ผู้ที่ได้ยินต่างมีสีหน้าประหลาด แม้กระทั่งคนสนิทอย่างเสี่ยวชิงยังหน้าเหวอก่อนเผลอเสียงดังด้วยความตกใจในคำพูดของคนเป็นนาย
"คุณหนู!"
ครั้งก่อนที่เกี้ยวบุรุษตรงหน้าเพราะไม่รู้จักอีกฝ่ายก็แล้วไปเถิด แต่ในเมื่อตอนนี้รู้ตัวตนฐานะที่แท้จริงของชายหนุ่มแล้วเหตุใดยังเอ่ยวาจาเช่นนี้อีกเล่า!
เขาไม่ใช่บุรุษทั่วไปที่จะเกี้ยวได้ตามอำเถอใจนะเจ้าคะ!
"คิกๆ ล้อเล่นหน่าพี่เสี่ยวชิง อย่าทำเสียงแบบนั้นสิ" หญิงสาวมองพี่เลี้ยงของตนพร้อมกับหัวเราะคิกคักที่ทำให้ทุกคนมีสีหน้าพิกลได้ จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับชายหนุ่ม
"เรื่องตอบแทนเอาไว้ค่อยว่าก่อนทีหลังแล้วกันเจ้าค่ะ ตอนนี้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด"
ร่างสูงพยักหน้า
"ท่านอาซวนฝากท่านพาพวกเขาไปที่เรือนใหญ่ด้านหลังทีนะ"
"แต่คุณหนูเรือนนั่น.." ซวนจางเอ่ยท้วงเมื่อได้รับคำสั่งว่าจะให้บุรุษตรงหน้าไปพักที่ใด ความจริงเขานั้นเตรียมเรือนด้านขวาเอาไว้ ที่นั่นเป็นเรือนว่างเปล่าที่พึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่คิดว่าคงเหมาะสมสำหรับที่จะให้เชื้อพระวงศ์แคว้นต้าจินอยู่ได้ในสถานที่แบบนี้
หูน่าหลันส่ายหน้า "ไม่เป็นไร เรือนนั้นแหละเหมาะสมแล้ว"
ด้วยฐานะของอีกฝ่ายให้พักที่เรือนใหญ่นั่นแหละดีแล้ว หากรับรองไม่ดีประเดี๋ยวจะถูกท่านตาบ่นเอาได้ อีกอย่างเรือนนั้นมีห้องเล็กสำหรับให้ผู้ติดตามของชายหนุ่มได้พักกัน
"ขอรับ เชิญทางนี้" อดีตองครักษ์ประจำตัวประมุขเผ่าหูรับคำจากคุณหนูของตนก่อนจะเอ่ยเชิญคนหนุ่มทั้งหลายไปยังเรือนพักด้านหลังตามคำสั่ง
"เรากลับเรือนกันเถิดพี่เสี่ยวชิง ข้าอยากแช่น้ำให้สบายตัวสักหน่อย" ร่างบางชวนคนที่ยืนเงียบกลับที่พักตนเอง
"เจ้าค่ะ"
ทางด้านกลุ่มของไท่หยางฮัวสือที่เดินตามซวนจางก็มาถึงหน้าเรือนหลังใหญ่กว่าทุกหลังที่ตนเห็นเท่าที่ดวงตาคู่คมของอ๋องหนุ่มลอบสำรวจขณะเดินมา
ที่แห่งนี้ดูเหมือนมีเรือนอยู่ประมาณสามถึงสี่หลังด้านหน้าสุดที่อยู่กึ่งกลางคงจะเป็นเรือนหลัก ทางด้านขวาเป็นเรือนขนาดพอๆ กันกับเรือนด้านซ้ายที่ตนพึ่งเดินผ่านมาและหลังสุดท้ายก็คือเรือนตรงหน้าตน
ไม่คิดว่าก่อนว่าท่ามกลางอันตรายจะมีคนอยู่อาศัยด้วยและที่ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ว่ากลับเป็นหมอเทวดาหลินม่อซวีที่ผู้คนมากมายตามหา
พวกสมุนไพรทั้งหลายที่ถูกปลูกไว้ด้านหน้าเรือนหลักระหว่างทางเดินสองฝั่งที่พวกตนก้าวเข้ามารวมถึงมีบางส่วนถูกตากแห้งเอาไว้เป็นสิ่งที่ยืนยันข้อสันนิษฐานของตนได้ แถมยังอยู่มานานมากโขเพราะดูจากไม้ที่ใช้ทำตัวเรือนน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปี
มิน่าถึงพวกน่าหลันจึงรู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี
"เชิญพวกท่านพักผ่อนตามสบายข้าวของทุกอย่างถูกเตรียมไว้ให้ด้านในแล้ว" เพราะเรือนนี้มีข้าวของเครื่องใช้อยู่แล้วจึงไม่ต้องไปยกจากเรือนทางขวาที่ตนเตรียมไว้ให้มาอีก
"หากมีอะไรต้องการส่งคนไปแจ้งข้าได้ที่เรือนไม้ไผ่ตรงนั้น" ซวนจางผายมือให้กลุ่มคนตรงหน้าก่อนจะชี้ไปยังทิศที่ตนอาศัยอยู่
"ขอบคุณท่านซวนจางมาก"
"ข้าขอตัว" กล่าวขอตัวเสร็จก็เดินไปทางด้านหลังของเรือนทันทีโดยไม่ได้สนใจกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหกอีกต่อไป
เผลอพริบตาเดียวพระจันทร์ดวงโตก็ส่องแสงสกาวแทนที่ดวงอาทิตย์บนท้องนภา ยามนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่วสันตฤดูอาการจึงค่อนข้างดีสายลมพัดผ่านเย็นสบายยิ่งนัก ที่ชานหน้าห้องนอนร่างสูงออกมารับลมอยู่เพียงลำพังหลังทานอาหารเสร็จแต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งตรงมาทางเรือนนี้
ไม่กี่ลมหายใจเงาร่างของหญิงสาวก็ปรากฏชัดท่ามกลางแสงคบเพลิงที่ปักเรียงรายตามเส้นทางเดิน
"เหตุใดออกมานั่งข้างนอกเล่าคุณชายฮัว" เสียงใสถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าคนที่ตนเองมาพบนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ชานหน้าเรือนที่ติดกับห้องนอนใหญ่ซึ่งเป็นห้องพักของบุรุษแคว้นต้าจิน
"คุณหนูน่าหลันมีธุระอันใดหรือ" ร่างสูงถามเมื่อหญิงสาวเดินขึ้นมาถึงตัว
ร่างบางยื่นของที่อยู่ในมือไปตรงหน้าชายหนุ่ม "ข้าเอายาสำหรับวันนี้มาให้เจ้าค่ะ"
ชินอ๋องแคว้นต้าจินมองถ้วยยาที่ถูกส่งมาก่อนจะรับมาดื่มอย่างรวดเร็วและเอ่ยขอบคุณเบาๆ
หูน่าหลันพยักหน้ารับคำขอบคุณและนั่งลงข้างๆ อีกคน "เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ขาดเหลืออะไรบ้างหรือไม่?"
ใบหน้าหล่อเหลาส่ายไปมา ที่เรือนนี้มีของใช้ครบครันทุกอย่างล้วนแต่เป็นของดีจนอดคิดไม่ได้ว่าเรือนนี้เป็นของผู้ใดกันแน่ ดูแล้วคนที่อยู่ที่นี่คงไม่ได้เพียงแค่พวกนาง
"ท่านหมอเทวดาไม่อยู่หรือ"
หูน่าหลันหัวเราะเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของบุรุษสูงศักดิ์ของต้าจิน "ว่าแล้วว่าท่านต้องรู้ อืม ใช่แล้ว เขาไม่อยู่หรอกไปตามหาสมุนไพรน่ะ"
พอเห็นว่าหญิงสาวไม่ได้ลำบากใจในการตอบไท่หยางฮัวสือจึงถามต่อ
"พวกเจ้าอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือยัง"
"ข้าพี่เสี่ยวชิงและท่านอาซวนพึ่งมาอยู่จริงๆ จังๆ ได้สามปีแล้ว ส่วนพี่เย่วฟางข้าไม่ทราบว่ามาอยู่นานแล้วรึยัง" ตั้งแต่เกิดมานางเองก็ได้มาหาท่านตาไม่กี่ครั้งพอหนีมาอยู่ด้วยอีกทีก็เจอศิษย์พี่หญิงแล้ว
"พี่เย่วฟาง?" ชายหนุ่มทักเมื่อได้ยินชื่อปริศนา
"อ๋อ ศิษย์พี่หญิงของข้าเองออกไปตามหาสมุนไพรด้วยกันนั่นแหละ"
ฟังดูแล้วที่นี่ก็มีคนอยู่ไม่กี่คนแล้วทำไมถึงสร้างเรือนตั้งหลายหลัง?
ร่างสูงตั้งคำถามในใจ
"แล้วเจ้ามาเป็นลูกศิษย์ท่านหมอได้อย่างไร"
"ข้าหนีออกจากบ้านมาฝากตัวเป็นศิษย์ที่นี่น่ะ" พูดออกไปหูน่าหลันนึกถึงเหตุที่ต้องทำให้นางต้องหนีมาที่นี่ใบหน้าจึงแสดงออกถึงอาการไม่พอใจบางอย่าง
"หนี?" ไท่หยางฮัวสือเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะเหตุอันใดทำให้สตรีที่ดูกล้าหาญเปิดเผยเช่นนางถึงกับต้องหนี
"ใช่ ที่ข้าต้องหนีเพราะท่านแม่ข้าจะจับข้าแต่งงานน่ะสิ!"
ปลายน้ำเสียงมีความขุ่นเคืองชัดเจนกอปรใบหน้าบูดบึ้งของหญิงก็ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจว่าอีกคนคงไม่พอใจมากจริงๆ
"เจ้าไม่ชอบคนผู้นั้น?"
ใบหน้างามภายใต้แสงคบเพลิงพยักหน้าหงึกหงัก "อื้อ บุรุษที่บ้านข้าถึงจะหน้าตาดีแต่ก็มีแต่พวกชอบใช้กำลัง ข้าน่ะ ชอบบุรุษรูปงามดุจเทพเซียนท่าทางสุภาพอ่อนโยนมากกว่า...ถึงได้ชอบท่านอย่างไรเล่า" ว่าจบก็ส่งรอยยิ้มหวานไปให้ชายหนุ่มพลางคิดในใจ
บรรยากาศใต้แสงจันทร์เช่นนี้เขายิ่งดูเปล่งประกาย
เฮ้อ ช่างหล่อเหล่าจริงๆ
จู่ ๆ ก็ถูกเกี้ยวทำให้ไท่หยางฮัวสือทำสีหน้าไม่ถูกได้แต่หลบสายตาระยิบระยับของอีกฝ่ายก่อนที่จะรีบเปลี่ยนเรื่อง
"แล้วที่บ้านเจ้าไม่ว่าอันใดหรือ"
หญิงสาวส่ายหน้า "ไม่เจ้าค่ะ แค่ข้าบอกว่าจะมาฝากตัวเป็นศิษย์ที่นี่พวกเขาก็แค่ส่งพี่เสี่ยวชิงและท่านอาซวนตามมาช่วยดูแล"
"ดูเหมือนครอบครัวเจ้าจะรักและให้อิสระแก่เจ้าไม่น้อย" นอกจากให้อิสระแล้วยังกล้าปล่อยให้บุตรสาวงดงามเช่นนี้ออกมาผจญภัยข้างนอก คงมั่นใจในฝีมือของผู้คุ้มกันที่ส่งมาพอสมควร
"ใช่เจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่และบรรดาพี่ชายนั้นรักข้ามากๆ เลยล่ะ พวกเขาตามใจข้ายิ่งนัก" ยามพูดถึงความรักที่ครอบครัวมีให้ตนเองหญิงสาวก็ตาเป็นประกายความสุขอย่างเห็นได้ชัด
"แล้วท่านเล่า"
"หืม อะไรหรือ?"
