ผู้คนในงานที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นต่างได้ยินสิ่งที่บ่าวรับใช้มาแจ้งกัน เสียงพูดคุยในงานเงียบลงทันที หยางเอ้อร์ซวนที่ตั้งสติได้ก็รีบเดินออกไปจากงานโดยไม่ได้สนใจแขกใดๆ จึงเป็นจางเหลียนซือและบุตรชายเป็นฝ่ายส่งแขกกลับเพราะแต่ละคนก็ต่างรู้ว่าไม่สมควรที่จะอยู่ต่ออีก
ทางด้านเรือนฝูชุนนั้นบ่าวไพร่ต่างมารวมกันที่บริเวณหน้าเรือน บรรยากาศเต็มไปด้วยโศกเศร้าเคล้าปนไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ของบ่าวรับใช้ ด้านในเรือนหยางเอ้อร์ซวนที่มาถึงเมื่อครู่ได้แต่ยืนนิ่งงันมองร่างซูบผอมอันไร้ลมหายใจของมารดาบนเตียงด้วยสายตาสั่นไหว
ส่วนด้านข้างมีร่างเล็กของหยางหยุนเซียนนั่งอยู่ ใบหน้างามของหญิงสาวเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างคนเป็นย่าด้วยความอาลัย
"มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดย่าเจ้าถึง..." หยางเอ้อร์ซวนถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคงนัก เพราะแม้ว่ามารดาจะป่วยหนักจนไม่สามารถลุกเดินเหินได้อย่างที่เคย แต่ก็ยังคงลุกขึ้นนั่งทานข้าวได้อย่างปกติ ไม่มีวี่แววที่จะจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้
หยางหยุนเซียนที่นั่งเงียบอยู่เงยหน้าขึ้นมองหน้าบิดา "ตั้งแต่ตื่นมาตอนเช้า ท่านย่าก็ไม่พูดจาอาหารก็ทานได้น้อยแต่อาการก็ยังปกติ จนกระทั่ง.. " หญิงสาวเว้นคำพูดไปคล้ายไม่อยากจะเอ่ย
"จนกระทั่งอะไร"
"..จนกระทั่งเสียงประทัดมงคลจากงานดังขึ้น ท่านย่าก็เกิดอาการเกร็งชักไปทั้งร่าง ข้าให้คนไปตามท่านหมอจงมาแล้วแต่ว่า..แต่ว่า ฮึก..มาไม่ทัน" ร่างบางสะอื้นหลังกล่าวจบในตอนท้าย
หยางเอ้อร์ซวนที่ได้ฟังเปลือกตาพลันปิดลงพร้อมน้ำตาไหลรินจากหางตา ก่อนที่ร่างสูงคุกเข่าลงปลายเตียงศีรษะก้มลงแนบจรดเท้าอันเย็นชืดพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เป็นเพราะข้าที่สั่งสอนบุตรสาวไม่ดีจนทำให้ท่านจากไป บุตรอกตัญญูยิ่งนัก"
หยางหยุนเซียนได้แต่มองบิดาตนพร่ำเอ่ยกับร่างไร้วิญญาณด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเย็นชา
หากบิดาไม่เข้าไปแจ้งเรื่องหยางรั่วหรูโดยพลการโดยที่ไม่ปรึกษานาง ท่านย่าก็คงจะ..
เปลือกตาสีมุกปิดลงอย่างไม่ต้องการมองภาพตรงหน้า แม้ในใจจะกล่าวโทษบิดาแต่นางเองก็มีส่วนผิดเช่นกันที่ไม่รอบคอบให้ดีจนทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ และในตอนนั้นเองที่เสียงหวีดดังแสลงหูของจางเหลียนซือก็ดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวที่ถลาเข้ามาเกาะขอบเตียงนอนของผู้เป็นย่า
"โฮฮฮฮฮฮ ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงจากไปไวนัก ฮือออออ วันนี้พึ่งเป็นงานมงคลของหรูเอ๋อร์แท้ๆ ท่านควรจะได้ร่วมยินดีกับหลานสาว เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ฮือออออ"
เสียงที่ฟังอย่างไรก็ดูเสแสร้งประกอบกับประโยคหลังทำให้ความเย็นชาในแววตาของหยางหยุนเซียนชัดเจนขึ้นยิ่งกว่าเดิม ดวงตาแดงก่ำที่แสดงความโกรธของนางจ้องมองไปยังจางเหลียนซืออย่างไม่ปิดบัง
หยางเอ้อร์หมิงที่ยืนอยู่ใกล้มารดาเองสังเกตเห็นจึงอดที่จะถามผู้เป็นพี่สาวไม่ได้
"เหตุใดพี่ใหญ่ถึงได้มองท่านแม่ของข้าเช่นนั้น" ราวกับว่ามารดาของตนทำให้ท่านย่าจากไปเช่นนั้นแหละ
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มสองสามีภรรยาจึงได้หันหน้าไปมองร่างบางทันทีแล้วก็ได้เห็นแววตาโกรธแค้นดั่งที่หยางเอ้อร์หมิงว่า
ร่างบางลุกขึ้นยืนจ้องหน้าภรรยาของบิดาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกดต่ำ "ท่านกล้าพูดคำนั้นได้ยังไงกัน"
จางเหลียนซือที่กำลังบีบน้ำตาหยุดชะงักเอ่ยด้วยความมึนงง "อะไรของเจ้า?" นังเด็กนี่มันพูดอะไรของมันกัน
"ร่วมยินดีหรือ..หึ!" น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "เป็นเพราะใครกันเล่าที่ทำให้ท่านย่าจากไปเร็วเช่นนี้?"
