หลังจากวันนั้นหลิวชางก็มักจะได้บังเอิญพบหยางรั่วหรูบ่อยๆ ในเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นร้านตำรา ร้านน้ำชา หรือกระทั่งเหลาอาหารทั้งสองจึงได้มีโอกาสพูดคุยและใช้เวลาด้วยกัน นานวันเข้าทั้งสองจึงเกิดความสนิทสนมมากยิ่งขึ้นจนกระทั่งทั้งสองลักลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอย่างลับๆ โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
"อ๊ะ.. พี่หลิวชาง อื้อออ ข้าไม่ไหวแล้ว..อ๊ะ" ร่างเล็กเปลือยเปล่าบิดเร้าทั้งส่งเสียงครวญครางบนเตียงแคบเมื่อถูกกระแทกกระทั้นอย่างหนักหน่วงจากคนที่ขยับกายอยู่บนร่างของตน
"อ่าา.. หรูเอ๋อร์ เจ้าหวานยิ่งนัก อืมมม" ชายหนุ่มคราวตอบด้วยความเสียวซ่านกับความอ่อนนุ่มที่ตอดรัดท่อนลำของตนเป็นจังหวะอย่างไม่กลัวว่าจะผู้ใดมาได้ยินเพราะที่นี่คือโรงเตี้ยมนอกเมืองสถานที่นัดพบกันระหว่างพวกเขาทั้งสองที่เขาได้จ่ายเงินเหมาเอาไว้
ตอนที่มาเขาและหญิงสาวต่างพากันสวมผ้าคลุมหน้า ดังนั้นจึงไม่เกรงกลัวว่าจะมีใครล่วงรู้ตัวตนของพวกเขา
ไม่นานบทรักอันร้อนแรงของหลิวชางและหยางรั่วหรูก็จบลงทว่าทั้งสองยังคงนอนกอดก่ายคลอเคลียกันไม่ห่าง
"ข้ามีความสุขเหลือเกินเจ้าค่ะพี่หลิวชาง" หยางรั่วหรูเอ่ยเสียงหวานขณะที่นอนเกยบนตัวของคนที่ตนรัก
"ข้าเองก็เช่นกัน" หลิวชางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
การปลดปล่อยอารมณ์บุรุษกับหญิงสาวในอ้อมกอดนั้นเป็นหนึ่งในความสุขของเขาจริงๆ เพราะคุณชายสูงศักดิ์เช่นตนแล้วนอกจากการมีสาวใช้อุ่นเตียงที่สามารถระบายอารมณ์ได้ก็คงจะมีแต่การเข้าหอนางโลม จนกระทั่งเขานั้นได้เป็นบัณฑิตการเข้าหอนางโลมจึงถือเป็นเรื่องต้องห้ามของกฏราชสำนัก แถมเขายังรู้สึกกดดันกับการสอบที่ใกล้จะถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วย การที่มีสตรีให้ระบายอารมณ์กามจึงเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย
เดิมทีเขาไม่ได้คิดที่มีความสัมพันธ์เลยเถิดกับหยางรั่วหรูจนถึงขั้นนี้ ถึงเขาจะรู้สึกเอ็นดูในความน่ารักช่างเจรจาของนางและแอบรู้สึกดีๆ กับนางแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรักใคร่เพราะคิดว่าฐานะของนางนั้นยังไม่เหมาะสมกับเขา เพราะวันนั้นเมื่อสามเดือนก่อนเขาได้พบกับนางที่เมามายในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งซึ่งสอบถามสาเหตุจากสาวใช้ที่ติดตามนางมาก็ได้รู้ว่านางถูกพี่สาวตำหนิแถมยังลงโทษมาจึงเกิดความน้อยใจหาทางระบายความอัดอั้นไม่ได้จึงหนีออกมาดื่มสุรา
เขาจึงได้บอกให้สาวใช้ไปตามคนจากจวนมารับกลับระหว่างนั้นตนจะอยู่เป็นเพื่อน แต่จู่ๆ ในตอนที่อยู่กันสองคนนางก็สารภาพว่ารักเขาและจู่โจมเข้ามาจุมพิตอย่างไร้เดียงสา หลิวชางเองจู่ๆ ก็เกิดอารมณ์กำหนัดอย่างห้ามไม่อยู่สุดท้ายก็มีอะไรกันกับหยางรั่วหรู
