เผ่าหูเป็นอาณาจักรที่ตั้งรกรากอยู่ในหุบเขาอันกว้างใหญ่ มีปราการธรรมชาติเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนทางเข้าออกเป็นความลับที่รู้กันเฉพาะยากที่จะบุกรุกหรือโจมตี
ชาวเผ่าหูนั้นแม้จะมีคนไม่มากเท่ากับแคว้นหรือเผ่าอื่นแต่กลับครอบครองเหมืองแร่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหมืองอัญมณีล้ำค่าหรือเหมืองแร่โลหะที่สามารถสร้างอาวุธอันแข็งแกร่งได้มากกว่าดินแดนอื่น
อีกทั้งพวกเขานั้นมีอัจฉริยะมากมายที่สามารถทำอาวุธทรงอนุภาพจนไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเท่าได้ ทำให้ไม่มีแคว้นหรือเผ่าใดกล้าเป็นศัตรูด้วยเพราะเกรงกลัวแถมยังอยากที่จะเจรจาทำการค้าอาวุธกับพวกเขาอีกด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เป็นประมุขของเผ่าหากเขาไม่ยินยอมย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเซ้าซี้หาเรื่องใส่ตัว
เผ่าหูไม่ได้ปกครองด้วยระบอบราชวงศ์ ผู้มีอำนาจสูงสุดดำรงอยู่ในฐานะประมุขไม่มีการแบ่งชนชั้นสูงหรือต่ำทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความศรัทธาและเคารพจากบรรดาผู้คน
ทำให้เผ่าหูเป็นอาณาจักรเดียวที่ไม่มีการผลัดเปลี่ยนสายเลือดของผู้นำอย่างที่แคว้นหรือเผ่าอื่นเป็นกัน
ณ โถงกลางของตำหนักประมุข
บนเก้าอี้ที่สลักเป็นรูปหัวสิงโตถูกครอบครองโดยร่างสูงกำยำที่มีใบหน้าดูดุดันน่าเกรงขามสมกับตำแหน่ง ข้างกายมีร่างอรชรของสตรีที่แม้ว่าเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ยังดูงดงามนั่งอยู่คียงข้างกัน
ทั้งสองคือประมุขและนายหญิงของเผ่านั่นเอง
เบื้องหน้าทั้งคู่มีใครคนหนึ่งที่ไม่ได้พบหน้าค่าตากันมานานหลายปีกำลังคุกเข่าประสานมือแสดงความเคารพ
"คาราวะท่านประมุข คาราวะนายหญิงขอรับ"
"ลุกขึ้น" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยกับอดีตองครักษ์ของตน
"ขอบคุณท่านประมุข" ซวนจางลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ
"อาซวนเหตุใดเจ้ามาคนเดียว หลันเอ๋อร์เล่า?" น้ำเสียงนุ่มนวลของหลินอวี้เจียวนายหญิงของเผ่าหูเอ่ยถามคนคุ้มกันบุตรสาวอย่างร้อนใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกลับมาเพียงคนเดียว
ยังไม่ทันที่จะซวนจางจะเอ่ยเสียงฝีเท้าหนักๆสองคู่ก็ดังตรงมายังห้องโถงเพียงอึดลมหายใจก็ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษสองคนพร้อมเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ตนคุ้นเคย
"หลันเอ๋อร์ของพี่!"
"เสี่ยวหลันหลัน!"