"ครอบครัวท่านเป็นอย่างไรบ้าง"
ไท่หยางฮัวสือที่ได้ยินคำถามก็นิ่งงันไปครู่หนึ่งไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าอย่างไรดีสุดท้ายก็ได้แต่เริ่มต้นเล่าคร่าวๆ
"ครอบครัวข้าเป็นครอบครัวใหญ่บิดามีภรรยาหลายคนข้าจึงมีพี่น้องค่อนข้างมาก พอมีคนมากปัญหาการอยู่ร่วมกันก็มีมากแถมบรรดาภรรยาแต่ละคนของท่านพ่อก็ไม่ถูกกัน ข้าและท่านแม่เองก็ถูกภรรยาเอกของเขาเกลียดเพราะเป็นคนโปรดของท่านพ่อ"
หูน่าหลันพยักหน้า เขาคงหมายถึงราชวงศ์ต้าจิน
"แล้วท่านก็ไม่ถูกกันกับพี่น้องคนอื่นๆ หรือ" หญิงสาวเดาเอาเพราะหลายๆ ราชวงศ์ก็เป็นเช่นนั้น
"ข้า พี่ใหญ่และน้องสามเป็นบุรุษเหมือนกันจึงสนิทกันมากพวกเรารักใคร่กันดีไม่เคยมีปัญหากันแม้แต่นิดเดียว ส่วนพี่น้องอีกสี่คนเป็นสตรีจึงไม่ค่อยสนิทกันนักพอโตขึ้นพวกนางก็แต่งออกกันหมดแล้ว" เหล่าพี่น้องสตรีของเขาบ้างก็ถูกส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นอื่นบ้างก็แต่งให้บุรุษเหมาะสมที่ตนรัก
"พวกท่านสามคนคงจะสนิทกันมาก" เพราะเวลาอีกฝ่ายพูดถึงพี่น้องที่เป็นบุรุษแววตาอ่อนโยนลงเป็นอย่างมาก
"อืม แม้มารดาของพี่ใหญ่และน้องสามเกลียดข้ามากแต่พวกเขาไม่เคยเกลียดข้าเลย"
เมื่อได้เอ่ยถึงเรื่องราวของตนให้ใครสักคนฟังชายหนุ่มก็รู้สึกดีไม่น้อย เขาไม่เคยได้เล่าเรื่องแบบนี้ให้ผู้ใดฟังนักแม้แต่สหายคนสนิทก็ตาม
"ข้าว่านั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ"
"ดีมากเลยล่ะ" ชายหนุ่มยิ้มก่อนรอยยิ้มจะหายไปเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ตนเองต้องสูญเสีย
"เหตุใดท่านจึงดูเศร้า?" เมื่อครู่ยังยิ้มอยู่เลยมิใช่หรือ
"ข้านั้นเสียมารดาไปตั้งแต่อายุได้เพียงสามหนาว ส่วนเมื่อสามปีก่อน...ก็สูญเสียพี่ใหญ่กับท่านพ่อไป"
"..." จริงสินะ นางก็ได้ยินจากบิดาและพี่ชายเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
"จากนั้นข้ากับน้องสามจึงได้ร่วมมือกันช่วยกันดูแลคนในปกครองจนถึงทุกวันนี้ ทำให้พวกเขาทั้งหลายมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมตามที่พวกเขาเคยคาดหวังว่าเอาไว้" ดวงตาคู่คมเหม่อมองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า ที่ที่คิดว่าคนดีๆ อย่างบิดาตนและพี่ใหญ่จะได้ไปอยู่
เสด็จพ่อ พี่ใหญ่ ข้ากับน้องสามเหนื่อยเหลือเกิน...
หญิงสาวมองชายหนุ่มที่เหม่อมองท้องฟ้าสีดำมืดแต่มีดวงดาวประดับเป็นแห่งๆ พอจะทำให้บนนั้นไม่เปล่าเปลี่ยวเกินไป ก่อนที่จะเอ่ยกับอีกฝ่าย
"ข้าคิดว่าบิดากับพี่ชายท่านที่กำลังมองลงมาต้องภูมิใจมากเป็นแน่ที่บุตรชายและน้องชายทั้งสองรักใคร่และร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสานต่อเจตนารมณ์พวกเขาจนสามารถทำมันได้สำเร็จ"
ไท่หยางฮัวสือที่ได้ยินก็นิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมามองสตรีที่นั่งอยู่ข้างกายด้วยสายตาบอกไม่ถูก รอยยิ้มอ่อนโยนที่ไม่เคยเห็นถูกส่งมาให้ตนอย่างจริงใจ
ความรู้สึกอบอุ่นที่ไม่ได้รับมานานสายหนึ่งวิ่งตรงเข้าสู่อกข้างซ้ายตำแหน่งหัวใจอย่างเชื่องช้า บรรยากาศรอบกายคล้ายเลือนลางลงกะทันหันทำให้ในสายตาของชายหนุ่มมองเห็นเพียงรอยยิ้มที่งดงามของอีกฝ่ายสลักตราตรึงในจิตใจ
เคยได้ยลรอยยิ้มของสตรีโฉมงามมามากมาย แต่กลับรู้สึกว่า...รอยยิ้มของสตรีตรงหน้าในตอนนี้นั้นงามจับตายิ่งนัก