หลังจากที่เดินออกมาจากตัวโถงกราบไหว้ของวัดหยางหยุนเซียนก็ยังไม่อยากจะกลับจวนเท่าใดนักจึงได้เอ่ยชวนสาวใช้คนสนิทมาชมบึงบัวที่อยู่ด้านหลังวัดแทน
บึงบัวนี้นางได้รู้จากแม่ชีอิ่นหรือท่านยายของนางเมื่อครั้งที่ทั้งคู่เดินทางมาทำบุญให้กับมารดาหลังจากมารดาจากไปได้หนึ่งปี จากนั้นเวลานางมาทำบุญที่วัดพร้อมท่านย่าทีไรนางมักจะขออนุญาตมานั่งชมบึงบัวระหว่างที่อีกฝ่ายสนทนากับเจ้าอาวาส แต่ตั้งแต่ที่ท่านปู่ของนางจากไปท่านย่าตรอมใจจนล้มป่วยก็ไม่ได้มาที่นี่อีกเลย
จนวันนี้นางตั้งใจเดินทางมาขอพรให้คนที่เป็นดั่งร่มไม้ใหญ่ที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของนางกำลังป่วยหนักจึงได้มีโอกาสแวะมาชมอีกครั้ง ซึ่งโชคดีนักที่มาได้ทันชมตอนนี้มันบานสะพรั่งพอดี
ภายในศาลาเล็กที่ถูกสร้างกลางบึงบัวถูกครอบครองโดยร่างบางที่นั่งชมดอกบัวหลากหลายสีสันท่ามกลางบรรกาศเงียบสงบและสายลมพัดที่แสนเย็นสบาย
หยางหยุนเซียนชอบธรรมชาติเช่นนี้ยิ่งนัก อนาคตถ้าเป็นไปได้นางเองก็อยากมีพื้นที่ขุดบ่อเล็กๆเลี้ยงบัวเอาไว้ดูเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าความฝันของนางจะมีทางเป็นจริงอย่างที่หวังหรือไม่ หากไร้ซึ่งท่านย่าแล้วชีวิตนางก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าจะเป็นเช่นไรเพราะแม่เลี้ยงอย่างจางเหลียนซือนั้นคงไม่ปล่อยให้นางมีชีวิตที่ดีแน่
นั่งได้ไม่นานบ่าวรับใช้ประจำกายของร่างเล็กก็เอ่ยขึ้น
"คุณหนู พวกเราออกมาจะสองชั่วยามแล้ว บ่าวว่าพวกเรารีบไปลาแม่ชีอิ่นแล้วกลับจวนกันดีหรือไม่เจ้าค่ะ" เสี่ยวหลันเอ่ยเตือนเจ้านายของตน แม้จะอยากให้อีกฝ่ายได้ผ่อนคลายอีกสักหน่อยแต่หากอยู่นานกว่านี้กลับไปอาจถูกฮูหยินจางตำหนิได้ รายนั้นพักหลังยิ่งหาเรื่องคุณหนูของนางหนักขึ้นทุกวัน
แม้จะรู้สึกเสียดายร่างบางก็พยักหน้าตกลงตามที่บ่าวรับใช้ของตนแนะนำ นางลุกเดินออกจากศาลาแล้วตรงไปยังอารามชีที่อยู่อีกด้านของวัดเพื่อลาท่านยายของตน
ใช้เวลาเกือบเค่อก็ถึงหน้าอารามหลังเล็กที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างจากอารามชีของคนอื่นๆ ร่างผายผอมของหญิงชราที่บริเวณศีรษะไร้เส้นผมกำลังกวาดใบไม้ด้วยท่าทีสำรวมแต่ทว่าเมื่อเห็นว่าผู้ใดกำลังตรงมายังอารมตนก็รีบหยุดสิ่งที่ตนทำ
ใบหน้าของแม่ชีอิ่นที่ยังคงมีเค้าโครงความงามแม้ว่าจะผ่านมานานนั้นไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่าแววตาที่ทอดมองเด็กสาวตรงหน้าเต็มไปด้วยอาทร ไม่ว่ายามใดที่เห็นหน้าผู้เป็นหลานนางก็นึกสงสารอีกฝ่ายจับใจอีกทั้งยังหวนนึกถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน
