วังหลวง ณ ท้องพระโรง
ร่างสูงในฉลองสีทองอร่ามปักลายมังกรเก้าเล็บที่บ่งบอกถึงฐานะอันสูงสุดผู้เป็นจักรพรรดิแว่นแคว้นนั่งบัลลังก์เหนือเหล่าขุนนางกว่าร้อยชีวิตในท้องพระโรง
เนตรมังกรมองบรรดาขุนนางที่กำลังไล่เลียงกันรายงานความคืบหน้าของตนเองที่ได้รับมอบหมายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ยากที่ผู้ใดจะกล้าเดาพระทัย
เมื่อขุนนางคนล่าสุดรายงานจบเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้กระแสใดในน้ำเสียงก็เอ่ยประโยคเดิมเป็นรอบที่สิบ "คนต่อไป"
ชายท่าทางสุขุมในชุดขุนนางขั้นหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้าก่อนจะถวายความเคารพต่อหน้าพระพักตร์เอ่ยแนะนำตัวและเรื่องที่จะมากราบทูลต่อฮ่องเต้ตามขั้นตอน
"กระหม่อมเจ้ากรมยุติธรรมจ้าวอู๋หมิงวันนี้มารายงานเรื่องคดีการตายของรองเจ้ากรมคลังหานพ่ะย่ะค่ะ"
พระพักตร์คมคายพยักหน้าขึ้นลง "อืม เรื่องไปถึงไหนแล้ว"
เมื่อหลายวันก่อนเกิดคนกลุ่มหนึ่งถูกฆ่าตายที่เขตป่าด้านนอกก่อนที่จะถึงเส้นทางเข้าเมืองหลวง ผู้ที่ไปพบได้รีบมาแจ้งทหารหน้าประตูเมือง หลังจากตรวจสอบจึงพบว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือรองเจ้ากรมหานจื่ออวี่
หัวหน้านายกองผู้รับเรื่องจึงได้รีบแจ้งให้ทางมือปราบให้ได้ทราบทางนั้นจึงได้ส่งเรื่องถึงเหล่ากลุ่มขุนนางจนกระทั่งถึงฝ่าบาท
เพราะคนที่ตายเป็นถึงขุนนางคนสำคัญของราชสำนักฮ่องเต้ไท่หยางไป๋ชิวจึงได้มีรับสั่งให้เจ้ากรมยุติธรรมดำเนินการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง
"จากที่กระหม่อมได้ไปสอบปากคำผู้ที่รอดชีวิต เขาเล่าว่าเขาเป็นคนขับรถม้าของกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางมาจากเมืองหนานเซียงเผอิญพบเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทางจึงได้แวะถามไถ่ปรากฏว่าเป็นรถม้าของขุนนางผู้หนึ่งที่ประสบปัญหาสายลากจูงขาดทางนายท่านของเขาจึงได้เอ่ยชักชวนขุนนางท่านนั้นให้ขึ้นรถม้าไปด้วยกัน"
คนทั้งท้องพระโรงต่างเงียบตั้งใจฟังในสิ่งที่จ้าวอู๋หมิงพูด
"ขณะที่กำลังจะขับพ้นเขตป่าแต่กลับมีโจรกลุ่มหนึ่งโผล่มาแล้วลงมือดักปล้นชิงทรัพย์สินแล้วจัดการฆ่าคนทั้งหมดทิ้ง ตัวเขาเองก็ถูกฟันที่หน้าท้องแล้วสลบไป ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งจึงได้รู้ว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ"
"เรื่องโจรกลุ่มนั้นล่ะ" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจตรัสถามถึงกลุ่มโจรชั่วที่ก่อเหตุ
"กระหม่อมสืบดูแล้วมีชาวบ้านมาร้องเรียนกลุ่มโจรเหล่านี้แล้วสองครั้งพ่ะย่ะค่ะครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม"
"ครั้งที่สาม? หึ! ดีเสียจริง คนของกองปราบมัวทำอะไรกันอยู่เหตุใดจึงไม่รีบจัดการปล่อยให้พวกมันก่อเหตุมาได้จนถึงเดี๋ยวนี้!" คนเป็นฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัยที่คนของหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่กำจัดคนชั่วเหล่านี้ให้สิ้นซาก
"เรื่องนี้เป็นความผิดของกระหม่อมเองที่ไม่เข้มงวดกวดขันกับลูกน้องใต้บัญชา กระหม่อมยินดีที่จะรับผิดชอบทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวอู๋หมิงคุกเข่าแสดงความรับผิดชอบโดยการขอรับโทษ
เพราะหน่วยงานกองปราบอยู่ใต้การปกครองกรมยุติธรรมของตนเอง
ร่างสูงบนบัลลังก์มังกรพ่นลมถอนหายใจพร้อมแค่นหัวเราะหึอย่างไม่สมอารมณ์ก่อนจะเอ่ยว่า
"ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร? รู้หรือไม่ว่ารองเจ้ากรมหานที่พึ่งทูลเรื่องการยักยอกงบประมาณในการสร้างเขื่อนนั่นกำลังที่จะพบเบาะแสหลักฐานเอาผิดให้เจิ้น แต่เขากับต้องมาตายเพราะคนของเจ้าละเลยต่อหน้าที่..."
ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงเริ่มเสียวสันหลังเมื่อฮ่องเต้เริ่มใช้น้ำเสียงกดต่ำ ก่อนที่ต่อมาจะพากันสะดุ้งโหยงเมื่อสุรเสียงของผู้อยู่บนบัลลังก์ตวาดลั่น
"บอกมาว่าท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ยังไง!"
เหล่าขุนนางต่างรีบพากันคุกเข่าโขกศีรษะเมื่อเริ่มรับรู้ได้ถึงความกริ้วของนายเหนือหัว
ในใจของหลายคนต่างนึกถึงคนที่สามารถห้ามโทสะของฝ่าบาทได้อย่างชินอ๋องที่ตอนนี้ดันไม่อยู่เพราะลากิจไปทำธุระบางอย่างแทนพระองค์ตามที่แจ้ง
ชินอ๋องพระองค์รีบกลับมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ!
จักรพรรดิแคว้นต้าจินหลับตาลงพร้อมพยายามที่จะระงับอารมณ์ บรรยากาศเงียบกริบเสียงลมหายใจก็แทบจะไม่มีเนื่องจากทุกคนต่างเกรงว่าแม้แต่เสียงลมหายใจของตนก็อาจจะทำให้นายเหนือหัวไม่พอพระทัยได้
"ในเมื่อท่านต้องการที่จะรับผิดชอบ เช่นนั้น..คดีที่รองเจ้ากรมหานรับผิดชอบก็ยกให้ท่านก็แล้วกัน"
"กระหม่อมน้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบหาหลักฐานมาให้ฝ่าบาทให้ได้พ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวอู๋หมิงโขกศีรษะกับพื้นพร้อมเอ่ยรับปากด้วยท่าทางหนักแน่นแสดงให้เห็นว่ามีความตั้งใจต่อเรื่องนี้มากแค่ไหนเพื่อไถ่โทษความผิด
คนเป็นฮ่องเต้หัวเราะหึๆ ก่อนจะยิ้มให้ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
"ดี! ถ้าเช่นนั้นเจิ้นให้เวลาสองเดือนหลักฐานเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนจะต้องอยู่ในมือเจิ้น มิเช่นนั้นตำแหน่งเจ้ากรมของท่านคงต้องพิจารณากันใหม่แล้ว"
ผู้ที่ได้ยินคำขาดจากฮ่องเต้ถึงกับเหลือบมองจ้าวอู๋หมิงที่ถึงคราวตกที่นั่งลำบากในเรื่องที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่ออย่างสงสาร อีกฝ่ายเป็นขุนนางตงฉินที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอดแต่ตอนนี้กลับถูกโยนเผือกร้อนมาใส่มือแถมเผือกร้อนชิ้นนี้ยังใหญ่นัก
ฝ่าบาทเองก็ให้เวลาเพียงน้อยนิด เช่นนี้นับว่าบีบบังคับกันชัดๆ หรือว่าฝ่าบาทคิดจะลดทอนอำนาจตระกูลจ้าว?
ขุนนางหลายคนต่างเริ่มคิดไปไกล
"เลิกประชุม!" กล่าวจบร่างสูงในฉลองสีทองก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรแล้วเดินผ่านเหล่าขุนนางที่คุกเข่าออกไปจากท้องพระโรงอย่างไม่สนใจไยดี
จ้าวอู๋หมิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะเดินออกจากท้องพระโรงเป็นคนถัดไปทันที
ด้านขุนนางคนอื่นๆ ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น บางกลุ่มก็มีสีหน้าเวทนาบางกลุ่มมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายกับเคราะห์ของผู้อื่น
แต่บางคนกลุ่มมีสีหน้ายุ่งยากหลุดออกมาให้เห็น
"เอาอย่างไรดี" ไป๋เย่หานที่ยืนอยู่ข้างมหาเสนาบดีซ้ายกระซิบถามด้วยความกังวล
ไม่คิดว่ากำจัดรองเจ้ากรมหานไปแต่คดีกลับตกไปอยู่ในมือผู้ที่อันตรายกว่า!
จ้าวอู๋หมิงผู้นี้เป็นคนไม่เกรงกลัวผู้ใดกล้าลงดาบขุนนางในราชสำนักไปแล้วหลายคน ในอดีตแม้แต่ความผิดของเชื้อพระวงศ์เขายังกล้ากราบทูลด้วยซ้ำ
"ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว" คนเป็นเสนาดีใหญ่กระซิบตอบด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
หลักฐานที่อยู่ในมือของหานจื่ออวี่นั่นเขาส่งคนไปกำจัดและปลอมแปลงใหม่เรียบร้อย ถึงจ้าวอู๋หมิงจะสืบอย่างไรก็ไร้หลักฐานที่จะสาวมาถึงพวกตน
เมื่อไป๋เย่หานได้ยินดังนั้นก็คลายความกังวลลงก่อนจะเอ่ยทำทีเป็นขอตัวกลับตามคนอื่นๆ ไป
เมื่อถึงวันที่จะต้องออกจากหุบเขาอ๋องหนุ่มและคนของตนทั้งหมดก็เก็บข้าวของมารอที่หน้าเรือนหลักตั้งแต่เช้าตรู่ เหล่าองครักษ์ต่างรู้สึกไม่อยากจากไปเพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่นั้นนับว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่คุ้มค่ายิ่งนัก
เหมือนกับเป็นช่วงเวลาที่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายใจที่สุดและยังไม่มีเรื่องวุ่นวายใดให้รำคาญใจแถมยังมีพลังบริสุทธิ์ในการฝึกฝนกำลังภายในได้อีก
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ กำลังภายในของทุกคนต่างบริสุทธิ์และเพิ่มขึ้นอย่างมาก บางคนถึงขั้นบรรลุเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานได้โดยไม่คาดคิด
น่าเสียดายจริงๆ ที่วันนี้ต้องไปจากที่นี่แล้ว
ทางด้านไท่หยางฮัวสือเองก็ไม่ต่างกัน การอยู่ที่นี่ทำให้เขาลืมเรื่องราววุ่นวายมากมายไปในชั่วขณะในใจถึงกับมีความคิดว่าถ้าหากได้ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเช่นนี้จะดีเพียงใดหนอ
..แต่นั่นมันก็ได้แค่คิด ภาระหน้าที่ที่ตัวเขาแบกอยู่นั้นมันไม่สามารถที่จะทำตามใจตนเองได้
ยืนซึมซัมอากาศบริสุทธิ์อยู่สักพักหญิงสาวทั้งสองก็ตามมาสมทบพร้อมด้วยสัมภาระจำนวนหนึ่งซึ่งชายหนุ่มที่เห็นก็รีบส่งสายตาให้คนของตนรีบเข้าไปช่วยถือทันที
"พวกเราออกเดินทางกันเถอะ"
"ท่านซวนจางเล่า?" ร่างสูงถามเมื่อไม่เห็นผู้อาวุโสที่ช่วยตน
"อ๋อ ข้าให้ท่านอาซวนเอาสมุนไพรกลับไปให้ที่บ้านน่ะ ไหนๆ ข้ามเขาด้านหลังนี่ไปก็เป็นเขตอีกด้านของเผ่าหูแล้ว"
เมื่อได้รู้คำตอบชายหนุ่มก็พยักหน้าเข้าใจแต่ก็นึกสงสัยว่าเหตุผู้คุ้มกันผู้นั้นจึงได้วางใจปล่อยให้สตรีทั้งสองเดินทางไปกับพวกเขาเพียงลำพัง
แต่ก็คร้านจะหาคำตอบเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงมีเหตุผลเป็นแน่ดังนั้นจึงบอกให้ทุกคนออกเดินทางออกจากหุบเขาทันที
ขากลับใช้เวลาเพียงสองวันก็ถึงทางออกเมื่อพ้นประตูออกมาก็พบว่ามีคนของไท่หยางฮัวสือค่อยดูแลรถม้าของทั้งสองคนอยู่ อ๋องหนุ่มสั่งให้คนของตนไปทำหน้าที่ขับรถม้าของหญิงสาวแล้วมุ่งไปยังเมืองเจ้าเมืองเซียว
ทั้งหมดพักเหนื่อยกันอีกวันก่อนที่จะออกเดินทางต่อในวันถัดไป