เมื่อเพลงรักจบลงเขาจึงรู้สึกได้สติขึ้นมาก็รู้ได้ว่าตนเองได้ทำเรื่องใหญ่ลงไปแล้ว หากบิดาและมารดาของเขารู้เข้าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่ในตอนนี้เขากำลังหาทางออกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดหยางรั่วหรูที่ตื่นขึ้นมาก็เอ่ยทั้งน้ำตาว่าไม่ต้องรับผิดชอบนางเพราะเป็นนางเองที่เมามายจนเป็นเรื่องและถือว่าเรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
หลิวชางที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดและสงสารจึงได้เผลอรับปากว่าจะหาทางรับผิดชอบนาง ชายหนุ่มเห็นนางพยักหน้าอย่างว่าง่ายก็พอใจหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ลอบพบกันและมีอะไรกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
"พี่หลิวชาง แล้วเรื่องของเราท่านจะคุยกับบิดามารดาท่านเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ"
เพราะชายหนุ่มเคยกล่าวว่ารอตนปักปิ่นก็จะคุยกับบิดามารดาเรื่องการเปลี่ยนตัวคู่หมายแต่ตอนนี้นางปักปิ่นมาได้จะสองเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่มีวี่แววในเรื่องนี้ ถามทีไรเขาก็กล่าวแค่ว่ายังไม่มีเวลาพูดคุยเพราะช่วงนี้นั้นอ่านหนังสือหนักมาก นางไม่พอใจแต่ก็พยายามทำตัวว่าง่ายเพื่อให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกรำคาญ
ทางด้านชายหนุ่มที่กำลังอารมณ์ดีก็รู้สึกหงุดหงิดเมื่อถูกสตรีในอ้อมกอดเอ่ยถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ ตลอดที่พบหน้ากัน แต่กระนั้นก็ไม่แสดงความรู้สึกของตนออกไปตรงๆ
หลายเดือนที่ผ่านมาแม้ว่าเขาจะพอใจในตัวของหยางรั่วหรูแต่เมื่อคิดใคร่ครวญดีๆ ก็พบว่านางไม่เหมาะสมที่จะเป็นฮูหยินเอกของตน แม้นางจะน่ารักว่าง่ายแต่การกระทำหลายๆ อย่างกลับไม่ค่อยฉลาดเท่าใดนัก หากให้แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรองก็คงพอได้อยู่หรอก
แต่ปัญหาคือเขายังไม่สามารถจัดการเรื่องการยกเลิกการหมั้นหมายกับหยางหยุนเซียนได้ เพราะแค่เพียงเกริ่นไปเล็กน้อยกับมารดาว่าเขากับนางคงเข้ากันไม่ได้และเขาไม่มีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอในตัวนาง มารดาของเขาก็ตอบกลับมาว่าเรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องรองแต่ความเหมาะสมต่างหากที่สำคัญและบิดาของเขาเองก็อยากได้หยางหยุนเซียนมาเป็นสะใภ้รองเพราะหมายจะให้เขาครอบครองกิจการร้านขายสมุนไพรของอดีตหมอหลวงอวี๋ที่อยู่ในมือนาง เขาจึงไม่กล้าเอ่ยอันใดออกไปอีก
