ยามอู่ (11.00 – 12.59 น.) วันที่สิบสามของการเดินทางของไท่หยางฮัวสือและหูน่าหลันก็มาถึงตัวเมืองเตี้ยนเฉินที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก เมืองนี้ได้รับอิทธิพลความเจริญมาไม่น้อย
อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามหลายแห่งจึงดึงดูดให้ผู้คนจากต่างที่หลั่งไหลเข้าเยี่ยมชมไม่ขาดสายพลุกพล่านมากหน้าหลายตา
มื้อเที่ยงนี้ชินอ๋องแห่งแคว้นต้าจินพาลูกศิษย์หมอเทวดามาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของเมือง ร่างสูงเดินนำหญิงสาวที่สวมผ้าแพรคลุมหน้าขึ้นมาบนชั้นสามที่เป็นห้องที่มีไว้สำหรับรองรับแขกที่มีฐานะสูงเพื่อความเป็นส่วนตัว
"เจ้าอยากทานอะไรสั่งได้เต็มที่ไม่ต้องสนราคา" ไท่หยางฮัวสือเอ่ยตามใจอย่างเช่นทุกครั้งที่ได้แวะโรงเตี๊ยมหรือเหลาอาหาร
"เจ้าค่ะ" หูน่าหลันพยักหน้าทั้งที่ไม่ได้สบตาคนพูดเพราะสายตาของนางจับจ้องรายการอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ
ท่าทางเหล่านั้นทำให้คนที่มองอยู่อย่างชายหนุ่มลอบยิ้มเล็กน้อยโดยที่หญิงสาวไม่มีโอกาสได้เห็น แต่ผู้ที่เห็นกลับเป็นเสี่ยวเอ้อของร้านที่รอรับรายการอาหารจากแขกทั้งสอง
นายท่านผู้นี้ตามใจภรรยายิ่ง! แต่ถ้าหากเขามีภรรยางดงามท่าทางน่าเอ็นดูเช่นนี้ก็คงตามใจเช่นเดียว
บุรุษก็หล่อเหลาสตรีก็งดงาม ช่างเป็นสามีภรรยาที่ดูแล้วทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน
หลังจากที่เลือกรายการอาหารที่อยากกินเสร็จเสี่ยวเอ้อชายของโรงเตี๊ยมก็ขอตัวออกจากห้องอาหารส่วนตัวไปในห้องจึงเหลือเพียงอ๋องหนุ่มและหญิงสาว
ทว่าบรรยากาศระหว่างทั้งคู่ไม่ได้อึดอัดหรือเคอะเขินอย่างใด อาจเพราะอยู่ร่วมกันมาจะหนึ่งเดือนแล้วจึงคุ้นชินกับการได้นั่งทานอาหารด้วยกัน
อีกอย่างคือหญิงสาวค่อนข้างที่จะชวนคุยเก่งสรรหาเรื่องราวมาสนทนาได้เรื่อยๆ ฝ่ายอ๋องหนุ่มเองก็เป็นผู้ฟังที่ดีบางครั้งก็เล่าเรื่องต่างๆในแคว้นของตนที่สามารถเล่าได้ให้หญิงสาวฟังรวมถึงรางที่เกิดขึ้นกับตนและแผนการที่ขอให้นางให้ช่วยความร่วมมือ
"อีกไม่กี่วันก็น่าจะถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าคิดว่าเราควรจะพักที่นี่สักคืน" ชายหนุ่มบอกหญิงสาว
ใบหน้างามหยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
"หากเจ้าเข้าจวนไปข้าจะบอกแก่ผู้อื่นว่าเจ้าคือญาติผู้น้องจากฝั่งมารดาที่ข้าไปรับมาเที่ยวเล่นเมืองหลวง เรื่องที่เจ้าเป็นลูกศิษย์หมอเทวดาจะให้คนอื่นรู้ไม่ได้"
หากศัตรูล่วงรู้ว่ามีลูกศิษย์หมอเทวดาในจวนย่อมต้องคาดเดาได้ว่าตนรู้เรื่องพิษกร่อนวิญญาณแล้ว เขาย่อมไม่ต้องการให้ฝั่งนั้นไหวตัวทัน
ส่วนเรื่องญาติผู้น้องฝังมารดาที่เอามาอ้างนั้นก็ไม่ได้โกหกเพราะเขามีญาติฝั่งมารดาที่เป็นสตรีอยู่หลายคนจริงๆ
หูน่าหลันเองก็พอจะเข้าใจเหตุผลแต่ว่านะ..
"เหตุใดต้องเป็นน้องสาว? เป็นอย่างอื่นมิได้หรือเพคะ" ดวงตาคู่งามเผลอใช้สายตาออดอ้อนอีกคนเพราะไม่อยากยอมรับสถานะนี้แม้ว่าจะเป็นหลอกๆก็เถอะ
ถ้าหากนางยอมรับตามที่เขาบอกหากมีสตรีเข้าหาเขานางจะทำอย่างไรเล่า!
"อย่างอื่น?"
ริมฝีปากสีอิงเถาแย้มยิ้มกว้างจนตาปิดน่ามอง "พระองค์ก็บอกว่าหม่อมฉันเป็นคนรักของพระองค์สิเพคะ"
ไท่หยางฮัวสือยิ้มอ่อนเมื่อได้ฟังสิ่งที่สตรีร่างบางต้องการ เพราะถูกเกี้ยวมานับครั้งไม่ถ้วนเขาจึงเริ่มที่จะมีภูมิต้านทานขึ้นมาแล้วและรู้สึกเอ็นดูกับการเกี้ยวพาเล็กๆน้อยๆเหล่าของคนตัวเล็กเมื่ออีกฝ่ายมีโอกาส
"คิดดูสิเพคะ ถ้าหม่อมฉันอยู่ในฐานะน้องสาวของพระองค์ก็อาจจะมีคนมายุ่งวุ่นวายจนทำให้เสียแผนที่วางไว้ก็ได้ แต่ถ้าหากบอกออกไปว่าหม่อมฉันเป็นคนรักของพระองค์พวกเขาย่อมไม่กล้าแน่ " ร่างบางเอ่ยโน้มน้าวแม้ว่ามันจะเป็นเหตุผลที่ฟังดูไม่ค่อยขึ้นก็ตาม
แต่จุดประสงค์ของนางคือต้องการขยับความสัมพันธ์กับเขา ถึงแม้ว่าจะเริ่มจากก็หลอกผู้อื่นก็เถอะ แต่เชื่อนางเถอะว่ามันสามารถพัฒนาต่อไปได้แน่!
ทำให้ชินอ๋องของต้าจินลองคิดตามคำพูดของสาวงาม...นั่นสิ หากเหล่าขุนนางหน้าตายพวกนั้นรู้ว่าเขาพาน้องสาวจากทางฝั่งมารดากลับมาเมืองหลวงอาจจะส่งบุตรชายหลานชายมาวุ่นวายกับนางก็เป็นได้
ไม่ได้..จะให้ใครมายุ่งกับนางไม่ได้เด็ด
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อจู่ๆตนก็มีความรู้สึกไม่พอใจแล่นขึ้นมาเสียอย่างนั้น นี่เขาเป็นอะไรกัน?
นับตั้งแต่ได้รับคำปลอบโยนตั้งแต่วันนั้นหัวใจของเขายามที่ได้มองรอยยิ้มนางก็รู้สึกแปลกๆ อาการเกิดขึ้นนี้ทำให้เขาเริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง
ยังไม่ทันที่อ๋องหนุ่มจะตอบตกลงเสียงจากด้านนอกก็ดังขึ้นเสียงก่อน
"นายท่านอาหารพร้อมแล้วขอรับ"
ร่างสูงจึงได้เอ่ยอนุญาตให้คนจากด้านนอกเข้ามา เสี่ยวเอ้อสามสี่คนเดินต่อแถวนำอาหารที่ส่งกลิ่นหอมมาวางไว้บนโต๊ะเสร็จแล้วก็ออกไปทันทีอย่างรู้ความ
"เรื่องนี้แล้วค่อยคุยกันอีกครั้ง ตอนนี้ทานข้าวก่อนเถิด"
สีหน้าของหูน่าหลันเต็มไปด้วยความเสียดายที่ถูกขัดจังหวะแต่ก็ยอมเอาตามที่ร่างสูงว่า หญิงสาวได้แต่ตีอกชกลมอยู่ในใจ
โถ่ กำลังจะโน้มน้าวสำเร็จอยู่เชียว!
ฮึ! ช่างเถอะค่อยหาทางใหม่ อย่างไรตำแหน่งชายาชินอ๋องก็ต้องเป็นของข้าเท่านั้น!
