ตอนที่ 13 โทสะฮ่องเต้

1681 Words
วังหลวง ณ ท้องพระโรง ร่างสูงในฉลองสีทองอร่ามปักลายมังกรเก้าเล็บที่บ่งบอกถึงฐานะอันสูงสุดผู้เป็นจักรพรรดิแว่นแคว้นนั่งบัลลังก์เหนือเหล่าขุนนางกว่าร้อยชีวิตในท้องพระโรง เนตรมังกรมองบรรดาขุนนางที่กำลังไล่เลียงกันรายงานความคืบหน้าของตนเองที่ได้รับมอบหมายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ยากที่ผู้ใดจะกล้าเดาพระทัย เมื่อขุนนางคนล่าสุดรายงานจบเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้กระแสใดในน้ำเสียงก็เอ่ยประโยคเดิมเป็นรอบที่สิบ "คนต่อไป" ชายท่าทางสุขุมในชุดขุนนางขั้นหนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้าก่อนจะถวายความเคารพต่อหน้าพระพักตร์เอ่ยแนะนำตัวและเรื่องที่จะมากราบทูลต่อฮ่องเต้ตามขั้นตอน "กระหม่อมเจ้ากรมยุติธรรมจ้าวอู๋หมิงวันนี้มารายงานเรื่องคดีการตายของรองเจ้ากรมคลังหานพ่ะย่ะค่ะ" พระพักตร์คมคายพยักหน้าขึ้นลง "อืม เรื่องไปถึงไหนแล้ว" เมื่อหลายวันก่อนเกิดคนกลุ่มหนึ่งถูกฆ่าตายที่เขตป่าด้านนอกก่อนที่จะถึงเส้นทางเข้าเมืองหลวง ผู้ที่ไปพบได้รีบมาแจ้งทหารหน้าประตูเมือง หลังจากตรวจสอบจึงพบว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือรองเจ้ากรมหานจื่ออวี่ หัวหน้านายกองผู้รับเรื่องจึงได้รีบแจ้งให้ทางมือปราบให้ได้ทราบทางนั้นจึงได้ส่งเรื่องถึงเหล่ากลุ่มขุนนางจนกระทั่งถึงฝ่าบาท เพราะคนที่ตายเป็นถึงขุนนางคนสำคัญของราชสำนักฮ่องเต้ไท่หยางไป๋ชิวจึงได้มีรับสั่งให้เจ้ากรมยุติธรรมดำเนินการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง "จากที่กระหม่อมได้ไปสอบปากคำผู้ที่รอดชีวิต เขาเล่าว่าเขาเป็นคนขับรถม้าของกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางมาจากเมืองหนานเซียงเผอิญพบเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทางจึงได้แวะถามไถ่ปรากฏว่าเป็นรถม้าของขุนนางผู้หนึ่งที่ประสบปัญหาสายลากจูงขาดทางนายท่านของเขาจึงได้เอ่ยชักชวนขุนนางท่านนั้นให้ขึ้นรถม้าไปด้วยกัน" คนทั้งท้องพระโรงต่างเงียบตั้งใจฟังในสิ่งที่จ้าวอู๋หมิงพูด "ขณะที่กำลังจะขับพ้นเขตป่าแต่กลับมีโจรกลุ่มหนึ่งโผล่มาแล้วลงมือดักปล้นชิงทรัพย์สินแล้วจัดการฆ่าคนทั้งหมดทิ้ง ตัวเขาเองก็ถูกฟันที่หน้าท้องแล้วสลบไป ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งจึงได้รู้ว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่พ่ะย่ะค่ะ" "เรื่องโจรกลุ่มนั้นล่ะ" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจตรัสถามถึงกลุ่มโจรชั่วที่ก่อเหตุ "กระหม่อมสืบดูแล้วมีชาวบ้านมาร้องเรียนกลุ่มโจรเหล่านี้แล้วสองครั้งพ่ะย่ะค่ะครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม" "ครั้งที่สาม? หึ! ดีเสียจริง คนของกองปราบมัวทำอะไรกันอยู่เหตุใดจึงไม่รีบจัดการปล่อยให้พวกมันก่อเหตุมาได้จนถึงเดี๋ยวนี้!" คนเป็นฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัยที่คนของหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่กำจัดคนชั่วเหล่านี้ให้สิ้นซาก "เรื่องนี้เป็นความผิดของกระหม่อมเองที่ไม่เข้มงวดกวดขันกับลูกน้องใต้บัญชา