หลังจากที่มารดาของหยางหยุนเซียนจากไปไม่นานนักสามีของนางก็จากไปตามๆกัน นางที่เหลือตัวคนเดียวจึงได้ลาทางโลกเข้าหาทางธรรมบวชเป็นแม่ชีที่วัดนอกเมืองแห่งนี้ ส่วนทรัพทย์สมบัติทั้งหลายนางนั้นได้เขียนมอบให้หลานสาวตรงหน้าหมดแล้ว เมื่อใดที่หลานสาวผู้นี้อายุถึงวัยปักปิ่น พ่อบ้านที่ตนไว้ใจฝากให้ดูแลก็จะนำมามอบให้นาง ซึ่งมันก็ใกล้จะถึงเวลาแล้ว
"จะกลับแล้วหรือ" แม่ชีอิ่นหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
"เจ้าค่ะ ออกมานานแล้วคงต้องกลับเสียที"
"อืม เช่นนั้นก็กลับเถิด รักษาตนเองให้ดี"
ร่างเล็กยอบกายเคารพท่านยายของตนก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ วันหลังหลานจะเขียนจดหมายมาหา"
"อืม ก่อนกลับก็แวะเอาเครื่องรางมงคลติดตัวกลับไปสักหน่อยเถิด"
ใบหน้าเล็กพยักขึ้นลงก่อนจะส่งยิ้มให้ผู้เป็นยาย "ได้เจ้าค่ะ" จากนั้นก็เอ่ยลาเพื่อกลับจวน
หนึ่งนายหนึ่งบ่าวเดินมาจนถึงบริเวณสถานที่แจกเครื่องรางมงคลที่ทางวัดเตรียมเอาไว้ บนกระดานไม้ขนาดใหญ่มีเครื่องรางมากมายที่ถูกแขวนเอาไว้ มีหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางป้องกันภัย เครื่องรางโชคลาภ เครื่องรางที่เกี่ยวกับความรัก และอื่นๆ
หยางหยุนเซียนยืนคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเครื่องรางป้องกันภัยที่อยู่มุมซ้ายสุดของกระดานแผ่นใหญ่ที่เหลือเพียงชิ้นเดียว ในจังหวะที่ยื่นมือไปหยิบเครื่องรางที่ทำจากเชือกถักก็มีมือใหญ่ของใครคนหนึ่งยื่นมือมาหยิบของสิ่งเดียวกัน กลายเป็นว่ามือเล็กของหญิงสาวถูกมือใหญ่ของอีกคนจับเอาไว้
ร่างบางสะดุ้งดึงมือที่หยิบเชือกถักติดมาด้วยกลับมาทันที ก่อนที่ศีรษะเล็กจะหันไปมองเจ้าของมือที่มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เพราะนางไม่ได้ยินฝีเท้าของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ก่อนจะพบบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่ง
ในแววตาคู่งามของหยางหยุนเซียนปรากฎร่างสูงกำยำใบหน้าหล่อเหลาคมคายชวนให้สตรีที่มองใจสั่นไหว ดวงตาคู่คมที่มองมายังนางดูดุดันเคร่งขรึม บรรยากาศรอบกามีรังสีกดดันแผ่ออกมา อีกฝ่ายสวมชุดสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์สีทองสวมทับด้วยเกราะอ่อนสีเงินและที่เอวห้อยตราอะไรสักอย่างเอาไว้ มือข้างขวาไขว้หลังข้างซ้ายถือดาบด้วยท่วงท่าสง่างาม จากลักษณะท่าทางแล้วคาดว่าคงเป็นขุนนางฝ่ายบู๊สักคนของต้าฝูและอายุน่าจะห่างจากนางพอสมควร
