ตอนที่ 4 พิษกร่อนวิญญาณ

2134 Words
"ท่านหมอนี่คือคุณชายฮัว" เซียวต่งเอ่ยกับสตรีร่างเล็กด้วยความนอบน้อม ฐานะของหมอเทวดานั้นถูกยกขึ้นสูงมากกว่าเหล่าขุนนางเสียอีกดังนั้นจะละเลยคนเป็นลูกศิษย์ไม่ได้เด็ดขาด เจ้าเมืองเซียวที่เป็นฝ่ายแนะนำคนที่มาพร้อมกับตนกลับได้รับเพียงความเงียบงันเขาจึงเอ่ยเรียกสตรีตรงหน้าอีกครั้ง "ท่านหมอ?" เสี่ยวชิงที่เห็นท่าทีคุณหนูของตนก็อยากจะยกมือกุมขมับอีกรอบ คุณหนูเก็บอาการหน่อยเถิดเจ้าค่ะ! ท่านจะจ้องบุรุษตาเป็นประกายเช่นนี้ไม่ได้! มือของผู้ติดตามลอบเอื้อมไปดึงแขนเสื้อของร่างบางเพื่อให้อีกคนรู้ตัว "ฮะ? อ๋อ ยินดีที่ได้พบคุณชายฮัวข้ามีนามว่าน่าหลัน" หูน่าหลันที่กำลังเคลิบเคลิ้มรีบเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสดใส ทว่าในใจกลับกำลังตะโกนร้องอย่างฮึกเหิม ท่านพ่อท่านแม่ข้าคิดว่าข้าหาราชบุตรเขยให้พวกท่านได้แล้วเจ้าค่ะ! "ข้าฮัวสือ ยินดีที่ได้พบเช่นกัน" ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและใบหน้าที่มีรอยยิ้มบางมอบให้ร่างเล็ก พลางใช้สายตาสำรวจสตรีตรงหน้าคร่าวๆ รอยยิ้มที่ถูกส่งมาทำเอาคนที่ได้รับอย่างหูน่าหลันใจเต้นแรงตึกตัก นี่แหละคือบุรุษที่ใฝ่ฝัน ไม่ใช่พวกคนแข็งกระด้างเป็นแต่ใช้กำลังอย่างคนที่บ้านเกิดนาง! เมื่อเห็นว่าทั้งสองทักทายกันเสร็จคนเป็นเจ้าของบ้านจึงได้เชิญทุกคนนั่งเพื่อพูดคุย ส่วนตนเองก็ขอตัวออกไปเนื่องจากได้รับคำสั่งทางสายตาจากชายหนุ่มซึ่งหญิงสาวที่แกล้งทำเป็นหันไปจิบชาก็เห็นท่าทางของทั้งคู่ ทั้งห้องจึงเหลือเพียงนาง พี่เสี่ยวชิง และบุรุษหน้าหยกตรงหน้า "ไม่ทราบว่าสามารถเริ่มทำการรักษาได้เมื่อไหร่หรือ?" ร่างสูงเอ่ยถามทันทีอย่างไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา นับวันร่างกายของตนก็เริ่มจะทนอาการจากป่วยนี้ไม่ไหวที่แล้วมาล้วนได้แต่ดื่มยาสมุนไพรบรรเทาเวลาอาการกำเริบเท่านั้น ใบหน้ากระจ่างใสไร้เครื่องประทินผิวต่างจากหญิงสาวทั่วไปสบตากับบุรุษที่ตนแอบพึงใจตั้งแต่ครั้งแรกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่ตอบคำถามแต่เป็นฝ่ายถามกลับ "ท่านรู้หรือไม่ว่าตนเองตนเองถูกพิษ" การเต้นของหัวใจและลมหายใจมันบอกเช่นนั้น ร่างสูงส่ายหน้า เพราะแม้แต่หมอหลวงในวังยังไม่รู้ว่าเขาด้วยสาเหตุใดจึงต้องดั้นด้นตามหาหมอเทวดามารักษานี่อย่างไรเล่า ที่แท้แล้วร่างกายนี้ก็ถูกพิษ...มิน่าอาการถึงได้แปลกนัก "งั้นหรือ" หญิงสาวบ่นงืมงำกับตนเองก็จะลุกขึ้นพรวดแล้วเดินเข้าไปหาชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามโดยที่ไม่บอกกล่าว พรึบ! !! "พี่เสี่ยวชิง!" หญิงสาวเรียกชื่อคนสนิทด้วยความตกใจกับภาพตรงหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นภายในไม่ถึงหนึ่งลมหายใจคือการที่จู่ๆ ก็มีชายร่างใหญ่โผล่เข้ามาขวางนางเอาไว้ในขณะที่นางกำลังจะถึงตัวของบุรุษรูปงามทำให้นางผงะตัวถอยหลังออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นร่างของพี่เสี่ยวชิงก็พุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายภายในพริบตาพร้อมด้วยกริชสั้นเล่มหนึ่งที่จ่อลำคอ "ช้าก่อน! เขาเป็นคนของข้าเอง" เสียวทุ้มรีบเอ่ยบอกพร้อมสายตาที่จับจ้องไปยังหญิงสาวที่เคลื่อนไหวภายในพริบตาอย่างประเมิน เสี่ยวชิงมองไปยังคุณหนูของตนเพื่อขอคำสั่งเมื่อร่างบางพยักหน้าตนจึงได้ดึงมือกลับแล้วขยับตัวมาอยู่ด้านหลังเช่นเดิม "จงเหลียน" ไท่หยางฮัวสือเอ่ยชื่อคนของตนเสียงเข้ม ชายหนุ่มเข้าใจความหมายของคนเป็นนายจึงได้รีบประสานมือโค้งกายขอโทษสตรีตรงหน้า "ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านหมอตกใจขอรับ ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย" "ไม่เป็นไรเมื่อครู่เป็นข้าเองที่ไม่ได้บอกกล่าวก่อน" หูน่าหลันเองก็ไม่ได้สัมผัสถึงรังสีมุ่งร้ายจากอีกฝ่ายจึงเพียงตกใจเท่านั้น อีกทั้งการกระทำเมื่อครู่ของนางก็ไม่น่าวางใจจริงๆ นั่นแหละ หากนางเป็นอีกฝ่ายก็คงต้องโผล่มาทำหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของเจ้านายเช่นเดียวกัน "เมื่อสักครู่ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ" เสี่ยวชิงก็ประสานมือโค้งขอโทษคนของอีกฝ่ายทันทีเพราะไม่อยากให้คุณหนูของตนเป็นฝ่ายรับหน้าแทน ซึ่งทั้งบุรุษทั้งสองก็พยักหน้ารับคำขอโทษของตน ต่างคนต่างปกป้องนายของตนเป็นเรื่องสมควรแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วหูน่าหลันก็เอ่ยต่อ "เช่นนั้นเรื่องนี้ก็หายกันเถิด เอาล่ะ จริงๆ ข้าแค่อยากตรวจร่างกายของท่านหน่อยน่ะ" คราวนี้ร่างเล็กบอกจุดประสงค์ของตัวเอง "เชิญ" ชายหนุ่มยื่นแขนให้โดยที่ไม่ต้องบอก สตรีต่างแคว้นจึงได้เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอีกรอบ นิ้วเรียวงามจับไปที่ข้อมือหนาใช้เวลาครู่หนึ่งก็ดึงมือกลับคืนแล้วมองชายหนุ่มด้วยแววตาสงสารในชะตากรรมปนสงสัยบางอย่างเล็กน้อย "เป็นอย่างไรบ้าง" "ท่านไปเหยียบหางอสรพิษเข้าหรืออย่างไรถึงได้ถูกเล่นงานหนักเช่นนี้?" คิ้วเล็กเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม พ่อค้าปลอมหัวเราะหึๆ ในลำคอกับคำเปรียบเปรยของหญิงสาวทว่าแววตากลับราบเรียบ "คงใช่" "สรุปว่าเป็นพิษชนิดใดหรือ?" ร่างสูงถามอีกคำถาม ร่างบางไม่ตอบคำถามหันหลังกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนพร้อมยกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย "น่าจะเป็นพิษกร่อนวิญญาณของเผ่าเหมี่ยวน่ะ" !! ชายหนุ่มทั้งสองมีสีหน้าตระหนกทันที เผ่าเหมี่ยวเป็นเผ่าที่ล่มสลายไปแล้วภายใต้การกวาดล้างของอดีตฮ่องเต้ไท่หยางไป๋ซานและรัชทายาทไท่หยางไป๋หลิงเมื่อสามปีก่อน แม้จะกวาดล้างได้สำเร็จแต่ต้าจินก็ต้องสูญเสียทั้งสองคนไปด้วยเช่นเดียวกันเพราะถูกพิษร้ายของราชาพิษเผ่าเหมี่ยวเข้าแล้วไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที "ท่านหมอแน่ใจจริงๆ ใช่ไหมขอรับ" เป็นจงเหลียนที่เสียมารยาทถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าได้ยินไม่ผิด "เจ็ดส่วน แต่อย่างไรข้าขอถามท่านสักสองสามข้อได้หรือไม่?" ร่างสูงพยักหน้าด้วยท่าทางเครียดขรึมไร้รอยยิ้มอบอุ่นอย่างตอนแรก ซึ่งหญิงสาวก็พอจะเข้าใจถ้าเป็นนางเป็นเขาก็คงมีอาการเช่นเดียวกัน จู่ๆ ก็มีคนบอกว่าถูกพิษที่ไม่น่าจะมีคนใช้ได้หลงเหลืออยู่มันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหวาดหวั่นไม่น้อย "ยามคืนเดือนมืดท่านจะรู้สึกเจ็บปวดและร้อนไปทั่วร่างกายตั้งแต่ยามจื่อ (23.00 – 24.59 น.) จนถึงยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) ใช่หรือไม่?" "ถูกต้อง" "เมื่อผ่านคืนนั้นท่านจะอ่านเพลียไปอีกราวๆ ห้าถึงเจ็ดวันแถมยังอาเจียนเป็นเลือดด้วยใช่หรือไม่?" ไท่หยางฮัวสือพยักหน้า เป็นดั่งที่สตรีผู้นี้ว่าทุกประการจริงๆ ใบหน้างามพยักหงึกหงัก "อืม งั้นก็แน่ชัดแล้ว ท่านถูกพิษนั่นจริงๆ" ถึงพิษกร่อนวิญญาณจะไม่ใช่หนึ่งในสุดยอดพิษในตำราของราชาพิษแต่ก็อันตรายไม่น้อยเพราะมันจะกัดกร่อนร่างกายไปช้าๆ จนเสียชีวิตโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ หากหาหมอมาตรวจอาการก็จะพบแค่ว่าร่างกายขาดธาตุหยินทำให้ร่างกายอ่อนแรงเลือดลมตีกันภายในจนกระอักเลือดจนกลายโรคโลหิตจางเนื่องจากเสียเลือดคงจ่ายเพียงแค่ยาบำรุงร่างกายและยาเสริมธาตุหยินทั่วไปให้เท่านั้น แถมดูแล้วร่างกายนี้ได้รับพิษมาราวๆ เกือบปี อืม แถมพิษเข้าเส้นเลือดแล้วด้วย "..." "ท่านไม่ต้องทำหน้าเครียดปานนั้นหรอก พิษนี่ข้าถอนได้" หูน่าหลันบอกเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่นางชื่นชอบนิ่งสนิทจนดูราวกับรูปปั้น ท่านได้โปรดอย่าทำหน้าตึงเช่นนั้น ข้ามองแล้วไม่จรรโลงใจเอาเสียเลย.. "จริงหรือ" ร่างสูงถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ทว่าในใจมีความยินดีซ่อนอยู่ ใครเล่าจะอยากทนทรมานเพราะพิษไปตลอดชีวิตและหากตนตายไปต้องมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นแน่ "จริงสิ" นางตอบด้วยความมั่นใจ ถ้าพิษแค่นี้ยังถอนไม่ได้กลับไปคงถูกท่านตาจับขังศึกษาตำราใหม่แน่ ..หึ่ยยย แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว "หากเป็นเช่นนั้นจริงก็รบกวนท่านหมอแล้ว" "ไม่เป็นไรๆ อีกอย่างไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านหมอก็ได้ ดูท่าแล้วข้าน่าจะอ่อนกว่าท่านหลายปี" ชายหนุ่มพยักหน้าไม่ปฏิเสธเพราะดูจากสายตาแล้วหญิงสาวตรงหน้าคงจะอายุไม่เกินยี่สิบปีในขณะตนนั้นอายุย่างเข้ายี่แปดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว ร่างบางท้าวคางกับโต๊ะวางจานของว่างจ้องมองบุรุษรูปงามอย่างไม่รักษากิริยาก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แฝงด้วยความเย้าแหย่ "เช่นนั้นเรียกข้าว่าหลันเอ๋อร์ดีหรือไม่?" ร่างสูงถึงกับนิ่งงันต่างจากอีกฝ่ายที่มองตนเองด้วยแววตาระยิบระยับ กว่าชายหนุ่มจะหาคำพูดของตัวเองเจอก็ผ่านไปหลายลมหายใจ "อะแฮ่ม