"ถงเอ๋อร์ จงเอ๋อร์ พวกเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว" หลินอวี้เจียวดุบุตรชายทั้งสองที่ทำตัวไม่สมกับเป็นบุตรชายผู้นำเผ่า
คนมาใหม่ทั้งสองที่เข้ามาแล้วไม่เห็นน้องสาวอันเป็นที่รักแถมยังถูกมารดาดุก็ได้แต่ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมสงบปากสงบคำก่อนหนึ่งในสองจะถามองครักษ์ของผู้เป็นน้องสาวด้วยประโยคเดียวกันกับผู้เป็นมารดา
"หลันเอ๋อร์เล่าขอรับ?" หูเยี่ยนถงถามอดีตองครักษ์ของบิดาอย่างต้องการรู้
"เยี่ยนถง เยี่ยนจง" เสียงเข้มจากผู้ที่นั่งเงียบๆมาสักพักเอ่ยเตือนเมื่อเห็นบุตรชายฝาแฝดลืมอะไรบางอย่างที่สมควรทำไป
ชายหนุ่มทั้งสองสะดุ้งโหย่งทันทีที่ถูกบิดาเตือนด้วยน้ำเสียงดุๆจึงรีบประสานมือคารวะบุรุษผู้เป็นดั่งอาจารย์ที่สั่งสอน
"พวกข้าขออภัยขอรับ คาราวะท่านอาจารย์x2"
รอยยิ้มหาได้ยากปรากฏขึ้นบนหน้าของชายหน้าบากเขายกมือรับการคาราวะตอบ "ไม่ได้พบกันนานนะขอรับคุณชายรองคุณชายสาม"
เด็กหนุ่มทั้งสองเป็นลูกศิษย์ที่นายท่านมอบให้เขาสั่งสอนวรยุทธมาตั้งแต่เด็กจึงมีความรู้สึกผูกพันธ์มากกว่าบุตรคนอื่นๆ
ทักทายกันเสร็จทั้งสามจึงถูกสั่งให้ไปนั่งดีๆ
"ว่าอย่างไรซวนจาง เหตุใดเจ้าจึงกลับมาผู้เดียว" คราวนี้หูเยี่ยประมุขของเผ่าหูเป็นฝ่ายเอ่ยถาม
"เรียนท่านประมุขเป็นคำสั่งของคุณหนูขอรับ ที่คุณหนูไม่ได้กลับมาด้วยเพราะว่าตอนนี้กำลังออกเดินทางไปที่เมืองหลวงของต้าจินพร้อมกับเสี่ยวชิง"
ใบหน้าคมคร้ามดุดันขมวดคิ้วแน่นก่อนทวนคำของอดีตองครักษ์ตน "เมืองหลวงต้าจิน?"
ซวนจางพยักหน้าจากนั้นก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดรวมให้นายท่านทั้งหลายได้ฟัง เริ่มเล่าตั้งแต่การได้รับคำสั่งจากท่านหมอเทวดาให้รักษาคนผู้หนึ่งจนกระทั่งสืบพบรู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นใคร
รวมถึงเรื่องที่คุณหนูของตนเอ่ยปากว่าชื่นชอบคนผู้นี้และฝากความมาว่าหากตนต้องแต่งงานเจ้าบ่าวต้องเป็นอีกฝ่ายเท่านั้น
แน่นอนว่าพี่ชายทั้งสองที่ได้ยินต่างโวยวายเมื่อฟังจบ ส่วนสองสามีภรรยาก็กุมขมับอย่างที่ซวนจางคิดไว้ไม่มีผิด
"ข้าว่าน่าหลันต้องถูกบุรุษผู้นั้นล่อลวงเป็นแน่!" หูเยี่ยนถงโววายลั่น นางไม่มีทางอยากแต่งงานกับบุรุษที่พึ่งพบหน้าหรอก
หูเยี่ยนจงพยักหน้าเสริมพี่ชายฝาแฝดของตน "ข้าเองก็คิดเช่นกัน หลันเอ๋อร์ไม่ได้อยากแต่งงานสักหน่อยนางจะกล้าพูดเช่นนั่นได้ยังไงกัน!"
ขนาดเกาเซี่ยหย่งบุตรชายที่ปรึกษาคนสนิทของบิดาคนที่ท่านแม่หมายมั่นจะจับนางแต่งงานด้วยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนางยังปฏิเสธเลย
อีกทั้งเรื่องเกี้ยวพาบุรุษไหนเลยน่าหลันจะเคยทำ น้องสาวผู้น่ารักที่แสนจะเรียบร้อยของตน(?) ไม่มีทางที่จะทำอย่างที่ท่านอาจารย์ว่ามาแน่!
"ท่านพ่อ ข้าจะไปตามน้องกลับบ้าน!x2" สองแฝดประสานเสียงทั้งสองต่างจ้องมองบิดารอคำอนุญาต
เพียงแค่ท่านพ่อเอ่ยปากพวกเขาจะเดินทางไปต้าจินทันที!
ในตอนนั้นเองที่ร่างสูงใหญ่ของใครอีกคนเดินเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังวุ่นวาย
"มีเรื่องอะไรกันหรือขอรับ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเนิบนาบสายตาจดจ้องไปยังแผ่นหลังที่ดูคุ้นเคยก่อนจะรู้ว่าเป็นใครเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามา "ท่านอาซวน?"
