แดนเหนือ
ปลายยามไฮ่ (22.00) ค่ายทหารเมืองสิ่งโจวในเวลานี้เหล่าแม่ทัพนายกองผู้ที่มีสิทธิ์ออกคำสั่งทั้งหมดต่างรวมตัวกันที่กระโจมใหญ่ของผู้นำทัพซึ่งก็คือองค์ชายรองมู่หรงอวิ๋นหยาง
ซึ่งในตอนนี้วรกายสูงใหญ่ดั่งคนที่ฝึกฝนเป็นประจำกำลังยืนปรึกษาแผนการสู้กับศัตรูด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียด ตรงกลางมีโต๊ะแผนที่จำลองภูมิศาสตร์เขตรอบๆเพื่อประกอบการวางแผนโดยมีเหล่าแม่ทัพนายกองคนสำคัญยืนล้อมรอบคอยฟังอย่างสงบ
ตลอดระยะเกือบสองปีที่ผ่านมาพวกตนต่อสู้กับชนเผ่าอู๋หย่าหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ยังไม่เคยเอาชนะพวกมันได้ เนื่องด้วยต้าฝูเสียเปรียบเรื่องภูมิศาสตร์ พวกอู๋หย่าเป็นกลุ่มชนเผ่าเล็กๆจำนวนประชากรมีเพียงหนึ่งส่วนของจำนวนประชากรของต้าฝู
แต่เพราะที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่รอบข้างขนาบไปด้วยภูเขาสูงชันนับเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งทำให้ไม่สามารถบุกเข้าไปได้โดยง่าย อีกทั้งพวกมันยังครอบครองเหมืองเหล็กน้ำดีขนาดใหญ่อยู่ภายในทำให้พวกเขาไม่เคยขาดแคลนอาวุธที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถต่อกรกับแคว้นน้อยใหญ่ที่อยู่รอบๆได้อย่างไม่เกรงกลัว
ถึงยังนั้นเผ่าอู๋หย่าก็ยังมีจุดด้อยที่สำคัญ เนื่องจากที่อาณาเขตอยู่ในหุบเขาจึงขาดแคลนอาหารและทรัพยากรที่ใช้ดำรงชีพอย่างอื่น พวกเขาจึงคิดที่ยึดเอาเมืองสิ่งโจวที่เป็นเขตแดนที่สามารถเชื่อมต่อกับอีกหลายแคว้นเป็นอาณาเขตของตนหวังที่จะหลุดพ้นจากสิ่งที่เผชิญอยู่ การสู้รบระหว่างหนึ่งแคว้นและหนึ่งเผ่าเป็นเช่นนี้มานับร้อยปี ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อยมาแต่ไม่มีฝั่งไหนสามารถกำจัดอีกฝ่ายไปได้เสียที
เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองบัลลังก์คิดที่จะสงบศึกส่งสาสน์เจรจาไกล่เกลี่ยทำการค้าแลกเปลี่ยนอาวุธและทรัพยากรอื่นๆกับพวกเขาทว่าผู้ส่งสาสน์กลับถูกพวกมันสังหารทิ้งเป็นการบอกว่าพวกมันจะไม่ต้องการเจรจาสิ่งใดนอกจากต้องการยึดเมืองนี้เป็นของตน
การกระทำอันป่าเถื่อนเช่นนั้นจึงทำให้ตั้งแต่นั้นมาศึกสงครามระหว่างทั้งสองจึงยิ่งทวีความดุเดือดขึ้นกว่าเดิม
จนครั้งล่าสุดที่โจวเสิ่นเหล่ยสามารถทำให้บุตรชายของหัวหน้าพวกมันบาดเจ็บหนักได้ อีกทั้งหน่วยสำรวจเส้นทางค้นพบทางลับที่สามารถเจาะเข้าไปในหุบเขาได้ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่พวกเขาต้องรีบบุกจัดการพวกมันให้สิ้นซาก
"เอาเป็นว่าทำตามแผนนี้ แต่ต้องระวังอย่าให้พวกมันไหวตัวทัน ต้องถ่วงเวลาให้แม่ทัพโจวให้ได้มากที่สุด" มู่หรงอวิ๋นหยางเน้นย้ำกับทุกคนอย่างเคร่งครัด แม้ว่าตนต้องการชัยชนะในครั้งนี้มากแต่ก็ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้
"พ่ะย่ะค่ะ"
"อืม พวกท่านไปพักผ่อนเถิด"
ทั้งหมดกล่าวลาแล้วออกจากกระโจมไป และเมื่อไม่มีผู้ใดแล้วมู่หรงอวิ๋นหยางจึงได้หันไปทางสหายของตนที่ยืนพิงเสาที่อยู่ด้านหลังไม่ได้เอ่ยอะไรตลอดการประชุม จนทุกคนคิดว่าอีกฝ่ายไม่มาเข้าร่วมประชุมด้วยซ้ำ
"แผนนี้เป็นของเจ้าเหตุใดจึงไม่มาสั่งการเอง"
"พระองค์เป็นผู้นำของกองทัพสมควรเป็นผู้ออกคำสั่ง มิใช่กระหม่อม" ร่างสูงกำยำในอาภรณ์สีเดียวกับท้องฟ้ายามราตรีดูกลมกลืนไปกับเงามืดค่อยๆโผล่ออกมา เผยให้เห็นใบหน้าคมคร้ามกร้านแดดดูดุดันน่าหวั่นเกรง
เดิมทีโจวเสิ่นเหล่ยก็เป็นบุรุษหน้าดุอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ท่ามกลางสถานการณ์รบเช่นนี้กลิ่นอายสังหารของอีกฝ่ายก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว หลายๆคนต่างนับถือฝีมืออันเก่งกาจของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ที่เป็นประจักษ์ต่อสายตาอย่างไม่มีข้อกังขา
"เมื่อไหร่จะเลิกทำเช่นนี้เสียที" มู่หรงอวิ๋นหยางถอนหายใจอีกครั้งกับการกระทำของสหายตน รู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้คนอื่นๆยกย่องตนเองเกินหน้าเกินตาเขาจึงทำเช่นนี้
แต่ไหนแต่ไรมาเขารู้มาตลอดว่าสหายของตนมีฝีมือและมันสมองที่เหนือกว่า แต่เพราะอยากไว้หน้าตนที่เป็นองค์ชายแถมยังมีฐานะเป็นผู้นำทัพในครั้งนี้จึงทำตัวเฉื่อยชารอรับคำสั่งตนเพียงอย่างเดียวเหมือนกับคนอื่นๆ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน แผนการนี้เป็นของโจวเสิ่นเหล่ย ไอ้เรื่องที่ว่ามีหน่วยสำรวจพบเส้นทางนั่นก็โกหกทั้งเพ เป็นอีกฝ่ายที่เอาตัวเข้าไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายสำรวจรอบๆภูเขากับลูกน้องคนสนิทเพียงสองคนเป็นเวลาหลายเดือนจนพบเส้นทางลับที่พวกอู๋หย่าใช้กันซึ่งไม่มีแม่ทัพคนใดเคยหาพบมาตลอดเกือบร้อยปี แต่ดันยกความดีความชอบให้หน่วยสำรวจของเขาเสียอย่างนั้น
"พระองค์เลิกบ่นได้แล้ว ไม่ว่าจะใครสั่งก็ไม่ต่างกันหรอกพ่ะย่ะค่ะ" ชายหนุ่มตอบอย่างเฉยชา ไม่สนใจหน้ายุ่งๆของสหายผู้สูงศักดิ์
สำหรับเขาแล้วความดีความชอบอะไรเขาไม่ได้สนใจขนาดนั้น สนใจเพียงแค่การกำจัดชนเผ่าเถื่อนนั่นให้หายไปโดยเร็วเพื่อความสงบสุขของชาวเมืองและคนบริสุทธิ์ก็เท่านั้น
"เอาเถอะ หากแผนการครั้งนี้สำเร็จและพวกเราเอาชนะอู๋หย่าได้จริงๆ ถึงคราวนั้นข้าจะไม่ยอมให้เจ้าปัดความดีความชอบนี้เด็ดขาด" มู่หรงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จากการที่ลอบสืบข่าวมานานนับหลายเดือนจนรู้กำลังพลที่แน่ชัดของพวกมันจึงทราบว่าหน่วยรบแนวหน้าส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์มาไว้ที่ทางเข้าด้านหน้าเพื่อรับมือกองทัพของต้าฝู ส่วนหนึ่งยังอยู่อารักขาเหล่าสตรีลูกเล็กเด็กแดงในหุบเขา
และเนื่องด้วยอาการบาดเจ็บของอู๋หย่าเล่อจะต้องพาตัวเขากลับไปรักษาตัวในหุบเขาพร้อมด้วยคนคุ้มกัน ผู้ที่จะต้องมาบัญชาทัพแทนก็ต้องเป็นบิดาที่เป็นหัวหน้าเผ่าอย่างอู๋หย่าม่อซิน แม้ผู้นำอย่างอู๋หย่าม่อซินจะมีความทะเยอทะยานและเจ้าเล่ห์มากแค่ไหนแต่ก็เป็นเพียงชายชราใกล้ฝั่งคนหนึ่งเท่านั้น ขอเพียงกำจัดอู๋หย่าเล่อได้ขวัญและกำลังใจของพวกมันก็จะถูกทำลาย
แผนการที่วางเอาไว้ก็คือโจวเสิ่นเหล่ยจะนำคนฝีมือดีที่สุดกลุ่มหนึ่งติดตามไปยังเส้นทางลับเพื่อซุ่มรอจังหวะเข้าไปในหุบเขาเพื่อลงมือล้างบางชาวอู๋หย่าจากภายใน ขณะเดียวกันกองทัพต้าฝูส่วนใหญ่ก็จะหลอกล่อทำเป็นบุกเข้าด้านหน้าให้พวกที่คอยเป็นแนวหน้าของพวกอู๋หย่า ให้พวกมันไม่มีเวลาได้ตั้งตัว
"หากถึงเวลานั้นกระหม่อมยังอยู่ก็จะยอมรับก็แล้วกัน" แม่ทัพหนุ่มบอกส่งๆ เพราะการปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ถือเป็นชะตาตัดสินชีวิตของตนก็ว่าได้ บุกเข้าไปในดงของศัตรูหากไม่ชนะผลลัพธ์ก็มีเพียงแค่ความตายเท่านั้น
ได้ยินสิ่งที่สหายสนิทพูดออกมาใบหน้าขององค์ชายรองก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
"เสิ่นเหล่ย หากท่ามันไม่ดีเจ้าและทหารทุกคนต้องรีบถอยออกมาแผนการครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร อู๋หย่าเล่อเจ็บหนักกว่าจะฟื้นตัวเรายังมีโอกาสอีกมากอย่าได้หุนหันพลันแล่นเข้าใจหรือไม่"
อยู่ร่วมกันมานานเขาย่อมรู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนบ้าดีเดือดขนาดไหน มิเช่นนั้นคงไม่กล้าปะทะกับพวกนั้นตรงๆทั้งที่กลุ่มของตนเองมีจำนวนน้อยกว่าหรอก
ดวงเนตรงดงามของบุรุษสูงศักดิ์สบตากับดวงตาคู่คมดุดันของสหายอย่างต้องการย้ำเตือนถึงความเป็นห่วงในความปลอดภัย
แม้จะเชื่อมั่นในฝีมือของโจวเสิ่นเหล่ยแต่ศัตรูของพวกเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลย..