"ช่วงนี้ท่านแม่ของข้าไปพบญาติที่ต่างเมือง หากกลับมาข้าจะเข้าไปขอพบคุยเรื่องนี้ก็แล้วกัน" ชายหนุ่มเอ่ยไปส่งๆ เพราะขี้เกียจจะคุยเรื่องนี้กับนาง
"จริงๆ นะเจ้าคะ!" ร่างเล็กพลิกตัวขึ้นมาสบตากับชายที่ตนรักจนยอมทดกายให้ด้วยสายตาดีใจและรักใคร่
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจสายตาของเขามองไปที่เรือนกายเปลือยเปล่าของนางด้วยสายตาปรารถนาที่ปะทุขึ้นมาอีกรอบ คำหวานจากปากจึงถูกเอ่ยออกมาอย่างง่ายดาย
"นี่ก็ใกล้เวลาหนึ่งชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวก็คงต้องแยกย้าย พวกเรามาต่อกันอีกสักรอบเถิด ข้ายังไม่หายคิดถึงเจ้าเลย" สิ้นคำกล่าวหลิวชางก็พลิกตัวร่างบางหญิงสาวลงใต้ร่างจากนั้นก็บรรเลงบทรักกันอย่างถึงพริกถึงขิงกันอีกรอบ
เสียงครวญครางของชายหญิงไม่ได้เบาจึงทำให้ใครหลายๆ คนที่เข้ามาพักผ่อนในห้องไม่ไกลกันมากได้ยินกันอย่างชันเจน รวมถึงชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่แอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่ตั้งแต่แรก
หนึ่งเดือนต่อมา
ที่เรือนปีกขวาของจวนสกุลหยางในเวลานี้ผู้เป็นเจ้าของเรือนกำลังเขวี้ยงข้าวของระบายอามรมณ์เกิดเสียงข้าวของแตกกระจายดังไปทั่วจนบ่าวไพร่ไม่กล้าเข้าใกล้
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
"คะ..คุณหนู ใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ ทำข้าวของเสียหายมากเช่นนี้ประเดี๋ยวนายท่านทราบจะถูกตำหนินะเจ้าคะ" ถิงถิงบ่าวรับใช้คนสนิทเอ่ยเตือนเสียงสั่น
"เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าท่านย่าได้ฤกษ์สำหรับการยื่นหนังสือหมั้นหมายระหว่างพี่หลิวชางกับนังหยุนเซียนแล้ว จะให้ข้าใจเย็นได้ยังไงกัน!!" หยางรั่วหรูตวาดใส่บ่าวรับใช้ของตนด้วยความเกรี้ยวกราด
จะไม่ให้นางโมโหได้อย่างไรในเมื่อนางนั้นรอข่าวเรื่องของตนกับหลิวชางมาตั้งนานแต่กลับไร้วี่แวว จู่ ๆ วันนี้กลับได้ยินว่าท่านย่าได้ฤกษ์หมั้นของหยางหยุนเซียนมาแล้วและยังเร็วมากเพียงอีกไม่ถึงยี่สิบวัน จะให้นางระงับอารมณ์ได้อย่างไร!
คนเป็นบ่าวรับใช้ได้แต่ก้มหน้างุดอย่างหวาดกลัว แต่ไหนแต่ไรมายามคุณหนูของนางโมโหตนก็มักเป็นที่ระบายของอีกฝ่ายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะถูกด่าทอหรือตบตีก็ทำได้เพียงอดทนเท่านั้น ครั้งนี้เองก็คงเช่นกัน
ในขณะที่ถิงถิงกำลังเตรียมใจรับฝ่ามือเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
"เสียงดังเอะอะไปถึงข้างนอก มีอะไรกันหรูเอ๋อร์?" จางเหลียนซือที่พึ่งกลับมาจากไปเยี่ยมบิดาที่ป่วยที่บ้านเดิมเอ่ยถามบุตรสาว
หญิงสาวที่เห็นว่าเป็นผู้ใดเข้ามาในเรือนนางก็รีบถลาเข้าไปหาพร้อมกล่าวว่า "ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว! ท่านต้องช่วยข้านะเจ้าคะ!"
"เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดเจ้าจึงทำลายข้าวของเช่นนี้" คนเป็นแม่ถามพร้อมอดที่จะตำหนิบุตรสาวไม่ได้หลังจากกวาดตามองสภาพห้องที่เละเทะไม่มีสิ้นดี หากสามีนางทราบก็ไม่พ้นตำหนินางอีกเป็นแน่
"ก็ท่านย่าได้ฤกษ์การยื่นหนังสือหมั้นหมายมาแล้วนะสิเจ้าคะ ไม่นานตระกูลหลิวก็คงจะส่งหนังสือกับของหมั้นมา ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ!" ดวงตากลมโตแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ไม่ยินยอมที่จะถูกแย่งของของตนเองไป
จางเหลียนซือตาเบิกกว้างเมื่อได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนไม่อยู่ก่อนจะรีบถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ได้ฤกษ์วันใด?" หากเป็นอีกสักสองเดือนนางคิดว่านานพอที่จะหาทางได้
"หลังเทศกาลหยวนเซียวสองวันเจ้าค่ะ"
"เร็วขนาดนี้เชียวหรือ!"
ก่อนหน้านี้เพราะนี้ได้ยินว่าแม่สามีนางอยากจะให้หยางหยุนเซียนกับคุณชายรองหลิวทำความรู้จักกันก่อนสักพักไม่คิดว่าจะรีบหาฤกษ์เช่นนี้ เพราะอีกฝ่ายเริ่มล้มป่วยหนักลงทุกวันกระมัง
"พวกเราจะต้องทำอะไรสักอย่างนะเจ้าคะ ท่านจะปล่อยให้หนังหยุนเซียนหมั้นหมายกับพี่หลิวชางของลูกไม่ได้นะ! ฮึก..ข้าไม่ยอม!"
"แม่รู้ๆ เจ้าอย่าร้องไห้" จางเหลียนซือว่าเสียงเครียดพร้อมกอดแล้วลูบหลังปลอบบุตรสาวของตนเพื่อให้อีกฝ่ายใจเย็นลง คิ้วโก่งที่ถูกวาดด้วยพู่กันย่นเข้าหากันอย่างคิดหาหนทางช่วยบุตรสาว แต่นางจะทำอย่างไรดี
หากทั้งสองตระกูลยื่นหนังสือเสร็จก็เท่ากับไม่สามารถทำอันใดได้แล้ว นอกเสียจาก... ดวงตาของสตรีวัยสามสิบกว่าวาววับเมื่อนึกแผนการบางอย่างได้ ริมฝีปากที่แต้มชาดสีแดงสดเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาก่อนจะเอ่ยกับบุตรสาวตนว่า
"หรูเอ๋อร์ แม่รู้แล้วว่าพวกเราควรจะทำอย่างไรดี"
หยางรั่วหรูสบตากับมารดาด้วยดวงตาแดงก่ำแววตาเต็มไปด้วยความหวัง "อย่างไรเจ้าคะ?"
"เจ้าจะต้อง..." จางเหลียนซือบอกเล่าแผนการที่ตนคิดได้ให้กับบุตรสาวจากนั้นทั้งสองก็หารือกันต่ออีกจนถึงมื้อค่ำ
หลังจากนั้นสองสามวันก็มีข่าวลือของหลิวชางและหยางรั่วหรูกระจายต่อกันเป็นวงกว้าง ชาวเมืองเล่าลือว่าทั้งสองคนเป็นคนรักกันทว่าทางสกุลหยางและสกุลหลิวกลับต้องการให้หลิวชางแต่งกับหยางหยุนเซียนที่เป็นพี่สาวของหยางรั่วหรูเกิดเป็นเรื่องผู้ใหญ่แยกคู่หยวนหยางออกจากกัน หลายคนจึงเอ่ยว่าได้แต่สงสารหยางรั่วหรูที่กำลังจะถูกพี่สาวแย่งชายคนรัก
ข่าวนี้ลอยมาถึงหูคนของเรือนฝูชุน ทำให้เสี่ยวหลันบ่าวรับใช้คนสนิทของหยางหยุนเซียนที่ได้ยินเรื่องนี้รีบเข้ามาแจ้งแก่คุณหนูของตนให้ได้ทราบ
"คุณหนู ให้บ่าวนำเรื่องนี้ไปบอกฮูหยินผู้เฒ่าดีหรือไม่เจ้าคะ" คนเป็นบ่าวเอ่ยถามพลางรอคำสั่งจากร่างบางที่กำลังนั่งอ่านตำราอย่างที่เคยทำเป็นประจำเมื่อว่าง
เพราะหลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่าล้มป่วยอำนาจการดูแลเรือนทั้งสองในอาณาเขตเดียวกันนั้นยกให้ผู้เป็นหลานสาวดูแล เนื่องจากกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเกิดเรื่องที่มาแจ้งเป็นเรื่องร้ายจะส่งผลกระทบต่อผู้เป็นย่าได้ เพราะร่างกายและจิตใจของหญิงชรานั้นมิได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน หากได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจก็อาจทำให้อาการป่วยทรุดลงกว่าเดิม
ดังนั้นเรื่องต่างๆ จะถูกมารายงานให้นางทราบก่อนเป็นคนแรก
ใบหน้างามส่ายหน้า "ไม่ได้ หากท่านย่ารู้ประเดี๋ยวจะโกรธล้มป่วยเอา"
"แล้วเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ ให้บ่าวไปจัดการข่าวลือพวกนี้หรือไม่" เพราะคนที่ตกเป็นข่าวคือคุณชายรองสกุลหลิวที่อีกไม่นานก็คงจะได้หมั้นหมายกับคุณหนูของนางแล้ว เกิดข่าวลือเช่นนี้หลังจากประกาศเรื่องการหมั้นหมายออกไปผู้คนในเมืองหลวงคงจะต้องหัวเราะเยาะคุณหนูของนางแน่
"ไม่ต้อง การหมั้นหมายของหลิวชางกับข้าจะไม่มีวันเกิดขึ้น" เสียงหวานเอ่ยตอบอย่างเย็นชา ดวงตาคู่งามไร้แววระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ เพราะตนไม่ได้อยากแต่งเข้าจวนสกุลหลิวสักนิด ยิ่งได้รู้อะไรบางอย่างจากท่านลุงโม่อีที่นางให้ไปสืบเรื่องราวเกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นนางก็ยิ่งรู้สึกสะอิดสะเอียดในตัวหลิวชาง
นางไม่มีวันยอมหมั้นหมายกับบุรุษน่ารังเกียจผู้นั้นแน่
"คุณหนูไม่ได้คิดที่หมั้นหมายกับคุณชายหลิวตามที่ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการหรือเจ้าคะ?" คนเป็นบ่าวเอ่ยถามเสียงเบาเพราะเกรงว่าคนอื่นๆ จะได้ยิน
"ใช่"
เสี่ยวหลันมองเสี้ยวหน้าของเจ้านายตนแวบหนึ่งก็เข้าใจในทันทีว่าคุณชายรองหลิวผู้นั้นคงไม่ได้เป็นคนดีดั่งที่แสดงออก มิเช่นนั้นคุณหนูของนางก็คงไม่คิดที่จะคัดความต้องการของคนเป็นย่าแน่
"แล้วเราจะต้องทำอย่างไรดีเจ้าคะ" เพราะฤกษ์ยื่นหนังสือหมั้นหมายระหว่างทั้งสองนั้นเหลืออีกไม่ถึงยี่สิบวัน อีกอย่างคือฮูหยินผู้เฒ่าจะยินยอมหรือ?
"ไม่ต้องทำอะไร แค่รอเวลาเท่านั้น เดี๋ยวก็จะมีคนจัดการเรื่องนี้แทนพวกเราเอง" ร่างบางตอบพลางพลิกกระดาษหน้าถัดไปอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
เพราะสิ่งที่ได้ฟังมาจากท่านลุงโม่อีก็ได้รู้ว่าน้องสาวต่างมารดาของนางนั้นได้วางแผนสำหรับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว ฉะนั้นนางจึงไม่ต้องเปลืองแรงคิดเพียงแค่รอเวลาเท่านั้นเดี๋ยวทุกอย่างจะเรียบร้อยอย่างที่นางต้องการเอง นับว่าเป็นเรื่องดียิ่งนัก