"ประมุขน้อย" ซวนจางโค้งศีรษะให้ผู้เข้ามาใหม่
บุตรชายคนโตของท่านประมุข ประมุขน้อยหูเยี่ยหลง
"พี่ใหญ่! ท่านมาพอดีเลย หลันเอ๋อร์ถูกบุรุษล่อลวงพวกเราต้องไปช่วยพานางกลับบ้านนะขอรับ" หูเยี่ยนจงแฝดผู้น้องรีบลุกไปเกาะแขนพี่ชายราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ ทั้งที่ตัวสูงใหญ่ไม่แพ้กัน
ถ้าหากพี่ใหญ่เอ่ยปากท่านพ่อต้องยอมแน่!
"นี่มันเรื่องอันใดกันหรือขอรับท่านพ่อ?" ใบหน้าที่ถอดพิมพ์เดียวกับบิดาถึงแปดส่วนมองหน้าผู้ที่นั่งอยู่เก้าอี้ตำแหน่งประมุขอย่างขอคำตอบ
จากนั้นการเล่าเรื่องรอบที่สองก็เกิดขึ้น
หูเยี่ยหลงที่ฟังจบไม่ได้มีอาการดั่งผู้เป็นน้องชายทั้งสองแต่คิ้วหน้าที่ขมวดเข้าหากันเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าตนเองก็ไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่นักเมื่อรู้ว่าองค์หญิงน้อยของพวกเขาชอบบุรุษผู้หนึ่งถึงขั้นเอ่ยปากว่าอยากที่จะแต่งงานด้วยทั้งที่ตัวนางนั้นหนีไปอยู่กับท่านตาเพราะไม่อยากแต่งงานตามที่มารดาต้องการ
นี่มันค่อนข้างที่จะขัดแย้งกันมิใช่หรือ?
"เรื่องนี้เดี๋ยวข้าจัดการเองขอรับ" ชายหนุ่มสบตากับบิดาอย่างรู้กัน
ผู้เป็นบิดาพยักหน้ายกเรื่องนี้ให้บุตรชายคนโตเป็นคนจัดการ อีกไม่นานหูเยี่ยหลงก็ต้องเดินทางไปเจรจาซื้อขายอาวุธตามหมายเชิญของฮ่องเต้แคว้นต้าจินพอดี
ไม่ต้องรีบร้อนอันใดเพราะเขาเชื่อมั่นในตัวบุตรสาวของตน น่าหลันไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะถูกผู้ใดหลอกได้ บุตรสาวผู้นี้ความคิดอ่านไม่ธรรมดาเพียงแต่ติดซุกซนไปหน่อยก็เท่านั้น
อีกทั้งพวกเขาทั้งสองก็ต่างเคยพบและพูดคุยกับบุรุษที่หญิงสาวต้องการแต่งงานด้วย
ไท่หยางฮัวสือนับว่าเป็นบุรุษที่ดีมีคุณธรรมมากความสามารถ ที่ต้าจินรุ่งเรืองได้จนทุกวันนี้ก็เพราะมังกรพิทักษ์บัลลังก์ผู้นี้ หากผูกสมัครรักใคร่กับบุตรสาวตนจริงเขาเองก็ไม่ขัด
แต่คนผู้นั้นต้องผ่านเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นก็อย่าหวังว่าเขาจะยกบุตรสาวให้
ฝ่ายบุตรชายฝาแฝดนั้นได้แต่มองหน้ากันไปมาอย่างมึนงงเพราะบิดาและพี่ชายคุยกันไม่กี่คำก็เข้าใจแต่พวกเขากลับไม่รู้เรื่องอันใดเลยแม้แต่น้อย
ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พวกท่านอย่าเข้าใจกันแค่สองคนสิ พวกข้าก็อยากรู้ด้วยนะ!
ณ ช่วงเวลาเดียวกัน บุรุษร่างสูงที่กำลังอ่านสาส์นรายงานในรถม้าก็เกิดอาการจามติดๆกันจนองครักษ์คนสนิทอย่างจงเหยียนบังคับม้าของตนมาใกล้หน้าต่างเพื่อถามไถ่
"ท่านอ๋องไม่สบายหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม อาจจะใช่กระมัง" ถึงจะตอบคนสนิทไปแบบนั้นแต่ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกๆในใจอย่างบอกไม่ถูก
ทำไมรู้สึกเหมือนมีลางสังหรณ์ว่าตนเองจะต้องได้เผชิญกับอะไรที่ยิ่งใหญ่บางอย่างอย่างก็ไม่รู้