แม่ทัพหนุ่มเห็นแววตาของสหายก็พยักหน้ารับปากเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ มู่หรงอวิ๋นหยางถึงได้รู้สึกเบาใจลงไปบ้างก่อนจะบอกอีกฝ่ายไปพักผ่อน
"เจ้าไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด"
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วมองสหายสูงศักดิ์เล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปจากกระโจมไป เขาเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงที่พักของตนที่มีทหารเวรเฝ้าอยู่จากนั้นเข้าไปด้านในปิดผ้าประตูลง ร่างสูงเดินไปนั่งลงบนเตียงของตนแล้วนิ่งๆครู่หนึ่ง
การเสี่ยงครั้งนี้เขาหวังว่ามันจะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพวกเขา ข้างหลังของเขาไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีภรรยาหรือลูก ตัวเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับเลี้ยงดูจากตระกูลโจวของบิดาบุญธรรมที่เป็นอดีตรองแม่ทัพอุดรที่ครองตัวเป็นโสด ชีวิตเติบโตในค่ายทหารมากกว่าในจวบจนกระทั่งเขาอายุสิบสี่อีกฝ่ายก็จากไปในการต่อสู้รบกับแคว้นหนานชิง เมื่อพ่อบุญธรรมจากไปตระกูลของอีกฝ่ายก็ขับไล่เขาออกจากจวน
โชคดีที่เขาได้รับการถ่ายทอดวิชาและมีเงินสะสมที่บิดาบุญธรรมมอบให้จึงเดินทางมาสมัครเข้าร่วมกองทัพหลวง แม้ว่าอายุยังไม่ถึงเกณฑ์รับสมัครแต่เพราะมีคนจำได้ว่าเขาคือบุตรบุญธรรมของบิดาแซ่โจวและพอมีฝีมือจึงอะลุ่มอล่วยให้รับเข้าเป็นกรณีพิเศษ
เขาใช้เวลาหลายปีกว่าก้าวขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้เสี่ยงอันตรายก็หลายหนเกือบตายก็หลายรอบ หากครั้งนี้จะต้องสละชีวิตเพื่อต้าฝูก็ไม่นับว่าเสียเปล่า
ชายหนุ่มเลิกคิดเรื่อยเปื่อยแล้วถอดเสื้อตัวนอกออกเพื่อที่จะนอน แต่จังหวะที่เขากำลังจะดับไฟสายตาคู่คมก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งที่ตนวางไว้บนหัวที่นอน สิ่งนั้นคือเชือกถักสีซีดที่สภาพไม่สมบูรณ์เส้นหนึ่งร่างสูงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันมา
ดวงตามองเชือกที่ถูกถักล้อมแผ่นสลักอักษรมงคลที่มีรอยเจาะทะลุตรงกลางจนตัวอักษรเว้าแหว่งด้วยสายตาที่ซับซ้อน เจ้าสิ่งนี้ช่วยชีวิตตนให้รอดพ้นจากความตายมาหนหนึ่ง
ในใจเผลอนึกถึงดรุณีน้อยที่เคยมอบให้ตนก่อนจะเดินทางมาที่นี่อีกครั้ง ดวงตาคู่งามล้ำที่ติดอยู่ในความทรงจำที่ตนสลัดออกไม่ได้มาตลอด
ผ่านมาสองปีแล้วป่านนี้นางคงแต่งงานไปแล้วกระมัง
จู่ๆ เสี้ยวความคิดหนึ่งของชายหนุ่มก็เกิดคิดที่อยากจะมีโอกาสได้พบเจ้าของดวงตาคู่งามนั้นอีกสักครั้ง
ไม่รู้ว่าตนจะมีโอกาสนั่นหรือไม่...