ใบหน้าที่แสดงออกว่าเสียดายเหลือแสนนั้นอยู่ในสายตาของบุรุษสูงศักดิ์ที่สังเกตท่าทีของหญิงสาวอยู่ตลอด มุมปากยกยิ้มเป็นรอบที่สองของวันอย่างไม่อาจห้ามได้
นางช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
วันที่สิบหกของการเดินทางในที่สุดคณะเดินทางจากแดนใต้ก็มาถึงเมืองหลวง รถม้าสองคันกำลังต่อแถวที่ยาวเหยียดหน้าประตูเมืองเพื่อตรวจป้ายยืนยันตัวตน
หูน่าหลันเลิกผ้าม่านโปร่งขึ้นเพื่อมองดูกำแพงเมืองที่คาดว่าน่าจะสูงเกือบสิบจั้งอย่างสนอกสนใจ นางไม่เคยเจอกำแพงเมืองสูงขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่ช้าไม่นานแถวที่ยาวขยับเลื่อนเข้าใกล้เรื่อยๆจนในที่สุดก็ถึงรถม้าของพวกนาง
"รบกวนขอดูป้ายยืนยันตัวตนด้วย" นายทหารเฝ้าประตูเมืองเอ่ยประโยคเดิมตามหน้าที่ด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นเนื่องจากเห็นว่าเป็นรถม้าธรรมดาๆคันหนึ่ง
ทว่าเมื่อเห็นสัญลักษณ์ป้ายในมือของคนขับรถม้าดวงตาก็เบิกกว้าง ป้ายสัญลักษณ์ราชวงศ์!
นายทหารผู้นั้นจึงได้รีบบอกให้ลูกน้องคนอื่นๆเปิดทางให้ทันทีอย่างรู้ความพร้อมโค้งศีรษะลงต่ำอย่างเกรงกลัว
เมื่อรถม้าแล่นผ่านกำแพงเข้าเสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อค้าม้าที่กำลังตะโกนเรียกหาลูกค้ากันให้ระงมดูคึกคักยิ่งนัก ผ่านกลุ่มพ่อค้าค้าม้าก็พบกับถนนเส้นหลักที่มีผู้คนทั้งเดินเท้าและขับรถม้าสวนกันไปมาเต็มถนน
"พี่เสี่ยวชิงดูตึกพวกนั้นสิมันงดงามมากเลย"
หูน่าหลันชี้ชวนให้คนติดตามของตนดูอาคารสูงที่ถูกสร้างอย่างตระการตามากมายหลายแห่ง มาดว่าผ่านจุดใดก็มีแต่สิ่งสวยงามให้ได้ดูชม สมกับเป็นแคว้นที่เจริญรุ่งเรืองอารยธรรมทางด้านศิลป์มากที่สุด
"งดงามจริงๆเจ้าค่ะ ฝีมืองานช่างของที่นี่แปลกตายิ่งนัก" เสี่ยวชิงที่มองออกไปด้านนอกตามคุณหนูของตนก็อดเห็นด้วยไม่ได้ นางเองก็ไม่เคยเห็นสิ่งปลูกสร้างของแคว้นใดงดงามเท่าที่นี่มาก่อนเลย
ขนาดว่าที่เผ่าหูมีช่างฝีมือมากความสามารถก็คิดว่าน่าจะยังไม่อาจเทียบเท่าของต้าจินได้
นั่งชมบรรยากาศของเมืองหลวงต้าจินได้ประมาณสองเค่อรถม้าก็เลี้ยวเข้าสู่ทางแยกเส้นหนึ่ง เสียงของผู้คนค่อยๆจางหายไปจนกลายเป็นเงียบสนิทเมื่อห่างจากแหล่งชุมชนมาพอสมควร
ทั้งสองฝั่งของถนนกลายเป็นรั้วจวนยาวเหยียดติดกันทำให้สตรีจากเผ่าหูรู้ว่าพื้นที่เขตนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงในเมืองหลวงเดาได้จากขอบเขตอันกว้างใหญ่ของแต่ละจวนและบรรยากาศเงียบสงบดูไม่วุ่นวาย
ผ่านไปอีกสักพักทั้งหมดก็ถึงจุดหมายหญิงสาวได้ยินเสียงของคนถวายความเคารพเมื่อรถม้าผ่านเข้าประตูจวนมา และแล้วอาชาพันธุ์ดีที่ทำหน้าที่ลากจูงก็หยุดฝีเท้าลงตามการบังคับของคนขับ
หญิงสาวนั่งนิ่งไม่อาจลงไปได้เพราะยังไม่ได้การอนุญาต แต่นางก็ลอบมองผ่านผ้าม่านโปร่งจึงเห็นเงาของกลุ่มคนมากมายที่ยืนรอเต็มสองฝั่งคันรถ ถัดมาก็ได้ยินเสียงกล่าวต้อนรับจากคนทั้งหมดที่ยืนอยู่อย่างพร้อมเพรียงแล้วต่อมาก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของไท่หยางฮัวสือเอ่ยกับคนของตนเล็กน้อย
จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายตรงมาอยู่ที่หน้าประตูรถม้าและเอ่ยเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลในแบบที่นางยังไม่เคยได้ยินจากอีกฝ่ายมาก่อน
"หลันเอ๋อร์ถึงที่หมายแล้วลงมาเถิด"
ทันใดนั้นเองจอกชาในมือบางก็ร่วงลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว
1 จั้ง = 3.33 เมตร