กระหม่อมยินดีที่จะรับผิดชอบทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวอู๋หมิงคุกเข่าแสดงความรับผิดชอบโดยการขอรับโทษ เพราะหน่วยงานกองปราบอยู่ใต้การปกครองกรมยุติธรรมของตนเอง ร่างสูงบนบัลลังก์มังกรพ่นลมถอนหายใจพร้อมแค่นหัวเราะหึอย่างไม่สมอารมณ์ก่อนจะเอ่ยว่า "ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร? รู้หรือไม่ว่ารองเจ้ากรมหานที่พึ่งทูลเรื่องการยักยอกงบประมาณในการสร้างเขื่อนนั่นกำลังที่จะพบเบาะแสหลักฐานเอาผิดให้เจิ้น แต่เขากับต้องมาตายเพราะคนของเจ้าละเลยต่อหน้าที่..." ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงเริ่มเสียวสันหลังเมื่อฮ่องเต้เริ่มใช้น้ำเสียงกดต่ำ ก่อนที่ต่อมาจะพากันสะดุ้งโหยงเมื่อสุรเสียงของผู้อยู่บนบัลลังก์ตวาดลั่น "บอกมาว่าท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้ยังไง!" เหล่าขุนนางต่างรีบพากันคุกเข่าโขกศีรษะเมื่อเริ่มรับรู้ได้ถึงความกริ้วของนายเหนือหัว ในใจของหลายคนต่างนึกถึงคนที่สามารถห้ามโทสะของฝ่าบาทได้อย่างชินอ๋องที่ตอนนี้ดันไม่อยู่เพราะลากิจไปทำธุระบางอย่างแทนพระองค์ตามที่แจ้ง ชินอ๋องพระองค์รีบกลับมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ! จักรพรรดิแคว้นต้าจินหลับตาลงพร้อมพยายามที่จะระงับอารมณ์ บรรยากาศเงียบกริบเสียงลมหายใจก็แทบจะไม่มีเนื่องจากทุกคนต่างเกรงว่าแม้แต่เสียงลมหายใจของตนก็อาจจะทำให้นายเหนือหัวไม่พอพระทัยได้ "ในเมื่อท่านต้องการที่จะรับผิดชอบ เช่นนั้น..คดีที่รองเจ้ากรมหานรับผิดชอบก็ยกให้ท่านก็แล้วกัน" "กระหม่อมน้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบหาหลักฐานมาให้ฝ่าบาทให้ได้พ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวอู๋หมิงโขกศีรษะกับพื้นพร้อมเอ่ยรับปากด้วยท่าทางหนักแน่นแสดงให้เห็นว่ามีความตั้งใจต่อเรื่องนี้มากแค่ไหนเพื่อไถ่โทษความผิด คนเป็นฮ่องเต้หัวเราะหึๆ ก่อนจะยิ้มให้ผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า "ดี! ถ้าเช่นนั้นเจิ้นให้เวลาสองเดือนหลักฐานเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนจะต้องอยู่ในมือเจิ้น มิเช่นนั้นตำแหน่งเจ้ากรมของท่านคงต้องพิจารณากันใหม่แล้ว" ผู้ที่ได้ยินคำขาดจากฮ่องเต้ถึงกับเหลือบมองจ้าวอู๋หมิงที่ถึงคราวตกที่นั่งลำบากในเรื่องที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่ออย่างสงสาร อีกฝ่ายเป็นขุนนางตงฉินที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์มาโดยตลอดแต่ตอนนี้กลับถูกโยนเผือกร้อนมาใส่มือแถมเผือกร้อนชิ้นนี้ยังใหญ่นัก ฝ่าบาทเองก็ให้เวลาเพียงน้อยนิด เช่นนี้นับว่าบีบบังคับกันชัดๆ หรือว่าฝ่าบาทคิดจะลดทอนอำนาจตระกูลจ้าว? ขุนนางหลายคนต่างเริ่มคิดไปไกล "เลิกประชุม!" กล่าวจบร่างสูงในฉลองสีทองก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรแล้วเดินผ่านเหล่าขุนนางที่คุกเข่าออกไปจากท้องพระโรงอย่างไม่สนใจไยดี จ้าวอู๋หมิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะเดินออกจากท้องพระโรงเป็นคนถัดไปทันที ด้านขุนนางคนอื่นๆ ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น บางกลุ่มก็มีสีหน้าเวทนาบางกลุ่มมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายกับเคราะห์ของผู้อื่น แต่บางคนกลุ่มมีสีหน้ายุ่งยากหลุดออกมาให้เห็น "เอาอย่างไรดี" ไป๋เย่หานที่ยืนอยู่ข้างมหาเสนาบดีซ้ายกระซิบถามด้วยความกังวล ไม่คิดว่ากำจัดรองเจ้ากรมหานไปแต่คดีกลับตกไปอยู่ในมือผู้ที่อันตรายกว่า! จ้าวอู๋หมิงผู้นี้เป็นคนไม่เกรงกลัวผู้ใดกล้าลงดาบขุนนางในราชสำนักไปแล้วหลายคน ในอดีตแม้แต่ความผิดของเชื้อพระวงศ์เขายังกล้ากราบทูลด้วยซ้ำ "ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว" คนเป็นเสนาดีใหญ่กระซิบตอบด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย หลักฐานที่อยู่ในมือของหานจื่ออวี่นั่นเขาส่งคนไปกำจัดและปลอมแปลงใหม่เรียบร้อย ถึงจ้าวอู๋หมิงจะสืบอย่างไรก็ไร้หลักฐานที่จะสาวมาถึงพวกตน เมื่อไป๋เย่หานได้ยินดังนั้นก็คลายความกังวลลงก่อนจะเอ่ยทำทีเป็นขอตัวกลับตามคนอื่นๆ ไป เมื่อถึงวันที่จะต้องออกจากหุบเขาอ๋องหนุ่มและคนของตนทั้งหมดก็เก็บข้าวของมารอที่หน้าเรือนหลักตั้งแต่เช้าตรู่ เหล่าองครักษ์ต่างรู้สึกไม่อยากจากไปเพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่นั้นนับว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่คุ้มค่ายิ่งนัก เหมือนกับเป็นช่วงเวลาที่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายใจที่สุดและยังไม่มีเรื่องวุ่นวายใดให้รำคาญใจแถมยังมีพลังบริสุทธิ์ในการฝึกฝนกำลังภายในได้อีก เพียงช่วงเวลาสั้นๆ กำลังภายในของทุกคนต่างบริสุทธิ์และเพิ่มขึ้นอย่างมาก บางคนถึงขั้นบรรลุเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานได้โดยไม่คาดคิด น่าเสียดายจริงๆ ที่วันนี้ต้องไปจากที่นี่แล้ว ทางด้านไท่หยางฮัวสือเองก็ไม่ต่างกัน การอยู่ที่นี่ทำให้เขาลืมเรื่องราววุ่นวายมากมายไปในชั่วขณะในใจถึงกับมีความคิดว่าถ้าหากได้ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเช่นนี้จะดีเพียงใดหนอ ..แต่นั่นมันก็ได้แค่คิด ภาระหน้าที่ที่ตัวเขาแบกอยู่นั้นมันไม่สามารถที่จะทำตามใจตนเองได้ ยืนซึมซัมอากาศบริสุทธิ์อยู่สักพักหญิงสาวทั้งสองก็ตามมาสมทบพร้อมด้วยสัมภาระจำนวนหนึ่งซึ่งชายหนุ่มที่เห็นก็รีบส่งสายตาให้คนของตนรีบเข้าไปช่วยถือทันที "พวกเราออกเดินทางกันเถอะ" "ท่านซวนจางเล่า?" ร่างสูงถามเมื่อไม่เห็นผู้อาวุโสที่ช่วยตน "อ๋อ ข้าให้ท่านอาซวนเอาสมุนไพรกลับไปให้ที่บ้านน่ะ ไหนๆ ข้ามเขาด้านหลังนี่ไปก็เป็นเขตอีกด้านของเผ่าหูแล้ว" เมื่อได้รู้คำตอบชายหนุ่มก็พยักหน้าเข้าใจแต่ก็นึกสงสัยว่าเหตุผู้คุ้มกันผู้นั้นจึงได้วางใจปล่อยให้สตรีทั้งสองเดินทางไปกับพวกเขาเพียงลำพัง แต่ก็คร้านจะหาคำตอบเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงมีเหตุผลเป็นแน่ดังนั้นจึงบอกให้ทุกคนออกเดินทางออกจากหุบเขาทันที ขากลับใช้เวลาเพียงสองวันก็ถึงทางออกเมื่อพ้นประตูออกมาก็พบว่ามีคนของไท่หยางฮัวสือค่อยดูแลรถม้าของทั้งสองคนอยู่ อ๋องหนุ่มสั่งให้คนของตนไปทำหน้าที่ขับรถม้าของหญิงสาวแล้วมุ่งไปยังเมืองเจ้าเมืองเซียว ทั้งหมดพักเหนื่อยกันอีกวันก่อนที่จะออกเดินทางต่อในวันถัดไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD