรสองค์ที่สี่ของฮ่องเต้ที่เกิดกับพระสนมซูเฟยจากสกุลอัน เป็นองค์ชายที่เฉลียวฉลาดจนได้รับฉายานักปราชญ์แห่งยุค ได้รับความนับถือจากสภาขุนนางและเหล่าบัณฑิตทั้งในและนอกแคว้น เป็นหนึ่งในบุคคลที่ชิงตำแหน่งรัชทายาทที่เขารับใช้หนุนหลังมาเนิ่นนาน
"เหตุใดจึงยังโน้มน้าวเขาไม่ได้อีก" บุรุษสูงศักดิ์ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"กระหม่อมพยายามแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่เขามักจะหลบเลี่ยงเสมอคราวนี้ก็อ้างว่าจะต้องไปเยี่ยมญาติต่างเมือง" เขาเองก็พยายามชักชวนอีกฝ่ายแล้วแต่อีกฝ่ายไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
"ให้กระหม่อมหาทางกำจัดเขาดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" คนเป็นขุนนางเสนอ
ในเมื่อไม่สามารถโน้มน้าวให้มาอยู่ข้างกันได้ก็ต้องกำจัดให้พ้นทาง อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ตำแหน่งต่ำกว่าตนย่อมต้องมีทางจัดการ กำจัดให้พ้นทางแล้วค่อยหาคนมาของพวกตนมานั่งตำแหน่งแทน แต่ไหนแต่ไรมาก็ใช้วิธีนี้มาโดยตลอด
ชายร่างผอมคิดว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าจะเห็นด้วยกับความคิดของตน แต่อีกฝ่ายกลับตอบมาว่า
"ไม่ได้ หยางเอ้อร์ซวนเป็นขุนนางที่วางตัวเป็นกลางที่เสด็จทรงกำลังให้ความไว้วางพระทัย พวกเราจะกำจัดเขาไปไม่ได้" หากผลีผลามกำจัดอีกฝ่ายไปเกรงว่าเรื่องคงไม่จบง่ายๆอย่างที่แล้วมา
"เราต้องทำให้เขากลายเป็นพวกของเราโดยที่ไม่สามารถปฏิเสธไม่ได้"
"องค์ชายมีวิธีดีๆหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ชายวัยกลางคนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏความเจ้าเล่ห์ขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า
"ได้ยินมาว่าเขายังมีบุตรสาวอยู่อีกหนึ่งคนที่ยังไม่ได้ออกเรือนแถมยังเกิดจากอดีตฮูหยินเอกที่เป็นบุตรสาวของอดีตหมอหลวงสกุลอวี๋ที่ถวายงานรับใช้เสด็จปู่ของข้า เมื่อสองปีก่อนได้ข่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าหยางหมายมั่นจะให้นางแต่งเข้าสกุลหลิวทว่ากลับเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อนอีกทั้งฮูหยินผู้เฒ่ายังจากไปนางจึงขึ้นเขาไปสวดมนต์ภาวนาอาศัยอยู่ที่วัดนอกเมืองหลวง"
"องค์ชายคิดจะแต่งบุตรสาวของเขาเข้าตำหนักหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ใช่" มู่หรงอวิ๋นเสวียนตอบ ตำแหน่งชายาเอกและชายารองของเขานั้นยังว่างอยู่บุตรสาวของหยางเอ้อร์ซวนที่มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมนั้นเหมาะสมที่จะแต่งเข้าตำหนักชิงเสวียนของเขา
"แต่..ข้าได้ยินมาว่านางเป็นบุตรสาวที่หยางเอ้อร์ซวนไม่ได้ใส่ใจเพราะเป็นบุตรีที่เกิดจากฮูหยินที่ตนแต่งตามความเหมาะสม" ขุนนางใหญ่เอ่ยท้วงในสิ่งที่ตนได้รับรู้มา
"ทรงแน่ใจหรือพ่ะย่ะค่ะว่าถ้าแต่งนางเข้าตำหนักมาแล้วจะดึงเขาเข้ามาเป็นพวกของเราได้"
"ถึงจะเป็นบุตรสาวที่ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างไรก็ใช้สกุลหยาง ขอเพียงแต่งอีกฝ่ายเข้าตำหนักข้าได้ก็เท่ากับว่าได้สกุลหยางมาเป็นพวกแล้ว" เชื้อพระวงศ์หนุ่มเอ่ยด้วยความมั่นใจ
แม้อีกฝ่ายจะปฏิเสธอย่างไรก็ตามเมื่อถึงตอนนั้นในสายตาคนอื่นๆก็ต้องมองว่าหยางเอ้อร์ซวนอยู่ฝั่งเดียวกันกับตนแล้ว
ดวงตาของเหลียงจื่อซวิ่นเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่นายของตนเอ่ยออกมาก่อนจะเอ่ยชมทันที "องค์ชายทรงพระปรีชายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!"
ริมฝีปากของมู่หรงอวิ๋นเสวียนยกยิ้มก่อนจะหันไปโปรยอาหารให้ปลาในบ่อต่ออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยสั่งให้นางกำนัลรับใช้ไปแจ้งโรงครัวให้เตรียมของสำหรับที่จะมอบให้กับทางวัดในวันพรุ่งนี้เช้า
พระองค์ต้องสละเวลาขึ้นไปพบหน้าบุตรสาวของหยางเอ้อร์ซวนสักครั้ง