ยามบ่ายวันที่ห้าของการเดินทางรถม้าสองคันที่ออกเดินทางตั้งแต่เช้าก็หยุดเพื่อให้ม้าได้พักดื่มน้ำ ตัวรถม้าทั้งสองคันถูกถอดจอดเอาไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ใกล้ ส่วนม้าทั้งสี่ตัวก็ถูกคนของอ๋องหนุ่มจูงเข้าไปยังป่าอีกฝั่ง
"พวกเราพักสักเค่อค่อยออกเดินทางต่อ" ชายหนุ่มเอ่ยบอกร่างบางที่ยืนอยู่ไม่ไกล
หูน่าหลันพยักหน้ารับทราบก่อนจะเอ่ยขอตัวไปเดินยืดเส้นยืดสายเล่นแถวนี้ประเดี๋ยวจะกลับมา ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ขัดเพียงแต่บอกให้ระวังตัว
"ท่านอ๋องอีกประมาณเก้าสิบลี้ก็ถึงเป่ยเซียงแล้ว คาดว่าไม่เกินยามเซิน (15.00 – 16.59 น.) ก็น่าจะถึงพ่ะย่ะค่ะ" จงเหลียนเดินเข้ามาพูดคุยกับคนเป็นนายเมื่อเห็นว่าสตรีทั้งสองเดินจากไปไกลแล้ว
"อืม แล้วอย่างไร?" ไท่หยางฮัวสือที่ยืนกอดอกพิงต้นไม้รอคนของตนเอาม้าไปกินน้ำที่ลำธารเล็กในป่าถามองครักษ์คนสนิทด้วยความไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดเรื่องนี้ทำไม
พื้นที่แดนใต้นี้เขาออกสำรวจมาหมดแล้วเหตุใดจะไม่รู้ว่าอีกกี่ลี้ถึงจะถึงเมืองที่เขาเคยปกครองมานับสิบปี
"เอ่อ..ก็คุณหนูน่าหลันยังไม่ทราบฐานะของท่านอ๋องมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
ชินอ๋องนั้นแนะนำตนเองว่าเป็นพ่อค้าที่เดินทางมาจากเมืองหลวงจู่ๆ จะพาลูกศิษย์หมอเทวดาไปพักจวนอ๋องที่เมืองเป่ยเซียงอีกฝ่ายจะไม่ตกใจแย่หรือ
แต่มากกว่าความตกใจคือหากนางโกรธขึ้นมาจนไม่รักษาต่อเล่า?
ร่างสูงที่ได้ยินดังนั้นก็ก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง
นั่นสิ เขายังไม่ได้บอกฐานะที่แท้จริงของตนเองให้กับนางเลยนี่นา..
ตนลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเหตุเพราะมัวแต่คิดถึงแผนการต่างๆ ที่จะหาทางจัดการเอาคืนผู้ที่ลงมือจัดฉากให้คนของตนถูกฆ่าตายเมื่อกลับไปถึงเมืองหลวง
เห็นทีว่าเขาคงต้องรีบหาทางบอกหญิงสาวก่อนที่จะถึงเป่ยเซียง
เมื่อเวลาใกล้ครบหนึ่งเค่อหญิงสาวทั้งสองก็กลับมายังจุดที่พัก หูน่าหลันจึงได้เห็นว่าคนของชายหนุ่มจัดการล่ามเชือกลากจูงเข้าที่เดิมเป็นที่เรียบร้อยพร้อมออกเดินทางต่อได้ทันที หญิงสาวรีบเดินไปขึ้นรถม้าเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้
ในจังหวะที่ร่างบางกำลังจะก้าวขาขึ้นกลับได้ยินเสียงของชายหนุ่มเอ่ยเรียก
"คุณหนูน่าหลัน"
ใบหน้างามหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง "คุณชายฮัวเรียกข้าทำไมหรือเจ้าคะ?"