ข้าว่าไม่เหมาะกระมัง" "ทำไมล่ะ?" หญิงสาวทำหน้าไม่เข้าใจ ที่บ้านใครๆ ก็เรียกนางเช่นนี้กันทั้งนั้นแต่ก็กับเฉพาะคนที่บ้าน ด้วยฐานะของนางผู้อื่นไม่มีสิทธิ์เรียกนางอย่างสนิทสนม นี่นางให้สิทธิเขาพิเศษเป็นคนแรกเลยนะเนี่ย "เจ้าไม่ใช่ชาวต้าจิน?" อ๋องหนุ่มเปลี่ยนคำเรียกจากท่านเป็นเจ้าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ถือตัว แต่ก็ไม่ยอมเรียกตามที่หญิงสาวบอก หูน่าหลันพยักหน้า "ข้ามาจากเผ่าหู" นางเปิดเผยถึงถิ่นกำเนิดที่จากมา ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็พอจะเข้าใจ "ข้าก็พอจะรู้เรื่องธรรมเนียมที่นั่นอยู่บ้างแต่ข้าอยากบอกว่าที่นี่ต่างจากบ้านเจ้า บุรุษและสตรีไม่เอ่ยนามกันอย่างสนิทสนมหากไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อกันและกันหรือเป็นคนในครอบครัว" ร่างเล็กร้องอ๋อเบาๆ กับตนเอง "ต้องเป็นครอบครัวหรือคนรักกันเท่านั้นหรือ?" หญิงสาวพยายามคิดตามที่อีกคนบอก ใบหน้าหล่อเหล่าพยักหน้า "เป็นเช่นนั้น" นางคงจะเข้าใจแล้วสินะ ทางด้านหญิงสาวก็กำลังนำคำพูดของบุรุษรูปงามมาคิดวิเคราะห์ บิดาและเหล่าพี่ชายนางเคยบอกเอาไว้ว่าบุรุษแคว้นอื่นเวลาเอ่ยประโยคใดต่างล้วนมีความนัยแฝงอยู่จงอย่าได้คิดตื้นเขินเป็นอันขาดต้องคิดอย่างถี่ถ้วนให้รอบคอบ เพราะฉะนั้นคำพูดของคุณชายฮัวตรงหน้าอาจมีอะไรซ่อนอยู่ก็เป็นได้ หรือว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการให้นางเกี้ยว? ใช่แล้วคงต้องเป็นเช่นนั้นแน่! คำกล่าวเมื่อครู่ต้องเป็นความนัยแฝง..บอกว่านอกจากครอบครัวแล้วก็มีเพียงคนรักถึงสามารถเรียกได้ นางมิใช่คนในครอบครัวแสดงกว่าเขาต้องการให้นางเป็นคนรักของเขา! โถ่ ผู้คนที่นี่ช่างลำบากยิ่ง เพียงแค่จะบอกความในใจก็ต้องพูดอ้อมค้อมถึงเพียงนี้ ไม่เป็นไร เขาอาจจะเป็นสุภาพชนที่เคร่งครัดเรื่องธรรมเนียมอะไรนั่นแต่นางมิใช่คนที่นี่เสียหน่อย ถึงท่านตาและท่านแม่จะใช่ก็เถอะ เมื่อมั่นใจในความคิดตนเองหูน่าหลันจึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น "ได้สิ ข้าจะเกี้ยวท่านเอง!" "..." สีหน้าของชายหนุ่มที่แค่ตั้งใจบอกกล่าวขนบธรรมเนียมของแคว้นตนกลายเป็นว่างเปล่า นี่ตนพูดอะไรให้นางเข้าใจผิดไปหรือไม่? เหตุใดนางจึงได้เอ่ยประโยคนั้นออกมา แต่ละคนที่ได้ยินประโยคนั้นมีสีหน้าและความรู้สึกแตกต่างกันไป ชายทั้งสองต่างมองสตรีหน้าตางดงามด้วยสายตาแปลกประหลาดปนสงสัยว่าหญิงสาวไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับคำพูดของตนเองบ้างเลย? สตรีนางใดบ้างที่กล้าเอ่ยว่าตนจะเกี้ยวบุรุษ? ส่วนคนเป็นพี่เลี้ยงนั้นแทบจะหอบเอาคุณหนูของตนกลับบ้านเกิดเมืองนอนให้นายหญิงและบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายอบรมเสียใหม่ จริงอยู่ว่าที่เผ่าพวกนางสตรีสามารถเกี้ยวบุรุษได้ไม่ผิด แต่นี่มันแคว้นผู้อื่น ดังนั้นคุณหนู...ท่านจะทำเช่นนี้มิได้นะเจ้าคะ!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD