ตอนที่ 11 สูญเสีย

1683 Words
ในเย็นวันนั้นบ่าวรับใช้จึงได้พบเห็นนายท่านของจวนไปที่เรือนฝูชุนด้วยท่าทางลำบากใจ พอเข้าไปไม่นานบ่าวรับใช้ที่อยู่รอบนอกก็ได้ยินเสียงแหบแห้งของฮูหยินผู้เฒ่าด่าทอบุตรชายดังลั่นเรือน ก่อนจะได้ยินเสียงหวีดร้องของบ่าวรับใช้หญิงตะโกนว่าฮูหยินผู้เฒ่าเป็นลมหมดสติให้คนไปตามหมอประจำจวนมาอย่างเร่งด่วน หยางหยุนเซียนที่พึ่งกลับมาจากไปตรวจกิจการเห็นเหตุการณ์พอดีจึงได้รีบเข้าไปในเรือนทันที ก็พบว่าบิดาตนกำลังนั่งหน้าเครียดขณะรอท่านหมอจงตรวจอาการคนเป็นย่า จึงได้สอบถามเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้ความว่าเป็นเพราะบิดาได้มาบอกเรื่องการเปลี่ยนตัวคู่หมายให้กับท่านย่าได้รับทราบเพราะหากให้รู้ทีหลังในงานเลยเกรงว่าอีกฝ่ายจะโกรธพานทำให้งานล่มเอาได้ พอได้ยินเหตุผลของบิดาหยางหยุนเซียนแม้จะเข้าใจแต่ก็รู้สึกไม่พอใจในการกระทำที่ไม่รอบคอบของอีกฝ่าย ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าสุขภาพของท่านย่านั้นไม่ดี แต่ไหนแต่ไรนางกำชับบ่าวไพร่ตลอดว่าหากมีใครจะมาแจ้งเรื่องใดให้มารายงานนางก่อนไม่มีข้อยกเว้นว่าจะเป็นผู้ใดเนื่องจากอำนาจในการปกครองเรือนฝูชุนนั่นเป็นของนางที่ได้รับมาจากท่านย่าเรือนใหญ่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาวุ่นวาย เดิมทีเรื่องนี้นางไม่คิดจะบอกแก่คนเป็นย่าให้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น นางคิดจะเตรียมการกับพวกบ่าวไพร่ทั้งจวนให้เตรียมคำตอบไปในทางเดียวกันแล้วใช้ประโยชน์จากการที่สุขภาพร่างกายของหญิงชราไม่ดีขออยู่เรือนไม่ต้องไปร่วมงานและนางก็จะทำทีเป็นหายไปเข้าพิธีหมั้นหมายเมื่อเสร็จก็จะกลับมาหาอีกฝ่ายเพียงเท่านี้ปัญหาก็จะเรียบร้อย ไม่คิดว่าเพียงแค่นางออกไปทำธุระข้างนอกครู่เดียวจะเกิดเรื่องขึ้น อาการท่านย่านั้นหมอบอกห้ามมีเรื่องให้กระทบกระเทือนจิตใจ เพราะมันจะเป็นการบั่นทอนอายุขัยของหญิงชรา นางเกรงว่าเรื่องนี้อาจทำให้สุขภาพของท่านย่าทรุดหนักลงยิ่งกว่าเดิม และก็เป็นความจริงเมื่อหลังจากหมอจงตรวจเสร็จก็รายงานว่าชีพจรของฮูหยินผู้เฒ่าปั่นป่วนไม่สงบเลือดลมสูบฉีดไม่สะดวกเนื่องจากอารมณ์โกรธทำให้โรคเดิมกำเริบ จากนี้ไปอาจจะไม่สามารถลุกขึ้นเดินเหินได้อย่างปกติอีกต่อไป ได้แต่รักษาโดยการฝังเข็มและให้ยาบรรเทาอาการไปเรื่อยๆ เพราะร่างกายของหญิงชราไม่สามารถรับยาขนานแรงได้อีก เรื่องร้ายกว่านั้นก็คือเหลือเวลาอยู่บนโลกได้อีกไม่นาน ฉะนั้นห้ามให้มีเรื่องทำให้กระทบจิตใจอีกครั้งเด็ดขาด คำวินิจฉัยจากหมอจงทำให้ใบหน้าของสองพ่อลูกที่ได้ฟังต่างถอดสี หยางเอ้อร์ซวนได้แต่เอ่ยบอกให้หมอประจำจวนดูแลมารดาของตนอย่างดีที่สุดเท่านั้นไม่ได้เอ่ยอันใดอีก หลังจากพูดคุยกับหมอจงเสร็จหยางเอ้อร์ซวนก็หันไปเอ่ยฝากฝังผู้เป็นมารดากับบุตรสาวแล้วก็จากไปด้วยใบหน้าหมองหม่นพร้อมกับกล่าวโทษตนเองในใจไปตลอดทาง