"ข้าอยากจะเชิญเจ้ามาดื่มชาที่รถม้าข้าสักครู่ได้หรือไม่"
ท่าทีที่จริงจังของร่างสูงทำให้หูน่าหลันคิดว่าอีกฝ่ายคงมีเรื่องสำคัญดังนั้นหูน่าหลันจึงได้พยักหน้าตกลงแล้วหันไปบอกผู้ติดตามตนให้ขึ้นไปก่อน ส่วนตนเองก็เดินไปหาอ๋องหนุ่มที่รถม้าของอีกฝ่ายก่อนจะถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปยังด้านในก่อน
ดวงตาคู่สวยก็สำรวจรอบๆ ข้างในนี้กว้างเป็นอย่างมากเบาะนั่งทั้งสามฝั่งต่างบุด้วยผ้าหนานุ่มเรียบลื่นนั่งแล้วสบายยิ่งนัก
ตรงกลางมีโต๊ะไม้เล็กที่มีชุดกาน้ำชาวางเอาไว้พร้อมสรรพ แล้วมันก็ถูกยกขึ้นรินลงบนจอกใบเล็กด้วยบุรุษผู้ที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยมาทำให้ร่างบางรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ
"นี่มันชาน้ำค้างเดือนแปด"
ไท่หยางฮัวสือมองใบหน้างามด้วยความรู้สึกประหลาดใจอีกครั้งไม่คาดคิดว่าเพียงได้กลิ่นนางก็สามารถบอกชื่อชนิดของชาได้ทันที มือหนาเลื่อนจอชาไปตรงหน้าหญิงสาวเชิงเชิญให้ดื่ม
"ชาดี!" เสียงใสเอ่ยชมเมื่อได้ลิ้มลองชาหายาก
"หากเจ้าชอบเดี๋ยวข้าแบ่งให้" อ๋องหนุ่มเอ่ยอย่างใจป้ำ
"ชานี้ราคาแพงยิ่งนักจะดีหรือเจ้าคะ?" ชานี้หายากยิ่งขนาดที่บ้านนางยังไม่ค่อยจะมีเลย ชินอ๋องผู้นี้ใจกว้างยิ่ง
"ไม่เป็นอันใดหรอกถือเสียว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ข้าตอบแทนเจ้าก็แล้วกัน"
ศีรษะเล็กผงกหัวหงึกหงัก "เช่นนั้นข้าก็ขอรับไว้ด้วยความเต็มใจเจ้าค่ะ"
ผู้ใหญ่มอบของให้ผู้น้อยอย่างนางย่อมไม่ปฏิเสธ แน่ละ ใครจะปฏิเสธของฟรีกันเล่า
เมื่อปล่อยให้หญิงสาวดื่มด่ำกับชาชั้นเลิศพอสมควรไท่หยางฮัวสือก็รีบเอ่ยเรื่องสำคัญที่ต้องการจะบอกทันที "ที่ข้าเชิญเจ้าขึ้นมาเพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกก่อนที่จะถึงเป่ยเซียง"
หูน่าหลันรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอีกคนไม่ได้ชวนมาดื่มชาเฉยๆ
"เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?"
เกิดความเงียบระหว่างทั้งสองครู่หนึ่ง หูน่าหลันรู้สึกได้ว่าอีกคนมีกระแสอารมณ์ของความกังวลเล็กๆ ที่จะพูด นางจึงเงียบรอฟังอย่างใจเย็นจนในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้น
"อันที่จริง..ข้ามิใช่พ่อค้าสกุลฮัวอย่างที่เคยบอกบอกเจ้า"
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองชายหนุ่มคล้ายจะถามว่า 'แล้วท่านเป็นใคร?'
อ๋องหนุ่มสุดลมหายใจเข้าก่อนจะเอ่ยต่อ "ขอแนะนำตัวใหม่อีกครั้ง ข้าไท่หยางฮัวสือ ชินอ๋องของแคว้นต้าจิน"
"..."