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเงียบสนิท ดวงตาสองคู่สบตากันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งร่างสูงเป็นฝ่ายเอ่ยออกมา
"ขออภัยข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะล่วงเกินเจ้า"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ" เพราะอีกฝ่ายเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษก่อนอย่างไม่ถือตนว่าเป็นผู้ใหญ่หญิงสาวจึงไม่รู้สึกติดใจอะไร "ท่านเองก็ต้องการเครื่องรางป้องกันภัยหรือ"
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ร่างเล็กเอ่ยถามทั้งที่ท่านย่าของนางนั้นสอนว่าเป็นสตรีต่อหน้าบุรุษควรสงวนวาจา
"อืม ข้ากำลังจะเดินทางไปแดนเหนือ ได้ยินว่าเครื่องรางวัดนี้ศักดิ์ศิทธิ์นักจึงอยากได้ติดตัวไปด้วย"
ชายหนุ่มเอ่ยออกไปทั้งๆ ที่ชั่วชีวิตของตนเองนั้นไม่ได้เชื่อในเรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย ดังนั้นการโป้ปดกลางวัดเมื่อครู่บุรุษหยาบกระด้างเช่นตนก็ไม่กลัวบาปจะติดตัว
หยางหยุนเซียนได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด
ไม่กี่วันก่อนมีราชโองการจากฮ่องเต้ให้องค์ชายรองนำทัพเดินทางไปประจำการที่แดนเหนือที่ถูกเผ่าอู๋หย่ารุกรานมานานหลายปีตามข้อเสนอของเหล่าขุนนางในท้องพระโรง ผู้คนว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นการกำจัดคู่แข่งองค์ชายรองให้ออกจากการชิงตำแหน่งรัชทายาทของบรรดาองค์ชายทั้งหลาย ดังนั้นโจวเสิ่นเหล่ยที่อยู่ข้างมู่หรงอวิ๋นหยางจึงพลอยถูกเสนอชื่อไปด้วย
ผู้ใดก็ต่างรู้ว่าเผ่าอู๋หย่านั้นร้ายกาจเพียงใด แม้พวกมันจะไม่สามารถเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนต้าฝูได้ แต่ต้าฝูก็สูญเสียแม่ทัพฝีมือดีหลายนายเพราะสู้รบกับเผ่าป่าเถื่อนนั่น เมื่อรู้แล้วว่าบุรุษตรงหน้ากำลังจะไปที่ใดร่างเล็กก็อดรู้สึกเห็นใจและเคารพบุรุษตรงหน้าไม่น้อย
ท่านย่าที่มาจากตระกูลทหารสอนนางเสมอว่าเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องแว่นแคว้นนั้นเป็นบุคคลที่ควรค่าแก่การเคารพอย่างยิ่งเพราะระหว่างที่พวกเรากำลังนอนหลับสบายอยู่ในจวนมีความสุขขณะเดียวกันพวกเขากลับต้องออกไปต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบนสนามรบ ท่านย่าเคยเล่าว่าท่านทวดเองก็สิ้นชีพในระหว่างออกไปรบเช่นกัน
หญิงสาวยืนคิดใคร่ครวญในหัวครู่หนึ่งก่อนจะกระทำการบางอย่างท่ามกลางความตกใจของบ่าวรับใช้อย่างเสี่ยวหลันที่ยืนมองเหตุการณ์เงียบๆตั้งแต่ต้น
"ถ้าเช่นนั้นเครื่องรางชิ้นนี้ข้าขอยกให้ท่านแล้วกันเจ้าค่ะ"
คุณหนูท่านจะมอบสิ่งของให้บุรุษที่พึ่งเคยพบหน้าไม่ได้นะเจ้าคะ!
เสี่ยวหลันได้แต่ตะโกนในใจ
ดวงตาของชายหนุ่มมองมือขาวที่ยื่นเครื่องรางทำจากเชือกถักคล้องแผ่นป้ายสลักอักษรมงคลด้วยสายตายากจะคาดเดาและยังคงไม่รับมันไปจากมือของเด็กสาว
"ไม่เอาหรือเจ้าคะ?" ถ้าไม่เอานางจะเก็บไว้เอง นางอุส่าห์สละให้เขาเชียวนะ
ใบหน้าเล็กเอียงคอถามด้วยท่าทางเคยชินอย่างที่เคยทำกับคนรอบกายตนโดยที่ไม่รู้ว่าท่าทางนั้นมันไปทำให้ใจของชายหนุ่มตรงหน้าจั๊กจี้ราวกับโดนขนนกปัดผ่าน
สุดท้ายชายหนุ่มก็ยื่นมือไปรับของจากมือเล็กมาก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ "ขอบคุณ"
ร่างเล็กเอ่ยตอบว่าไม่เป็นไรก่อนที่จะเอ่ยขอตัวลา
"ออกจากบ้านมานานแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อนเจ้าค่ะ"
ร่างสูงพยักหน้ารับทราบ สองนายบ่าวจึงได้ย่อกายแล้วเดินจากไปโดยมีสายตาคู่คมมองตาแผ่นหลังเล็กที่กำลังจะหายไปจากครรลองสายตา
โจวเสิ่นเหล่ย หลุบมองเครื่องรางถักเชือกในมือด้วยความรู้สึกยากจะคาดเดาก่อนที่ชายหนุ่มจะทำอะไรบางอย่างกับของที่อยู่ในมือ เมื่อจัดการเสร็จก็มองด้วยแววตาพึงพอใจแล้วเดินจากไป ณ ที่แห่งนั้นเช่นกัน
บริเวณท้ายสุดของวัดเป็นที่ตั้งของอารามเก่าแก่หลังหนึ่ง ประตูทางเข้าด้านหน้าทั้งสองบานถูกเปิดกว้างเพื่อต้อนรับเหล่าผู้คนที่มีใจศรัทธาหรือผู้ที่อยากสนทนาธรรมได้เข้าไปพบปะรับฟังคำสอนของไต้ซือสือเสียงเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้
แม้ว่าวัดสือเสียงจะเป็นเพียงวัดเล็กๆที่อยู่นอกตัวเมืองทว่ากลับได้รับการนับถือจากคนมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีองค์ชายรองมู่หรงอวิ๋นหยางที่ขณะนี้กำลังนั่งสนทนากับไต้ซือสือเสียงอยู่ พระพัตร์รูปงามมีรอยยิ้มประทับอย่างน่ามองเมื่อได้รับพลังงานสะอาดจากเจ้าอาวาสที่คนเคารพนับถือ
"ได้คุยกับไต้ซือก่อนออกเดินทางจิตใจของข้าดีขึ้นไม่น้อย ขอบคุณไต้ซือมาก คำสอนของท่านข้าจะจำใส่ใจ" องค์ชายรองแห่งต้าฝูเอ่ยขอบคุณชายชราตรงหน้า
"องค์ชายรองเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงส่ง ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมของท่านและสหายจะนำพาให้ต้าฝูเอาชนะได้ จงอย่าได้กังวล" เจ้าอาวาสวัดเลี่ยงสือเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสม่ำเสมอ
แม้ว่าจะรับรู้ชะตากรรมบางอย่างที่จะเกิดขึ้นกับหนึ่งในสองคนแต่ก็ไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้
ลิขิตจากฟ้าอย่างไรก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง..แต่สุดท้ายทุกอย่างจะดีอย่างแน่นอน
พระพัตร์รูปงามพยักขึ้นลงพร้อมเอ่ยขอบตัวลา "ข้าเองก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น นี่ก็ได้เวลาแล้วข้าคงต้องขอตัวออกเดินทางเสียที"
"อาตมาไม่รั้งท่าน ขอประสกและทหารกล้าทั้งหลายเดินทางปลอดภัย"
มู่หรงอวิ๋นหยางเอ่ยขอบคุณไต้ซือสือเสียงอีกครั้งก่อนจะเกินออกจากอารามพร้อมองครักษ์ประจำตัวไปสมบทกับทัพหลวงที่อยู่รออยู่ตีนเขาเพื่อออกเดินทาง
แต่ก่อนอื่นตนต้องตามหาสหายที่มาด้วยเสียก่อน ไม่รู้ว่าไอ้เจ้าคนไม่มีความศรัทธาในพระธรรมนั้นไปอยู่หนแห่งใดในตอนนี้ หากมิใช่ว่าต้องตามคุ้มครองตนอีกฝ่ายคงไม่แม้ที่จะเหยียบเข้ามาในวัด
"อี้สง ท่านแม่ทัพล่ะ อยู่ที่ใด?" คนเป็นองค์ชายรองถามองค์รักษ์ของตน
"ทูลองค์ชาย แม่ทัพโจวไปรอที่หน้าประตูทางออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ เอ่อ..ฝากความมาว่าให้องค์ชายรีบไปเพราะเหล่าทหารรอนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ" องครักษาหนุ่มเอ่ยไปก็เกรงพระอาญาไป
ตนรู้สึกดีใจที่องค์ชายรองนั้นสนทนากับเจ้าอาวาสเสร็จเร็ว มิเช่นนั้นเขาเองก็คงต้องเข้าไปแจ้งเชื้อพระวงศ์หนุ่มถึงด้านในเพราะถูกแม่ทัพโจวสั่ง
ได้ฟังคำพูดที่สหายฝากองครักษ์มาบอกมู่หรงอวิ๋นหยางก็ส่ายหน้าอย่างระอากับการกระทำของสหายตนเล็กน้อย
คงจะมีแต่เจ้านั่นกระมังที่กล้าสั่งองค์ชายเช่นเขา
ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่สหายที่ร่วมเป็นร่วมตายเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันมาตั้งแต่ยังเด็กคงต้องถูกสั่งลงโทษเพราะล่วงเกินเชื้อพระวงศ์อย่างตนไปหลายหนแล้ว
วีรกรรมของโจวเสิ่นเหล่ยมีน้อยเสียเมื่อไหร่ล่ะ
เอาเถอะๆ ไว้ว่างๆจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ตอนนี้ต้องไปหาเจ้านั้นแล้วมิเช่นนั้นองค์ชายเช่นเขาคงถูกท่านแม่ทัพที่ถูกแต่งตั้งหมาดๆบ่นไม่เลิกไปอีกสามวัน
ไม่นานก็เดินมาถึงประตูทางออกที่มีร่างสูงของสหายยืนคอยอยู่ อีกฝ่ายก็หันกลับมามองกันด้วยสายตาเย็นชาดั่งเช่นเคย ยังไม่ทันที่มู่หรงอวิ๋นหยางจะได้เอ่ยอะไรเนตรดำขลับก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตรงเอวของอีกฝ่ายเสียก่อน
"นั่นอะไรน่ะ?" พระพักตร์รูปงามที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระมารดาพยักเพยิดไปทางสิ่งแปลกปลอมที่ห้อยติดกับของชิ้นสำคัญอย่างหยกพกประจำตัวของอีกฝ่าย
ดูคล้ายจะเป็นเชือกอะไรซักอย่าง...
"เครื่องรางมงคล" แม่ทัพหนุ่มตอบเสียงเรียบ ทว่าคนที่ได้ยินกลับมีสีหน้าพิกล
เครื่องรางมงคล? บุรุษที่ไม่ศรัทธาสิ่งใดเนี่ยนะ พกเครื่องรางมงคล?
"อย่าบอกนะว่าระหว่างที่เจ้ารอข้าสนทนากับไต้ซือสือเจ้าไปเอาเจ้านี่มา?" คิ้วกระบี่ของมู่หรงอวิ๋นหยางชนแทบชิดกัน
เรื่องประหลาดอะไรกันล่ะเนี่ย?
ศีรษะหนาส่ายไปมา "มีคนให้ข้ามา" ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ปิดบังทั้งที่ไม่ต้องตอบก็ได้
"หา?" สีหน้าของมู่หรงอวิ๋นหยางออกแนวตะลึงพรึงเพริด แต่คนเป็นสหายหาได้สนใจไม่
"สายแล้ว ได้เวลาออกเดินทางเสียที" กล่าวจบร่างกำยำของแม่ทัพหนุ่มก็เดินนำหน้าไปก่อนทันที ทิ้งให้คนด้านหลังตะโกนโวยวายตามมาด้วยน้ำเสียงอยากรู้
เหตุใดน้ำเสียงยามบอกว่ามีคนให้มานั้นถึงได้ดูอ่อนลงกว่าปกติเช่นนั้น อย่าบอกนะว่าเป็นสตรี?
คงไม่ใช่หรอกมั้ง เจ้านั่นมันสนใจสตรีที่ไหนกัน
"เฮ้ย! เดี๋ยวเสิ่นเหล่ย เจ้าบอกข้ามาก่อน ผู้ใดให้เจ้ามาน่ะ!"