ไม่บ่อยนักที่หยางหยุนเซียนจะปะทะฝีปากกับมารดาเลี้ยง แต่เพราะเรื่องของหยางรั่วหรูทำให้นางสูญเสียท่านย่าไปก่อนเวลาอันควร นางย่อมไม่คิดที่จะเก็บอารมณ์ของตนอีกต่อไป
"หยุนเซียน.." คนเป็นบิดาเรียกชื่อบุตรสาวคนโตเสียงเบา อยากจะห้ามปรามแต่ก็ละลายเกินกว่าที่จะเอ่ยปาก
"พี่ใหญ่ท่านพูดอะไร?" หยางเอ้อร์หมิงที่ขยับตัวมาคั่นกลางระหว่างทั้งสองเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
เด็กหนุ่มไปร่ำเรียนและอาศัยอยู่ในสำนักศึกษาจึงทำให้ไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น เพียงได้รับจดหมายจากมารดาว่าพี่สาวอย่างหยางรั่วหรูจะออกเรือนจึงได้ลากลับมาร่วมงามเท่านั้น
ที่แล้วมาเขาก็รู้ว่ามารดาและพี่สาวไม่ค่อยชอบพี่ใหญ่มากนักมักหาเรื่องนางบ่อยๆ จนเขายังรู้สึกรำคาญแทน แต่กระนั้นก็ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายจะตอบโต้หรือแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์อย่างเช่นในตอนนี้
เกิดเรื่องอะไรขึ้นในตอนที่เขาไม่อยู่ใช่หรือไม่?
หยางหยุนเซียนสบตากับน้องชายต่างมารดาด้วยความเย็นชาพร้อมเปรยหางตาไปทางสตรีที่เสแสร้ง "ไม่ถามมารดาของเจ้าเล่าว่าพี่สาวเจ้านางไปทำเรื่องดีๆอะไรไว้เหตุใดถึงได้แต่งเข้าตระกูลหลิวแทนข้า"
ขนาดท่านย่ายังไม่รู้เรื่องนี้ยังต้องมาจากไปเร็วเช่นนี้ หากรู้เรื่องจริงไม่แคล้วคงโกรธจนโรคกำเริบแล้วจากไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว...
"..." จางเหลียนซืออยากจะด่านังเด็กสารเลวตรงหน้าที่พูดจาค่อนขอดบุตรสาวของนางแต่เพราะตนเองกำลังแสดงบทลูกสะใภ้ที่โศกเศร้าจากการที่แม่สามีจากไปอยู่จึงได้แต่กัดฟันด้วยความไม่พอใจ แล้วจึงรีบรับบทเป็นผู้ถูกกล่าวหาทันที
"ฮึก..หยุนเซียน ถึงเจ้าจะไม่พอใจที่คุณชายรองหลิวกับหรูเอ๋อร์รักกันจนทางตระกูลหลิวต้องเปลี่ยนตัวเจ้าสาว แต่ก็ไม่น่ากล่าวหานางเช่นนี้ ฮึกก.." นางผลักให้ความผิดหยางหยุนเซียนเพราะไม่รู้ว่าหญิงสาวนั้นรู้เรื่องที่บุตรสาวของตนตั้งครรภ์
แน่นอนว่าเรื่องนี้บิดาอย่างหยางเอ้อร์ซวนก็ไม่คิดเช่นกัน
ยิ่งฟังคำพูดกลับดำเป็นขาวของจางเหลียนซืออารมณ์โกรธของร่างบางก็ยิ่งเพิ่มขึ้น บุคคลที่อยู่อย่างเงียบสงบและไม่ตอบโต้มานานจึงไม่คิดที่จะอดทนอีกต่อไป
"ฮึ! หากถ้าเพียงแค่รักกันทางสกุลหลิวคงไม่กล้าที่จะเปลี่ยนตัวคนแน่"
"..."
"แต่เพราะหยางรั่วหรูตั้งครรภ์กับหลิวชางต่างหากเล่า!"
!!
หยางเอ้อร์หมิงที่พึ่งได้ยินความจริงดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ส่วนจางเหลียนซือใบหน้าแข็งค้างไม่คาดคิดว่าหยางหยุนเซียนจะรู้เรื่องนี้
"หากนางไม่ทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้ ไหนเลยท่านย่าจะต้องโกรธจนโรคเดิมกำเริบจนตายไป!"
"หยุนเซียนพอได้แล้ว!"
"..." หยางหยุนเซียนเงียบ สายตามองไปทางบิดาที่เอ่ยห้ามปรามนางอย่างเย็นชาแล้วสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อระงับอารมณ์โกรธ
ดวงตาของคนเป็นบิดามองบุตรสาวด้วยสายตาซับซ้อน ในใจกำลังคิดว่าเหตุใดหญิงสาวถึงรู้เรื่องนี้เพราะเรื่องของหยางรั่วหรูตนสั่งปิดปากบ่าวทุกคนในวันนั้นไม่ให้ผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป อีกทั้งในตอนนั้นหญิงสาวก็ยังไม่กลับมาไปเยี่ยมแม่ชีอิ่นด้วยซ้ำ
บรรยากาศในห้องเงียบสนิท จนกระทั่งคนเป็นนายท่านของจวนเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
"คนทุกคนแยกย้ายกันไปเตรียมงาน ฮูหยินเจ้าไปสั่งบ่าวไพร่ให้ปลดผ้าแดงมงคลและจัดเก็บข้าวของมงคลทุกอย่างลง ให้เปลี่ยนเป็นผ้าขาวดำแทน อาหมิงเจ้าไปช่วยพ่อบ้านหูจัดการเรื่องการเตรียม"
"เจ้าค่ะ / ขอรับ" สองแม่ลูกรับคำสั่งอย่างว่าง่าย
หยางเอ้อร์ซวนพยักหน้าพอใจก่อนที่จะหันไปมองบุตรสาวอีกคนที่ยืนหันหลังให้พวกตนทั้งสาม
"ส่วนหยุนเซียน..เจ้าอยู่ดูแลผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้ท่านย่าก็แล้วกัน"
ไร้เสียงตอบกลับใดๆจากหญิงสาว แต่หยางเอ้อร์ซวนก็ถือว่านางได้ยินแล้วเขาจึงพยักหน้าให้ภรรยาและบุตรชายออกไปจากเรือนพร้อมกัน
คนที่พึ่งกลับมาจากงานมงคลของหยางรั่วหรูไม่ทันข้ามวันก็ได้รับเทียบเชิญอีกงานแล้ว ข่าวเรื่องการจากไปของหญิงชราถูกกระจายให้ทราบอย่างทั่วกัน พูดคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าสงสารคนสกุลหยาง บุตรสาวพึ่งมีงานมงคลไปไม่ทันไรจวนกลับสูญเสียผู้หลักผู้ใหญ่ไปเสียแล้ว
งานศพของเหยาเสวี่ยอิงถูกจัดขึ้นสามวัน เพราะฮูหยินผู้เฒ่าหยางเป็นคนที่กว้างขวางในหมู่ฮูหยินขุนนางด้วยกันจึงมีคนมาร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก
ตลอดระยะเวลาสามวันหยางหยุนเซียนไม่เคยห่างจากห้องไว้อาลัยแม้แต่วันเดียว นางอยู่เป็นเพื่อนท่านย่าของตนจวบจนช่วงเวลาสุดท้ายที่ต้องฝั่งร่างอันเย็นชืดลงในหลุมศพและหลังจากเสร็จสิ้นงานนางก็แจ้งความประสงค์ต่อบิดาว่าจะเดินทางไปไว้ทำบุญถือศีลสวดภาวนาแด่ผู้เป็นย่าที่จากไปที่วัดสือเสียงกับท่านยายของตนอย่างไม่มีกำหนด
เดิมทีหยางเอ้อร์ซวนคิดที่จะคัดค้านแต่เมื่อเห็นสายตาของบุตรสาวยามมองจางเหลียนซือก็นึกถึงการปะทะกันของทั้งสองประกอบกับรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงคิดว่าการให้หญิงสาวไปก็อาจจะเป็นเรื่องดีที่อาจจะลดความเจ็บปวดและสงบอารมณ์ลงได้จึงยอมพยักหน้าอนุญาตพร้อมออกมาส่งนางขึ้นรถม้าหน้าประตูจวนเพื่อเดินทางไปยังวัดชื่อดังที่อยู่นอกเมืองด้วยตนเอง