"ขออภัยที่ไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่แรก ข้าไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงเจ้าแต่เพียงจำเป็นต้องปิดบังฐานะ หวังว่าเจ้าจะไม่ขุ่นเคือง"
เมื่อกล่าวจบคนที่เปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตนเองก็ได้แต่เงียบรอคอยการตอบกลับจากร่างบางตรงหน้า
ใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้มดั่งเช่นยามปกติทำให้จิตใจของไท่หยางฮัวสือเกิดความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จนเกิดการตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดจึงกลัวอีกฝ่ายจะโกรธก็ไม่ทราบ
ตอนที่กำลังคิดไม่รู้ว่าตนเองแสดงสีหน้าออกไปอย่างไรหากแต่เสียงขำเล็กๆ ดึงสติของชายหนุ่มให้กลับมา ภาพที่เห็นก็คือหญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดปากขำคิกคักจนตาหยี
"คุณหนูน่าหลัน?"
"คิกๆ ขออภัยเพคะ หม่อมฉันเสียมารยาทแล้ว"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายขบขันและไม่ตกใจก็ทราบได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงรู้อยู่แล้ว "เจ้ารู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
จะบอกว่ารู้จักจากหมอเทวดาก็ไม่น่าใช่เพราะในจดหมายของอาจารย์ที่ส่งถึงอีกฝ่ายระบุเพียงว่าต้องการให้รักษาลูกศิษย์ผู้หนึ่งเท่านั้นไม่ได้บอกตัวตนหรือฐานะของเขาแม้แต่น้อย
"ตั้งแต่วันแรกที่พวกเราพบกันเพคะ" เมื่อกลับไปยังโรงเตี๊ยมท่านอาซวนก็บอกข้อมูลทุกอย่างของบุรุษตรงหน้าที่หามาได้ให้นางฟังหมดแล้ว
แม้แต่ท่านตายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ให้นางมารักษานั้นเป็นใคร
แน่ล่ะ ตาเฒ่านั่นสนใจใครอะไรที่ไหน เขาเพียงรับปากรักษาเพราะเห็นว่าสหายคุ้นเคยขอร้องเท่านั้น ในจดหมายก็บอกนางสั้นๆ แค่ว่าให้มารักษาคนที่เมืองเซียว
ไท่หยางฮัวสือเกิดอาการพูดไม่ออกชั่วขณะเพราะไม่นึกว่าหญิงสาวจะรู้ฐานะตนตั้งแต่แรก แต่พอคิดได้ความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนนางก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
สายข่าวนางต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาถึงสามารถล่วงรู้ข้อมูลของเขาได้
"เจ้าไม่พอใจหรือเปล่า" ที่เขาโกหก
"ไม่พอใจ? ไม่เลยเพคะ หม่อมฉันเข้าใจ" คนเรามีความจำเป็นมากมายที่ไม่สะดวกใจจะให้ผู้อื่นรู้ตัวตนและยิ่งด้วยฐานะของชายหนุ่มแล้วด้วย ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องโกรธเสียหน่อยหากหลอกลวงอย่างอื่นก็ว่าไปอย่าง
ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณเบาๆ จากนั้นอ๋องหนุ่มจึงเอ่ยต่อ
"อีกประมาณเกือบร้อยลี้ก็จะถึงเมืองเป่ยเซียงที่นั่นเป็นเมืองที่ข้าเคยปกครอง พวกเราจะพักกันที่นั่น"
ใบหน้างามพยักหน้าขึ้นลงรับทราบ เมื่อคิดว่าคืนว่าคืนนี้จะได้พักที่ดีๆ ในใจก็มีความสุขเป็นอย่างมาก นางเคยแวะเที่ยวที่นั่นมาก่อนอาหารและขนมแปลกๆ มากมายยิ่งนัก
ระหว่างเดินทางที่เต็มไปด้วยป่าเขาทำให้นางไม่ค่อยได้ทานอะไรดีๆมากนัก
ของอร่อยจ๋า พวกเจ้ารอข้าก่อนนะ!
จากนั้นทั้งคู่ก็เอ่ยพูดคุยเรื่องอื่นๆ เมื่อไม่มีอะไรแล้วก็เดินทางต่อจนใกล้ค่ำรถม้าทั้งสองคันก็แล่นมาถึงเมืองเป่ยเซียงที่บุรุษสูงศักดิ์บอก