ในงานวันหมั้นหมายของสองตระกูลแขกเหรื่อที่ได้รับเทียบเชิญต่างก็พากันเดินทางมาร่วมงานกันแทบล้นจวนเนื่องจากรายชื่อทั้งหมดเหยาเสวี่ยอิงเป็นผู้จัดการด้วยตนเองตั้งแต่ที่ยังมีชีวิตเป็นปกติอยู่ ทั้งหมดล้วนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีตามที่ได้เตรียมงานเอาไว้ หลายๆคนต่างเข้ามากล่าวคำยินดีคำละคำสองคำกับเจ้าของจวนและตระกูลของฝ่ายชายอย่างมีไมตรี สร้างบรรยากาศรื่นเริงในงานได้เป็นอย่างดี "ยินดีกับท่านเจ้ากรมทั้งสองด้วยนะขอรับที่จะได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ข้าเองก็อดอิจฉาท่านเจ้ากรมหลิวไม่ได้ที่ได้คุณหนูใหญ่หยางไปเป็นสะใภ้" ขุนนางขั้นสามผู้หนึ่งที่พึ่งเดินทางมาถึงเอ่ยเยินยอทั้งสองหวังให้ทั้งสองครอบครัวพึงพอใจ ทว่าสีหน้าของคนที่ได้ยินนั้นกลับเปลี่ยนไปในทันที บรรยากาศกลายเป็นเงียบกริบจนผู้ที่เอ่ยมีสีหน้ามึนงงว่าตนเองพูดอะไรผิดไปหรือไม่ สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนแล้วถอยห่างออกไป สองครอบครัวมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหนีจากกันอย่างแนบเนียนแสร้งทำเป็นไปพูดคุยกับแขกคนอื่นๆแทน แขกที่มางานต่างก็รับรู้ได้ถึงความแปลกประหลาดเมื่อครู่แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรจนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่แม่สื่อที่ทำพิธีประกาศเริ่มงานเรียกตัวคู่หมายชายหญิงให้ไปเตรียมตัว ทุกคนต่างมองไปยังกลางห้องที่มีร่างสูงของคุณชายรองหลิวยืนอยู่ ไม่นานร่างเล็กของฝ่ายหญิงก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง สายตาของทุกคนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าเข้าหากันคล้ายจะถามกันทางสายตาว่า พวกตนเห็นไม่ผิดคนใช่หรือไม่? นั่นมันบุตรสาวคนรองของท่านเจ้ากรมหยางมิใช่หรือ เหตุใดฝ่ายหญิงถึงเป็นนางล่ะ? แม้แขกแต่ละคนจะมีคำถามในใจกันอย่างไรก็ไม่กล้าเสียมารยาทเอ่ยขึ้นมา ได้แต่มองพิธีการดำเนินต่อไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นอยู่ร่วมงานจนจบแล้วก็กลับบ้านของตนพร้อมกับความสงสัย เรื่องนี้ถูกผู้คนซุบซิบกันไม่น้อย จนมีบางคนออกมาพูดว่าก่อนหน้านี้มีข่าวลือเกี่ยวกับหยางรั่วหรูและหลิวชางแถมยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันเทศกาลหยวนเซียวอีกอาจจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนตัวคู่หมายกะทันหันก็เป็นได้ เมื่อมีคนออกมาพูดเช่นนี้หลายคนก็เริ่มไหลเชื่อไปตามๆกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของตระกูลหลิวที่ไม่อยากให้ชื่อเสียงตระกูลตนเองเสียหายจึงจ้างคนไปเป่าหูชาวเมือง แต่เขากลับลืมคิดถึงเรื่องว่าครรภ์ของหยางรั่วหรูที่จะต้องคลอดในไม่กี่เดือนข้างหน้าจะโผล่มาประจานความเป็นจริงทีหลัง หลังจากผ่านงานหมั้นไปเจ็ดวันพวกเขาก็ได้รับเทียบเชิญอีกครั้งและอีกสามวันถัดจากนั้นงานมงคลของสองตระกูลก็ถูกจัดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในห้องแต่งตัวเจ้าสาว หยางรั่วหรูมองตนเองสวมชุดแดงผ่านกระจกบานเหลืองด้วยแววตามีความสุข ไม่คิดว่าหลังจากที่นางตื่นมาวันนั้นเรื่องราวว่าจะเป็นเช่นนี้ ดวงตากลมหลุบมองท้องตนเองก่อนจะลูบเบาๆพร้อมกล่าวขอบคุณลูกในท้อง "ลูกแม่ เจ้าช่างมาถูกเวลายิ่งนัก" นางเองก็ไม่คิดว่าเพียงแค่ไม่ได้ดื่มยาครั้งเดียวบุตรในท้องจะมาเกิดเร็วเช่นนี้ ช่างเป็นโชคดีของนางจริงๆ มิเช่นนั้นนางคงถูกหยางหยุนเซียนแย่งคนรักไปแล้ว หึ! ป่านนี้คงร้องไห้เสียใจแทบตายแล้วกระมังที่ถูกเปลี่ยนตัว เพราะตั้งแต่ที่นางได้เข้าพิธีหมั้นหมายกับหลิวชางก็ไม่เห็นหน้าพี่สาวน่าชังผู้นั้นเลย แม้แต่วันนี้เองก็ได้ยินท่านแม่พูดว่ามันไม่มาร่วมงานเพราะจะดูแลท่านย่าที่ป่วยหนัก นางคิดว่าเป็นข้ออ้างมากกว่า คงไม่อยากมาเห็นภาพบาดตาสิท่า สมน้ำหน้ายิ่งนัก! ในขณะที่หญิงสาวกำลังสะใจที่เอาชนะพี่สาวต่างมารดาได้ มารดาของตนก็เข้าในห้อง "หรูเอ๋อร์ของแม่ เป็นอย่างไรบ้าง เตรียมตัวเสร็จแล้วหรือยัง? อีกไม่นานจะได้ฤกษ์แล้วนะลูกรัก" จางเหลียนซือเอ่ยกับบุตรสาวเสียงหวาน ใบหน้าที่แต่งตกด้วยเครื่องประทินโฉมสีเข้มหันไปหามารดาด้วยสีหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม "เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่" "วันนี้บุตรสาวของแม่งดงามยิ่งนัก แม่มีความสุขเหลือเกิน แม่เชื่ออนาคตว่าเจ้าจะได้เป็นฮูหยินขุนนางที่ยิ่งใหญ่เหมือนกันกับแม่" นางโอบกอดบุตรสาวด้วยความรักใคร่ ยินดีกับบุตรสาวที่ได้สมดั่งใจ ริมฝีปากที่แต้มชาดแดงสดเผยอยิ้มอย่างร้ายกาจ "แน่นอนเจ้าค่ะท่านแม่" ในอนาคตข้างหน้านางจะเป็นสตรีที่หลายคนอิจฉาอย่างแน่นอน สองแม่ลูกสบตากันอย่างมีความสุขก่อนที่จะมีบ่าวรับใช้มาแจ้งว่าขณะนี้ขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้วได้ฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว หญิงสาวถูกน้องชายของตนอุ้มไปขึ้นเกี้ยวตามธรรมเนียม ผู้คนทั้งจวนต่างก็ออกมาส่งหยางรั่วหรูยกเว้นแต่เพียงฮูหยินผู้เฒ่าและหยางหยุนเซียน มีแขกที่มาร่วมงานใจกล้าถามถึงทั้งสองแต่ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าของจวนว่าคนเป็นมารดานั้นล้มป่วยหนักจนไม่สามารถมาร่วมงานมงคลของหลานสาวได้ ส่วนหยางหยุนเซียนเองก็ต้องดูแลคนเป็นย่าอย่างใกล้ชิดได้แต่ฝากของขวัญและคำอวยพรมาแทน คนที่ได้ยินก็พยักหน้าเข้าใจและเอ่ยแสดงความเห็นใจกับเรื่องฮูหยินผู้เฒ่าจากนั้นก็ร่วมสังสรรค์ดื่มกินในงานต่อ แต่ผ่านไปไม่นานก็มีบ่าววิ่งหน้าตื่นเข้ามาในงานรีบไปกระซิบแจ้งเจ้าของจวนและเมื่อหยางเอ้อร์ซวนได้ฟังในสิ่งที่บ่าวมาแจ้งจอกสุราในมือก็ร่วงหล่นดังเพล้งเรียกความสนใจจากผู้คนในงานได้เป็นอย่างดี "จะ..เจ้าว่าอย่างไรนะ?" เจ้ากรมใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ อย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน "คะ..คุณหนูใหญ่ให้มาแจ้งว่า ฮูหยิน..ฮูหยินผู้เฒ่าเสียแล้วขอรับ!"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD